เมื่อวานนี้ (26 ส.ค. 69) เกิดเหตุน้ำป่าไหลหลากและดินโคลนถล่มครั้งรุนแรง บริเวณพื้นที่ชายแดนระหว่างประเทศเนปาลและเขตปกครองตนเองทิเบตของจีน ล่าสุดวันนี้ (27 ส.ค. 69) ยอดเสียชีวิตเพิ่มเป็น 157 คน สูญหาย 570 คน ในจำนวนนี้เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติเกือบ 500 คน จาก 28 ประเทศ โดยเหตุการณ์ครั้งนี้ เหล่านักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยสันนิษฐานว่า ความเสียหายอาจเกิดจาก “น้ำท่วมฉับพลันจากทะเลสาบธารน้ำแข็ง” (Glacier lake outburst floods: GLOF) ซึ่ง GLOF คืออะไร มีความเกี่ยวข้องกับภาวะโลกร้อนไรตามมาหาคำตอบกัน
จากเหตุการณ์เมื่อ 26 ส.ค. 69 กระแสน้ำ น้ำแข็ง หิน โคลน และน้ำจำนวนมหาศาลได้ไหลทะลักลงมาตามแม่น้ำตามแนวชายแดนเนปาล-ทิเบตส่งผลให้เกิดดินถล่มพัดถล่มเมืองและหมู่บ้านต่าง ๆ ทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายสิบคนและสูญหายอีกหลายร้อยคน โดยหมู่บ้าน โรงไฟฟ้าพลังน้ำ สะพาน ถนน และด่านตรวจต่าง ๆ ถูกน้ำพัดหายไปในเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ในเนปาล
ณ ขณะนี้ แม้ว่าจะยังไม่ชัดเจนว่าหิมะถล่ม-น้ำป่าทะลักจะเริ่มต้นจากที่ใด หรืออะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นในช่วงเช้าตรู่ของวันพุธ (26 ส.ค. 69) แต่นักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยหลายคนต่างสันนิษฐานว่า ความเสียหายอาจเกิดจาก “น้ำท่วมฉับพลันจากทะเลสาบธารน้ำแข็ง” (Glacier lake outburst floods: GLOF)
โดยเหตุการณ์น้ำท่วมฉับพลันจากทะเลสาบธารน้ำแข็ง (GLOF) หลายครั้งได้ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างกว้างขวางทั่วเทือกเขาหิมาลัย และทำลายเมืองและหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ท่ามกลางเทือกเขาในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา รวมถึงเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งร้ายแรงในรัฐสิกขิม เมื่อเดือนตุลาคม 2023 ด้วย
เราจึงพาไปทำความเข้าใจ GLOF คืออะไร อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิด และทำไมเอเชียใต้จึงมีความเสี่ยงต่อเหตุการณ์นี้เป็นพิเศษ?

“น้ำท่วมฉับพลันจากทะเลสาบธารน้ำแข็ง” (Glacier lake outburst floods: GLOF) คืออะไร?
หลังจากธารน้ำแข็งจะสะสมหินและเศษซากต่าง ๆ มายาวนาน เมื่อธารน้ำแข็งเริ่มละลายและถอยร่น มันจะพัดพาเศษหินและเศษซากเหล่านี้ไปด้วยเป็นจำนวนมาก ในที่สุดเศษหินและเศษซากเหล่านี้จะสะสมอยู่ที่จุดต่ำสุดของธารน้ำแข็ง ซึ่งเรียกว่าปลายธารน้ำแข็ง และก่อตัวเป็นกำแพงหิน เศษหิน และเศษซากต่าง ๆ กำแพงนี้เรียกว่า “โมเรน” (Moraine) ซึ่งจะกักเก็บน้ำที่ละลายจากธารน้ำแข็งไว้เป็นจำนวนมาก ทำให้เกิดทะเลสาบธารน้ำแข็งขึ้น
เมื่อเนินตะกอนธารน้ำแข็งพังทลายลง ทะเลสาบจะแห้งเหือดภายในไม่กี่นาที ทำให้เกิดปรากฏการณ์น้ำละลายจากธารน้ำแข็ง (Glacier lake outburst floods: GLOF) ซึ่งปรากฏการณ์ GLOF ไม่ได้นำมาเพียงแค่กระแสน้ำเชี่ยวกรากเท่านั้น แต่ยังพัดพาหินก้อนใหญ่ ตะกอน และน้ำแข็งลงมาจากเนินลาดชันด้วยความเร็วสูง เศษซากและโคลนต่างหากที่ไม่ใช่น้ำที่ก่อให้เกิดความเสียหายมากที่สุดในบริเวณปลายน้ำ

สิ่งกระตุ้นทำให้เกิด “น้ำท่วมฉับพลันจากทะเลสาบธารน้ำแข็ง” (Glacier lake outburst floods: GLOF)?
ทั้งนี้ มีปัจจัยหลายอย่างที่สามารถจุดชนวนให้เกิด GLOF ได้ แต่โดยทั่วไปแล้วมักเกิดจากปัจจัยหลายอย่างรวมกันอย่างร้ายแรง ประการแรก น้ำซึมจะทำให้แนวหินตะกอนอ่อนตัวลงจนพังทลาย หรือก้อนหินหรือน้ำแข็งอาจตกลงไปในทะเลสาบและผลักคลื่นให้ซัดข้ามขอบทะเลสาบไปได้ โดยฝนเพียงอย่างเดียว ไม่ค่อยทำให้เกิดปรากฏการณ์ GLOF แต่ฝนจะทำให้เศษซากต่าง ๆ หลุดร่วงและเพิ่มระดับน้ำในทะเลสาบธารน้ำแข็ง ซึ่งอาจทำให้น้ำล้นได้

“โลกร้อน” ทำให้เทือกเขาหิมาลัยมีความเสี่ยงเกิด GLOF?
สาเหตุหลักที่มักถูกกล่าวถึงคือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะ “โลกร้อน” ศูนย์ระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนาภูเขาอย่างบูรณาการ (ICIMOD) ระบุว่าธารน้ำแข็งในเทือกเขาหิมาลัยบางลงและถอยร่นมาตั้งแต่ทศวรรษ 1970 จนถึงปี 2025
โดยในเดือนสิงหาคม ปี 2025 องค์การวิจัยอวกาศแห่งอินเดีย (ISRO) เผยว่า ได้ค้นพบทะเลสาบธารน้ำแข็งขนาดใหญ่กว่า 10 เฮกตาร์ จำนวน 2,431 แห่งในเทือกเขาหิมาลัย ในช่วงปี 2016-2017 โดยในจำนวนนี้ 676 แห่งมีขนาดใหญ่ขึ้นอย่างเห็นได้ชัดนับตั้งแต่ปี 1984 และ 130 แห่งอยู่ในประเทศอินเดีย ได้แก่ 65 แห่งในลุ่มแม่น้ำสินธุ 58 แห่งในแม่น้ำพรหมบุตร และ 7 แห่งในแม่น้ำคงคา
ขณะที่ นักวิจัย ICIMOD เผยเมื่อต้นปีนี้ว่า ปัจจุบันธารน้ำแข็งกำลังละลายเร็วกว่าเมื่อปี 2000 ถึงสองเท่า ธารน้ำแข็งที่ถอยร่นแต่ละแห่งสามารถก่อให้เกิดทะเลสาบใหม่ได้ แม้ว่าทะเลสาบเก่าจะยังคงมีปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องก็ตาม และยังมีรายงานของ ICIMOD ระบุว่า หนึ่งในสามของธารน้ำแข็งในภูมิภาคนี้จะละลาย หากอุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกสูงขึ้น 1.5 องศาเซลเซียส

ทำไม? ความเสียหายของ “น้ำท่วมฉับพลันจากทะเลสาบธารน้ำแข็ง” (GLOF) จึงรุนแรงมหาศาล
สำหรับความเสียหายส่วนใหญ่เกิดจากโครงการโครงสร้างพื้นฐานและเมืองต่าง ๆ ที่สร้างขึ้นตามแนวลำน้ำที่น้ำท่วมไหลผ่าน แน่นอนว่าส่วนใหญ่เป็นผลมาจากความจำเป็นและข้อจำกัด เนื่องจากพื้นที่เหล่านี้เป็นที่ที่มีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์และเศรษฐกิจเฟื่องฟูนั่นเอง
เทือกเขาฮินดูกูชหิมาลัย (Hindu Kush Himalaya - HKH เป็นภูมิภาคเทือกเขาขนาดใหญ่ที่ทอดยาวกว่า 3,500 กิโลเมตร) มีศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำประมาณ 500 กิกะวัตต์ และโครงการส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในหุบเขาที่อาจเกิดน้ำท่วมฉับพลันจากทะเลสาบธารน้ำแข็ง (GLOF) ได้
เหตุการณ์น้ำท่วมแม่น้ำริชีคงคา (Rishi Ganga) ประเทศอินเดีย ในเดือนกุมภาพันธ์ 2021 ได้ทำลายโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำริชีคงคาขนาด 35 เมกะวัตต์ และโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำทาโปวันวิษณุกาด (Tapovan Vishnugad Hydropower Plant) ขนาด 520 เมกะวัตต์ และคร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 200 คน ส่วนใหญ่เป็นคนงาน ส่วนเหตุการณ์น้ำท่วมรัฐสิกขิมในปี 2023 ได้พัดทำลายเขื่อนของโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำทีสตา สเตจ 3 (Teesta III / Teesta Stage III Hydro Electric Project) ขนาด 1,200 เมกะวัตต์ ที่ชุงทัง (Chungthang) และทำให้โรงไฟฟ้าใต้ดินถูกน้ำท่วม
จากเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้น นักธารน้ำแข็งวิทยาจึงเรียกร้องให้มีการประเมินสภาพภูมิอากาศในวงกว้าง ควบคู่ไปกับการตรวจสอบด้านสิ่งแวดล้อม ก่อนที่จะอนุมัติโครงการเหล่านี้
ชุมชนต่าง ๆ ก็ตกอยู่ในความเสี่ยงเช่นกัน เนื่องจากมีการตั้งถิ่นฐานจำนวนมากตามเส้นทางน้ำท่วม งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature พบว่า 35% ของชุมชนใหม่ในอินเดียระหว่างปี 1985 ถึง 2015 ตั้งอยู่ในเขตเสี่ยงน้ำท่วม สิกขิมมีสัดส่วน 31% ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ แต่ 13% ของชุมชนใหม่ในสิกขิมอยู่ในเขตเสี่ยงน้ำท่วมสูงมาก เมื่อเทียบกับ 2.5% ของอินเดีย และ 6.2% ทั่วโลก
ขณะที่ องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (World Meteorological Organization หรือ WMO) ได้ระบุในรายงานสถานการณ์สภาพภูมิอากาศในเอเชียปี 2023 ว่า มีผู้เสียชีวิตในรัฐสิกขิมมากกว่า 100 คน และสูญหายอีกกว่า 70 คน มีการอพยพประชาชนประมาณ 4,500 คน ได้รับผลกระทบเกือบ 90,000 คน และบ้านเรือนเสียหายประมาณ 2,000 หลัง ตัวเลขจากแหล่งข้อมูลอื่นอาจสูงกว่านี้

มาตรการป้องกัน “น้ำท่วมฉับพลันจากทะเลสาบธารน้ำแข็ง” (GLOF) ที่เป็นไปได้?
วิศวกรสามารถสูบน้ำจากทะเลสาบไม่กี่แห่ง หรือขุดลอกทางระบายน้ำให้ลึกขึ้นได้ แต่ทะเลสาบส่วนใหญ่อยู่สูงจากระดับน้ำทะเล 4,500 เมตร และสามารถเข้าถึงได้ด้วยการเดินเท้าเท่านั้น ดังนั้นขอบเขตของการเข้าไปแทรกแซงด้วยมือจึงมักต่ำและมีความเสี่ยงสูง แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือการเฝ้าระวังและการเตือนภัย ผู้เชี่ยวชาญได้เรียกร้องให้มีการติดตามทะเลสาบที่ถูกระบุว่าไม่เสถียรอย่างระมัดระวัง ติดตั้งสถานีตรวจวัดสภาพอากาศและเซ็นเซอร์วัดระดับน้ำในแม่น้ำในพื้นที่ต้นน้ำที่มีข้อมูลปริมาณน้ำฝนน้อย และให้หลีกเลี่ยงการก่อสร้างในเส้นทางที่เสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วม
แม้ว่าเหตุการณ์น้ำท่วมฉับพลันจากทะเลสาบธารน้ำแข็ง (GLOF) จะไม่ใช่ปรากฏการณ์ใหม่ในที่ราบสูงหิมาลัย แต่ก็ยังคงเป็นภัยคุกคามอย่างต่อเนื่องต่อชุมชนและโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ปลายน้ำ ดังนั้นจึงต้องนำมาพิจารณาในการวางแผนใด ๆ ในพื้นที่ตอนล่างด้วย
โดยความถี่ของการเกิด GLOF และความเสี่ยงจาก GLOF ที่อาจเกิดขึ้นนั้นคาดว่าจะเพิ่มขึ้นตามการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ (โลกร้อน) เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น ทะเลสาบใหม่จะก่อตัวขึ้น ทะเลสาบที่มีอยู่จะขยายตัว และบางครั้งก็รวมตัวกัน ทำให้ปริมาณน้ำท่วมในพื้นที่ภูเขาสูงเพิ่มสูงขึ้น
ในปัจจุบันยังมีอีกหลายสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ยังไม่รู้เกี่ยวกับพลวัตของธารน้ำแข็งและทะเลสาบธารน้ำแข็งในเทือกเขาฮินดูกูชหิมาลัย ดังนั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องเรียนรู้ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เกี่ยวกับเหตุการณ์ในอดีตและพลวัตที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์เหล่านี้ และประเมินความเสี่ยงโดยรวมของภัยพิบัติจากน้ำท่วมฉับพลันจากธารน้ำแข็ง (GLOF) ในภูมิภาค เพื่อการวางแผนและดำเนินการมาตรการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (โลกร้อน) ให้ดียิ่งขึ้น
📌อ่าน : นักวิทย์ยืนยัน! “ภาวะโลกร้อน” รุนแรงขึ้นอย่างมาก อุณหภูมิโลกอาจสูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียส ก่อนปี 2030
📌อ่าน : พายุขนาดใหญ่เกิดขึ้นจากโลกร้อน อาจเปลี่ยนแปลงฤดูฝนในเขตร้อนอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
📌อ่าน : ทำไมโลกเผชิญภัยความหนาวเย็นสุดขั้วหนักขึ้น สวนทางกับอุณหภูมิโลกที่เพิ่มขึ้น
📌อ่าน : โลกร้อน! อาจเกิด “แผ่นดินไหว” บ่อยขึ้น เหตุระดับน้ำทะเลเปลี่ยนแปลง-ธารน้ำแข็งละลาย
📌อ่าน : ไทยจะจอดหรือรอด? ในวันโลกเดือด ต้องใช้เทคโนโลยีไหนรับมือ
อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS
ที่มาข้อมูล: icimod, hindustantimes, cnn
“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech



