ท่ามกลางกระแสที่ทั่วโลกแข่งกันผลักดัน AI เข้าห้องเรียน นอร์เวย์กลับเดินสวนทาง เมื่อรัฐบาลเตรียมออกกฎหมายห้ามเด็กประถมศึกษา หรือเด็กในช่วง 6-13 ปี ใช้ Generative AI โดยเด็ดขาด ส่วนเด็กชั้นมัธยมต้นสามารถใช้ได้ แต่ต้องมีครูคอยควบคุม และเด็กมัธยมปลายเท่านั้นที่จะได้เรียนรู้การใช้ AI อย่างเต็มรูปแบบ โดยมาตรการนี้จะเริ่มบังคับใช้ในปีการศึกษาใหม่ปลายเดือนสิงหาคม 2026
นายกรัฐมนตรีโจนาส กาห์ร สโตเร ให้เหตุผลตรงไปตรงมาว่า “การเรียนในโรงเรียน สิ่งสำคัญที่สุดคือเด็กต้องเรียนรู้ที่จะอ่าน เขียน และคิดคำนวณได้ด้วยตนเองก่อน การใช้ AI ตั้งแต่เด็กเล็กเสี่ยงทำให้พวกเขาข้ามขั้นตอนสำคัญของการเรียนรู้ไป” นอกจากนี้รัฐบาลนอร์เวย์ยังเตรียมผลักดันกฎหมายให้นำ ‘หนังสือเรียนที่เป็นเล่ม’ กลับมาแทนที่แท็บเล็ตและคอมพิวเตอร์ ซึ่งนับเป็นการทำ Digital Detox ในสถานศึกษาครั้งใหญ่ หลังจากพบว่าการพึ่งพาหน้าจอมากเกินไปนั้นส่งผลต่อสมาธิและการเขียนด้วยลายมือของเด็ก
คำพูดดังกล่าวมีฐานทฤษฎีทางการศึกษารองรับ นั่นคือแนวคิดเรื่อง ‘Desirable Difficulties’ ซึ่งเป็นหลักการที่ว่า การเรียนรู้ที่รู้สึกยากในตอนแรก ไม่ว่าจะเป็นการลองผิดลองถูก การคิดและดิ้นรนหาคำตอบด้วยตัวเอง มักจะฝังแน่นและนำไปใช้ได้ดีกว่าการเรียนรู้ที่มีคำตอบมาป้อนให้ทันที ซึ่งอาจจะดูขัดกับสัญชาตญาณของเราที่คิดว่า ‘ยิ่งง่าย ยิ่งเรียนรู้เร็ว’
ในปีที่ผ่านมา ทีมวิจัยจาก MIT ได้ให้ผู้เข้าร่วมเขียนเรียงความโดยแบ่งเป็นกลุ่มใช้ ChatGPT กลุ่มใช้ Google Search และกลุ่มที่ไม่ใช้เครื่องมือเลย พร้อมกับการวัดคลื่นสมอง ซึ่งพบว่า กลุ่มที่ใช้ ChatGPT มีการเชื่อมโยงของระบบประสาทอ่อนที่สุด และเมื่อขอให้เขียนใหม่โดยไม่มี AI ช่วย พวกเขากลับจำงานเขียนของตัวเองไม่ได้เลย โดยทีมวิจัยเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า ‘Cognitive Debt’ หรือหนี้ทางปัญญา นอกจากนี้งานสำรวจในลักษณะนี้ บ่อยครั้งมักจะพบว่ากลุ่มคนอายุน้อยจะได้รับผลกระทบหนักที่สุด
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยและหลักฐานส่วนใหญ่ในปัจจุบันนั้นยังเป็นเพียงข้อมูลเชิงสหสัมพันธ์ที่ชี้ให้เห็นแนวโน้มเฉย ๆ ยังไม่ใช่การพิสูจน์เชิงเหตุและผลที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด และที่สำคัญคือ กลุ่มตัวอย่างเกือบทั้งหมดทำในผู้ใหญ่หรือนักศึกษามหาวิทยาลัย ไม่ใช่เด็กวัย 6-13 ปี การนำผลลัพธ์มาอนุมานข้ามกลุ่มอายุแบบนี้จึงมีความคลาดเคลื่อนที่ต้องพิจารณาให้ดี
นอกจากนี้ เรายังต้องแยกแยะด้วยว่า ‘ไม่ใช่การใช้ AI ทุกรูปแบบจะส่งผลเสียเท่ากัน’ ในทางจิตวิทยาในทางจิตวิทยา ประเด็นสำคัญทำนองนี้อยู่ที่การแบ่งพฤติกรรมเป็น 2 แบบ แบบแรกคือ ‘Cognitive Offloading’ หรือการแบ่งเบาภาระสมองแบบดั้งเดิม เหมือนกับการที่เราใช้เครื่องคิดเลขหลังจากเข้าใจหลักการบวกลบคูณหารแล้ว ซึ่งวิธีนี้ผู้เรียนยังคงรักษาโครงสร้างการคิดหลักเอาไว้ได้ แต่แบบที่น่ากังวลคือ ‘Cognitive Surrender’ หรือการยอมจำนนทางปัญญา ซึ่งหมายถึงการโยนโจทย์ให้ AI ทำ แล้วหยิบคำตอบมาใช้ทั้งดุ้นโดยไม่ผ่านการคิด คัดกรอง หรือตรวจสอบใด ๆ เลย ซึ่งพฤติกรรมแบบหลังนี้เองที่เป็นอันตรายต่อพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กอย่างแท้จริง
ขณะที่นอร์เวย์เบรก ไทยกลับเดินหน้าเต็มสูบในทิศตรงข้าม กระทรวงศึกษาธิการออกคู่มือการใช้ AI สำหรับครู นักเรียน โรงเรียน และผู้ปกครองมาตั้งแต่ปี 2568 และปี 2569 ก็อนุมัติแผนพัฒนาครูที่เน้นยกระดับทักษะดิจิทัลและ AI อย่างต่อเนื่อง
ล่าสุดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการยังมอบนโยบายให้ใช้ AI ช่วยลดภาระงานเอกสารของครู เพื่อคืนเวลาให้การสอน และสิ่งที่น่าสังเกตคือ นโยบายไทยตอนนี้ยังไม่มีการแบ่งแยกการใช้ AI ตามช่วงวัยของนักเรียนอย่างเป็นระบบแบบที่นอร์เวย์ทำ นั่นคือไม่มีเส้นแบ่งชัดเจนว่าเด็กประถมควรใช้ได้แค่ไหน เด็กมัธยมต้นต้องมีครูกำกับหรือไม่ ซึ่งนี่อาจเป็นช่องว่างเชิงนโยบายที่ควรพูดถึง ไม่ว่าจะเห็นด้วยกับแนวทางแบบนอร์เวย์หรือไม่ก็ตาม

แน่นอนว่าเอาไทยไปเทียบนอร์เวย์ตรง ๆ ไม่ได้ทั้งหมด นอร์เวย์มีความพร้อมด้านอุปกรณ์และอินเทอร์เน็ตเกือบทั่วถึง 100% แต่ไทยยังมีช่องว่างเมืองและชนบทชัดเจน การออกกฎห้ามใช้ AI ในโรงเรียนอาจไม่ได้ผลจริงกับเด็กในเมืองที่เข้าถึง AI ที่บ้านได้อยู่แล้ว ขณะที่เด็กชนบทอาจยังไม่มีโอกาสใช้เลยด้วยซ้ำ และเป็นปัญหาคนละมิติที่นโยบายเดียวแก้ไม่ได้ทั้งหมด
ดังนั้น สิ่งที่นอร์เวย์ทำจึงเป็นการจัดลำดับการเรียนรู้ให้ถูกทาง นั่นคือกระบวนการเรียนรู้ที่แท้จริงต้องผ่านการลองคิด ลองฝึกทำด้วยตัวเองก่อน จนกระทั่งทำเป็นแล้วจึงค่อยให้ AI เข้ามาเป็นเครื่องทุ่นแรงในขั้นที่ทักษะพื้นฐานมั่นคงแล้ว เหมือนเราไม่ให้เด็กใช้เครื่องคิดเลขก่อนที่จะเข้าใจว่าการบวกลบคูณหารทำงานอย่างไร
ถ้าจะนำแนวคิดนี้มาปรับใช้กับไทย สิ่งที่ทำได้เลยคือการวางกรอบให้ชัดว่า AI ควรเข้ามาช่วยครูทำงานเอกสารและงานสนับสนุน ซึ่งตรงกับทิศทางนโยบายไทยตอนนี้อยู่แล้ว ก่อนที่จะขยายไปสู่การให้นักเรียนใช้ AI โดยตรง โดยเฉพาะในระดับประถมที่ยังไม่มีกรอบการกำกับดูแลที่ชัดเจนพอ และเราต้องไม่ลืมว่า สิ่งที่ Generative AI ทำนั้น นอกจากจะช่วยทุ่นแรงในการคำนวณแล้ว ยังทุ่นแรงในการคิดวิเคราะห์และการเรียบเรียงภาษา ซึ่งเป็นรากฐานของสติปัญญา หากเราปล่อยให้เด็กข้ามขั้นตอนการฝึกฝนทักษะเหล่านี้ไปตั้งแต่ประถม เราอาจได้เจเนอเรชันที่ใช้เทคโนโลยีเป็น แต่คิดเองไม่เป็น
อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS
“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech



