วันที่ 16 พฤษภาคม ค.ศ. 2026 คณะนักวิจัยที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมิวนิก (Technical University Munich : TUM) เยอรมนี และมหาวิทยาลัยทูเลน (Tulane University) ในนิวออร์ลีนส์ สหรัฐอเมริกา ตีพิมพ์รายงานในวารสาร Nature Communications ผลการวิจัยศึกษาใหม่เตือนเมืองใหญ่ริมฝั่งทะเลหลายเมืองทั่วโลกกำลังเสี่ยงต่อภาวะการจมน้ำเร็วกว่าที่คิดกันด้วยปัจจัยใหม่ที่ “ไม่ชัดเจน” มาก่อน จากประชากรริมน้ำที่เพิ่มมากขึ้น
“วิทยาศาสตร์ ทันโลก ทันชีวิต” วันนี้ ขอนำท่านผู้อ่าน ไปดูผลการวิจัยศึกษาใหม่ ไปดูปัจจัยใหม่ที่ “ไม่ชัดเจน” มาก่อนว่า คืออะไร ? มีผลต่อภาวะการจมน้ำเร็วขึ้นของเมืองริมน้ำได้อย่างไร ? และเกิดขึ้นกับนครริมน้ำทุกแห่งทั่วโลกหรือไม่ ? กรุงเทพมหานครอยู่ในภาวะความเสี่ยงแค่ไหน ? ปัจจัยภาวะความเสี่ยงใหม่จะป้องกันหรือลดลงได้แค่ไหน ? อย่างไร ?
โจทย์และปัจจัยใหม่ที่ “ไม่ชัดเจน” มาก่อน
โจทย์ตรงๆ ของการวิจัยศึกษาใหม่ คือ ข้อมูลความเสี่ยงต่อการ “สูงขึ้น” ของระดับน้ำทะเล แต่ให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษ สำหรับภาวะความเสี่ยงของนครริมน้ำ และแหล่งชุมชนของผู้คนริมน้ำ ต่อภัยน้ำท่วม ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของประชากรโลกประมาณ 500 ล้านคน จากประชากรโลกในปัจจุบันรวมประมาณ 8,300 ล้านคน
โดยภาพรวมทั่วไป ภัยน้ำท่วมสำหรับนครริมน้ำ จะมาจาก 2 ปัจจัยใหญ่ คือ (1) การสูงขึ้นของระดับน้ำทะเล และ (2) การทรุดตัวลงของแผ่นดินรองรับนครริมน้ำ
สำหรับปัจจัยแรก คือ การสูงขึ้นของระดับน้ำทะเล เป็นส่วนที่มีข้อมูลมากที่สุด ได้รับความสนใจมากที่สุด โดยข้อมูลหลักจะเกี่ยวข้องกับการสูงขึ้นของระดับน้ำทะเลทั่วโลก จากภาวะโลกร้อน ดังเช่น การละลายของน้ำแข็งที่ขั้วโลก
สำหรับปัจจัยที่สอง คือ การทรุดตัวลงของแผ่นดินริมฝั่งทะเล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แผ่นดินที่ตั้งของนครริมน้ำมีประชากรหนาแน่น...
และก็เป็นปัจจัยที่สองนี้เอง เป็นปัจจัยใหม่ที่ “ไม่ชัดเจน” มาก่อน เพราะ
*เป็นที่ “เข้าใจ” หรือ “ตระหนัก” ในวงการวิทยาศาสตร์ว่า แผ่นดินหรือนครริมน้ำ มีความเสี่ยงต่อการถูกน้ำท่วม ทั้งอย่างถาวร คือ พื้นที่แถบฝั่งทะเลที่ “หายไป” เพราะระดับน้ำสูงขึ้น และไม่ลดลง (โดยไม่เกี่ยวกับเรื่อง “น้ำขึ้น-น้ำลง”) และที่ถูกน้ำท่วมใหญ่เป็นบางช่วงเวลา...
*แต่ก็เป็นที่ทราบกันว่า แผ่นดินริมน้ำทะเลก็มีการ “ทรุดตัวลง” จากปัจจัยการเกิดขึ้นของ “นคร” ที่มีผู้คนมาอยู่อาศัย การเพิ่มของ “ผู้คน” และสิ่งต่างๆ ที่ตามมา ดังเช่น ตึกอาคารสูง โครงสร้างพื้นฐานสำหรับการคมนาคม (เช่น รถไฟใต้ดิน) พลังงาน (ไฟฟ้า) น้ำสำหรับการอุปโภคบริโภค
โดยภาพรวม ก็เป็นที่ “ตระหนัก” ในวงการวิทยาศาสตร์ว่า ปัจจัยที่สอง ก็มีความสำคัญต่อความเสี่ยงสูงขึ้นของระดับน้ำทะเล และก็มีการ “ติดตาม” “เฝ้าระวัง” การ “เพิ่ม” หรือ “ลด” ของระดับน้ำทะเลของนครริมน้ำ แต่ก็เป็นการดำเนินการอย่าง “ไม่ครอบคลุม” และ “ไม่เป็นระบบ” เชื่อมโยงต่อกัน ดีเท่าปัจจัยจากภาวะโลกร้อน...
และก็เป็นปัจจัยที่สองนี้เอง ที่เป็นโฟกัสของการวิจัยศึกษาใหม่

วิธีการวิจัยศึกษาใหม่
ส่วนสำคัญเป็นพิเศษของการวิจัยศึกษาใหม่ คือ เติมเต็มส่วนที่ขาดไปของปัจจัยที่สอง โดย
หนึ่ง : ใช้เทคโนโลยีทั้งที่มีอยู่และที่ใหม่ขึ้น ในการสำรวจสภาพความเปลี่ยนแปลงของพื้นดินกับระดับน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้น...หรือลดลง โดยเทคโนโลยีใหม่ จะมาจากส่วนเป็นดาวเทียมสำหรับการสำรวจติดตามสภาพความเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำทะเล และความเปลี่ยนแปลงของสภาพพื้นผิวโลกที่เป็นแผ่นดิน
และเทคโนโลยีในการสำรวจความเปลี่ยนแปลงของสภาพพื้นผิวโลกทางธรณีวิทยาและทางภูมิศาสตร์ ดังเช่น ระบบเรดาร์อินเตอร์เฟอโรมิเตอร์ อาศัยการแทรกสอด (interference) สัญญาณเรดาร์สองสัญญาณ จากเครื่องบินหรือดาวเทียม สามารถตรวจจับสภาพและความเปลี่ยนแปลงแม้แต่เพียงเล็กน้อยของสภาพผิวดินได้
สอง : ขยายความร่วมมือของนักวิทยาศาสตร์ หน่วยงาน และองค์กรทางด้านการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิศาสตร์, ธรณีวิทยา และภูมิอากาศ เพื่อครอบคลุมพื้นที่สภาพและความเสี่ยงทั่วโลกให้มากขึ้นอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในแถบพื้นที่ซึ่งขาดแคลน หรือไม่มีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่ “เชื่อถือได้” “ชัดเจน” “ถูกต้อง” มากพอ ดังเช่น แถบพื้นที่ของนครริมน้ำหลายแห่ง ของทวีปเอเชีย (จีน, อินเดีย, ฯลฯ) ทวีปแอฟริกาและบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำ เช่น สามเหลี่ยมแม่น้ำโขง (เวียดนาม ฯลฯ)

ผลการวิจัยศึกษาใหม่
รายงานผลการวิจัยศึกษาใหม่ลงตีพิมพ์ในวารสาร Nature Communications คือ “Subsidense more than doubles sea-level rise today along densely populated coasts” (“พื้นที่ชายฝั่งทะเลประชากรหนาแน่นวันนี้ กำลังทรุดจมลงมากกว่าสองเท่าของระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น”) เป็นผลงานการวิจัยศึกษามี ดร.จูเลียส โอเอลส์แมนน์ (Julius Oelsmann) นักสมุทรศาสตร์และนักภูมิมาตรศาสตร์ (geodesist) ชาวเยอรมันแห่งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมิวนิกและมหาวิทยาลัยทูเลนในนิวออร์ลีนส์ เป็นผู้เขียนและผู้ให้ข้อมูลข่าวสารหลักเกี่ยวกับงานการวิจัย
สรุปข้อมูลข่าวสารและการผลการวิจัยศึกษาใหม่ที่น่าสนใจและสำคัญ คือ
*คำศัพท์เฉพาะที่เกี่ยวข้องมากเป็นพิเศษ 3 คำ คือ
(1) “ระดับน้ำทะเลสัมบูรณ์” (“Absolute Sea Level”) ใช้คำย่อ “เอเอสแอล” (“ASL”) หมายถึง ระดับน้ำทั้งหมดที่มีอยู่บนผิวโลก โดยมีใจกลางโลกเป็นศูนย์กลางมักเรียกกันโดยทั่วไปเป็น “ระดับน้ำทะเล” (“Ses Level”)
(2) “ระดับน้ำทะเลสัมพัทธ์” (“Relative Sea Level”) ใช้คำย่อ “อาร์เอสแอล” (“RSL”) หมายถึงระดับน้ำทะเลเปรียบเทียบกับสภาพแวดล้อมโดยรอบ
(3) “การเคลื่อนที่ในแนวตั้งของแผ่นดิน” (“Vertical Land Motion”) หมายถึง การเคลื่อนที่ของแผ่นดินในแนวตั้งฉาก ซึ่งอย่างตรงๆ มีสามแบบ คือ (1) ทรุดตัวลงหรือจมลง (2) ยกตัวขึ้นหรือสูงขึ้น และ (3) คงที่
*การวิจัยศึกษาใหม่ เน้นส่วนเป็นคำที่ 3 การเคลื่อนที่ในแนวตั้งของแผ่นดิน
*การวิจัยศึกษาใหม่ ครอบคลุมประชากรริมทะเลเกือบ 65% ของทั้งหมด
*ผลการวิจัยศึกษาใหม่ พบว่า ประชากรในแถบพื้นที่นครริมน้ำซึ่งมีประชากรอยู่กันหนาแน่น กำลังเผชิญกับระดับน้ำทะเลสูงขึ้นสัมพัทธ์ประมาณ 6 มิลลิเมตรต่อปี เกือบสามเท่าของระดับน้ำทะเล
*โดยภาพรวม ผลการวิจัยศึกษาใหม่ พบว่า 71% ของประชากรริมทะเลที่ศึกษา กำลังอาศัยอยู่ในพื้นที่ซึ่งกำลัง “จมลง”
*ผลการวิจัยศึกษาใหม่ พบว่า ประชากรในแถบพื้นที่นครริมน้ำซึ่งมีประชากรอยู่กันหนาแน่น กำลังเผชิญกับระดับน้ำทะเลสูงขึ้นสัมพัทธ์ประมาณ 6 มิลลิเมตรต่อปี เกือบสามเท่าของระดับน้ำทะเลริมฝั่งน้ำทั่วโลก ที่สูงขึ้นโดยเฉลี่ย 2.1 มิลลิเมตรต่อปี และสูงกว่าระดับน้ำทะเลสัมบูรณ์ในปัจจุบัน ซึ่งสูงขึ้นประมาณ 3.15 มิลลิเมตรต่อปี เกือบสองเท่า
*ประเทศที่กำลังเผชิญกับการสูงขึ้นของ “ระดับน้ำทะเลสัมพัทธ์” มากที่สุด มีเช่น บังกลาเทศ, ไนจีเรีย, อียิปต์, จีน, อินโดนีเซีย และประเทศไทย ซึ่งกำลังเผชิญกับการสูงขึ้นของระดับน้ำทะเลสัมพัทธ์ จากประมาณ 7 ถึง 10 มิลลิเมตรต่อปี
*ตัวอย่างนครริมน้ำที่ถูกชี้เป็น “hot spot” (จุดร้อนแรง) ความเสี่ยงต่อภัยน้ำท่วม มีเช่น
- จาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย กำลังจมลงโดยเฉลี่ย 13.7 มิลลิเมตรต่อปี
- เทียนจิน ประเทศจีน กำลังจมลงโดยเฉลี่ย 13.5 มิลลิเมตรต่อปี
- ลากอส ประเทศไนจีเรีย กำลังจมลงโดยเฉลี่ย 6.7 มิลลิเมตรต่อปี
- อเล็กซานเดรีย ประเทศอียิปต์ กำลังจมลงโดยเฉลี่ย 4 มิลลิเมตรต่อปี

สภาพการณ์ “กรุงเทพ” ประเทศไทย
ประเทศไทยมีพรมแดนรอบประเทศทั้งหมดยาวประมาณ 8,000 กิโลเมตร เป็นแนวฝั่งทะเลประมาณ 3,100 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ 23 จังหวัด รวมทั้งกรุงเทพมหานครด้วย
ในรายงานผลการวิจัยศึกษาใหม่ กล่าวถึงประเทศไทยและกรุงเทพว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในกลุ่มประเทศ “hot spot” กำลังเผชิญกับระดับน้ำทะเลสัมพัทธ์ขึ้นสูงมาก คือ ระหว่าง 7 ถึง 10 มิลลิเมตรต่อปี...
โดยในส่วนของกรุงเทพมหานคร ถูกระบุว่า กำลัง “จมลง” โดยเฉลี่ย 8.5 มิลลิเมตรต่อปี
มิใช่ “ทุกพื้นที่ริมน้ำ” กำลังจมลง
จากการวิจัยศึกษาใหม่ ถึงแม้พื้นที่ริมน้ำส่วนใหญ่จะกำลังเผชิญกับการ “จมลง” ของแผ่นดิน แต่ก็มีหลายพื้นที่ซึ่งแผ่นดินกำลังสูงขึ้น
ตัวอย่างเป็นประเทศ คือ สวีเดนและฟินแลนด์ และตัวอย่างเป็นนครริมน้ำ คือ กรุงโตเกียว
สำหรับสาเหตุการสูงขึ้นของแผ่นดิน มี 2 ปัจจัยใหญ่ คือ (1) ธรรมชาติ และ (2) การบริหารจัดการโดยมนุษย์
การศึกษาสาเหตุทั้งการจมลงและการสูงขึ้นของแผ่นดิน มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อวิธีการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยที่กำลังคุกคามมนุษย์แถบริมชายฝั่ง
สำหรับกรณีของประเทศสวีเดนและฟินแลนด์ การสูงขึ้นของแผ่นดิน เกิดจากสาเหตุอย่างเป็นธรรมชาติของแถบพื้นที่ใกล้ขั้วโลกเหนือ หลังยุคน้ำแข็งครั้งล่าสุด ที่น้ำแข็งซึ่งปกคลุมพื้นที่อย่างกว้างขวาง และภูเขาน้ำแข็งที่แถบบริเวณขั้วโลกเหนือ ได้ละลายเปลี่ยนไปเป็นน้ำ ทำให้เกิด “แผ่นดินงอก” ขึ้นมามาก
ในรายงานผลการวิจัยศึกษาใหม่ ระบุว่าแผ่นดินในแถบพื้นที่เหล่านี้ ก็ยังกำลังโผล่ขึ้นมาจากน้ำ เร็วกว่าระดับน้ำทะเลที่กำลังสูงขึ้น
สำหรับกรณีของกรุงโตเกียว สาเหตุการปลอดภัยขึ้นจากภัยน้ำท่วม เกิดจากฝีมือมนุษย์โดยตรง ในการบริหารจัดการ “น้ำใต้ดิน” เป็นส่วนสำคัญ

สาเหตุและการบริหารจัดการ “นครริมน้ำ” เรื่องแผ่นดินทรุด
โดยภาพรวมใหญ่ ความเสี่ยงของ “นครริมน้ำ” เรื่องการทรุดของแผ่นดิน เกิดจาก 2 สาเหตุใหญ่ คือ (1) ธรรมชาติ (2) มนุษย์
สำหรับสาเหตุจากธรรมชาติ นอกเหนือไปจากเรื่องความเปลี่ยนแปลงของผิวโลกหลังยุคน้ำแข็งที่ทำให้เกิดการงอกของแผ่นดิน ดังที่เกิดขึ้นกับประเทศสวีเดนและฟินแลนด์ ก็ยังมีเรื่องความเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลก จากการเคลื่อนที่ของแผ่นเปลือกโลก (tectonic) ซึ่งเป็นสาเหตุใหญ่ของการเกิดแผ่นดินไหว และแนวแผ่นดินไหว และก็ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลกชั้นนอก ซึ่งทำให้เกิดการทรุดตัว หรือการงอกขึ้น ของ แผ่นดิน
ปรากฏการณ์ธรรมชาติในเรื่องเกี่ยวกับการเคลื่อนที่ของเปลือกโลก เป็นเรื่องใหญ่เรื่องสำคัญในระดับโลกอยู่แล้ว แต่ก็เป็นเรื่อง “ยาก” ระดับท้องถิ่น ต้องอาศัยการเฝ้าระวัง และตื่นตัวติดตามข่าวสารเกี่ยวกับการเคลื่อนที่ของเปลือกโลกเป็นประจำ
สำหรับสาเหตุจากมนุษย์ ใหญ่ๆ คือ
*น้ำบาดาลที่ถูกสูบขึ้นมาเพื่อการอุปโภคและบริโภค พบว่าเป็นสาเหตุใหญ่ที่สุดของนครริมน้ำที่กำลังจมลง
*การเพิ่มจำนวนของอาคารที่อยู่อาศัยและสำนักงานต่างๆ ทั้งของประชาชนทั่วไป ธุรกิจ ราชการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อาคารขนาดใหญ่และสูงของนครริมน้ำ
*โครงสร้างพื้นฐานการคมนาคมของนครริมน้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การคมนาคมขนาดใหญ่ใต้ดิน ดังเช่น รถไฟใต้ดิน ซึ่งต้องมีการขุดอุโมงค์ใต้ดินขนาดใหญ่ที่ลึกลงไปมาก
*สภาพของดินที่เกิดใหม่หรือสะสมใหม่ในแถบพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำ ซึ่งมีความเหนียวแน่นและความเสถียรน้อย
*การสูบแก๊สและน้ำมันใต้ดิน ซึ่งเป็นโชคดีของนครริมน้ำ ถ้ามีทรัพยากรธรรมชาติแหล่งพลังงานเหล่านี้ แต่ก็จะเป็น “ฝันร้าย” ต่อภัยจากการทรุดของแผ่นดิน
โดยทั่วไป นครริมน้ำที่มีบ่อแก๊สบ่อน้ำมันก็หนีไม่พ้นที่จะต้องมีการสูบแก๊สสูบน้ำมันขึ้นมา แต่โดยรวมทั่วโลก ก็มีนครดังกล่าวนี้ไม่มาก ซึ่งก็เป็นสาเหตุของการทรุดของแผ่นดิน เกิดขึ้นจริงๆ และมักจะไม่มากเท่าปัญหาจากการสูบน้ำบาดาลขึ้นมา
ตัวอย่างเช่น นครเท็กซัส สหรัฐอเมริกา ซึ่งตั้งอยู่ริมอ่าวกัลเวสตัน มีทั้งบ่อแก๊สบ่อน้ำมันและการสูบน้ำบาดาล แต่ในปัจจุบัน ปัญหาใหญ่จะมาจากเรื่องของน้ำบาดาล มากกว่าแก๊สกับน้ำมัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เท็กซัสในปัจจุบัน กลายเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมกลั่นแก๊สและน้ำมันใหญ่ที่สุดของสหรัฐอเมริกา

จากสาเหตุการจมลงของแผ่นดิน ก็ชี้แนวทางสำหรับการบริหารจัดการเพื่อแก้ไขปัญหาให้ถูกจุด ซึ่งโดยภาพใหญ่ ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะมี “สูตรเดียว” ใช้กันได้ทุกแห่งทั่วโลก เนื่องจากสาเหตุหลัก ก็แตกต่างกันออกไป แต่ที่เป็นสาเหตุใหญ่ตรงกันในปัจจุบัน จะมี 3 สาเหตุ คือ (1) การสูบน้ำบาดาล (2) อาคารสถานที่ขนาดใหญ่และสูง (3) โครงสร้างพื้นฐานของเมืองใหญ่ส่วนใหญ่ คือ รถไฟใต้ดิน
สำหรับวิธีการจัดการเพื่อแก้ไขและป้องกันปัญหาสำคัญที่สุด มี 2 ส่วน คือ (1) การใช้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย และ (2) ส่วนร่วมของสังคม
รายงานผลการวิจัยศึกษาใหม่ ยกตัวอย่างความสำเร็จของกรุงโตเกียว
ในอดีต กรุงโตเกียวเคยเผชิญกับปัญหาการทรุดลงของแผ่นดินมากกว่า 10 เซนติเมตรต่อปี โดยมีการทรุดของแผ่นดินเลวร้ายที่สุดถึงประมาณ 24 เซนติเมตรต่อปี
แต่โดยอาศัยการใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดและการพัฒนาแหล่งทางเลือกของน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค ก็ทำให้ปัญหาการทรุดตัวลงของกรุงโตเกียว ลดลงอย่างชัดเจน

น้ำท่วมใหญ่กรุงเทพฯ ถึงพระที่นั่งอนันตสมาคม
ปี พ.ศ. 2485 ระหว่างเดือนกันยายนถึงพฤศจิกายน เกิดน้ำท่วมใหญ่ที่สุดกับกรุงเทพมหานคร โดยน้ำท่วมถึงพระที่นั่งอนันตสมาคม (น้ำท่วมสูงถึง 1.5 เมตร) รวมไปถึงสถานีรถไฟหัวลำโพงและถนนเยาวราช
มีภาพประวัติศาสตร์ผู้คนพายเรือในน้ำหน้าพระที่นั่งอนันตสมาคม บริเวณรอบพระบรมรูปทรงม้าและในน้ำซึ่งเคยเป็นถนนมาก่อน
หลังเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่กรุงเทพฯ ปี พ.ศ. 2485 ก็ไม่เคยเกิดเหตุน้ำท่วมใหญ่กรุงเทพฯ เท่าเมื่อปี พ.ศ. 2485 เพราะระบบการเฝ้าระวัง การเตือนภัย และการสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำ ได้เกิดขึ้นมากในประเทศไทย
แต่กรุงเทพก็เกิด “น้ำท่วม” เป็นประจำจนกระทั่งครั้งรุนแรงที่สุดต่อมาในปี พ.ศ. 2554 ซึ่งถึงแม้จะไม่รุนแรงเท่าเมื่อปี พ.ศ. 2485 แต่ก็ครอบคลุมพื้นที่เป็นบริเวณกว้างมาก
หนังสือสำคัญ 1 เล่มที่หายไปเพราะน้ำ
สำหรับผู้เขียน เมื่อเกิดเหตุน้ำท่วมใหญ่กรุงเทพฯ ปี ค.ศ. 2485 ผู้เขียนยังเป็นเด็กมากอยู่ที่นครราชสีมา จึงไม่ทราบเรื่องราวน้ำท่วมใหญ่ที่กำลังเกิดขึ้นในกรุงเทพ
มาเมื่อเกิดเหตุน้ำท่วมใหญ่กรุงเทพฯ 2554 ผู้เขียนก็จึงประสบกับเหตุที่เกิดจากน้ำท่วมโดยตรง
ถึงแม้น้ำจะไม่เข้ามาในบ้าน แต่บ้านของผู้เขียนก็มีสภาพเหมือนเกาะ
ก่อนน้ำจะมาถึงบ้าน ผู้เขียนก็ย้ายหนังสือขึ้นอยู่ที่สูงมากขึ้น
หลังน้ำท่วม ปรากฏว่า หนังสือสำคัญเล่มหนึ่งหายไป โดยไม่ทราบว่า หายไปไหน อย่างแน่นอน มิได้หายไปกับน้ำ เพราะน้ำมิได้เข้ามาถึงในบ้าน แต่ก็หายไป...ด้วยเหตุเพราะน้ำ
หนังสือเล่มที่หายไป เป็นหนึ่งใน 88 เล่มหนังสือดีวิทยาศาสตร์ คัดเลือกโดย “คณะวิจัยหนังสือดีวิทยาศาสตร์” (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, สกว.) มีผู้เขียนเป็นหัวหน้าคณะวิจัย ซึ่งหนังสือดีวิทยาศาสตร์ทั้ง 88 เล่ม รวมกับหนังสือดีวิทยาศาสตร์อีก 100 เล่ม จากโครงการวิจัยหนังสือดีวิทยาศาสตร์ครั้งที่ 2 รวมทั้งหมดควรจะเป็น 188 เล่ม ในปัจจุบัน เก็บอยู่ที่ “หอสมุดปรีดี พนมยงค์” มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) ...
ยกเว้น 1 เล่มที่หายไป คือ “ชะละชา ภิธาน” โดย จินดา เทียมเมธ (บำรุงนุกูลกิจ , พ.ศ. 2514) เป็นหนังสือดี วิทยาศาสตร์มีคุณค่าและหายากในปัจจุบัน ซึ่งผู้เขียนก็ยังพยายามตามหาหนังสือเล่มนี้ เพื่อให้มีครบทั้ง 188 เล่ม
แล้วท่านผู้อ่านล่ะครับ จำหรือมีประสบการณ์เกี่ยวกับน้ำท่วมใหญ่ปี พ.ศ. 2485 และปี พ.ศ. 2554 ที่กรุงเทพหรือที่ภูมิลำเนาของท่าน อะไร ? อย่างไร ? บ้างครับ !
อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS
“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech



