ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
ยังแก้ไขได้! 5 เรื่องต้องรู้ เมื่อโลกอุณหภูมิสูงกว่า 1.5 องศาเซลเซียส
สิ่งแวดล้อม

ยังแก้ไขได้! 5 เรื่องต้องรู้ เมื่อโลกอุณหภูมิสูงกว่า 1.5 องศาเซลเซียส

จิราภพ ทวีสูงส่ง09 ก.ย. 6913 นาที57 นาทีที่แล้ว

แม้ “โลก” อุณหภูมิสูงกว่า 1.5 องศาเซลเซียส แต่ยังไม่สายในการแก้ไขให้อุณหภูมิลดลง โดย 5 เรื่องต้องรู้ จะมีความสำคัญอย่างไรบ้าง ตามมาหาคำตอบไปพร้อมกัน

ขนาดตัวอักษร

ปี 2024 ที่ผ่านมา โลกได้เผชิญกับปีแรกที่อุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกสูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับระดับยุคก่อนอุตสาหกรรม จากการประเมินของนักวิทยาศาสตร์ มีสัญญาณชัดเจนว่า โลกของเรากำลังมุ่งหน้าสู่โลกอนาคตที่ร้อนกว่าเป้าหมายของข้อตกลงปารีส และมีความเป็นไปได้ที่อุณหภูมิอาจสูงขึ้นอย่างน้อย 1.8 องศาเซลเซียสในอนาคตอันใกล้

รายงานฉบับใหม่ของโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP : UN Environment Programme) เรื่อง “Limiting Overshoot” ความเป็นจริงนี้อย่างตรงไปตรงมา โดยผลการศึกษาระบุว่า โลกต้องเผชิญกับความจริงที่ว่าอุณหภูมิโลกจะสูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียสอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุดคือ การทำให้ช่วงที่อุณหภูมิสูงเกินขีดจำกัดและถึงจุดสูงสุดนั้นมีระยะเวลาสั้นที่สุด ที่สำคัญต้องอยู่ในระดับต่ำที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ พร้อมทั้งพยายามลดอุณหภูมิลงหลังจากนั้น รายงานระบุว่านี่ไม่ใช่เส้นทางที่พึงปรารถนา แต่เป็นเส้นทางที่พวกเราทุกคนบนโลกต้องเจอและจำเป็นต้องเตรียมพร้อมรับมือ

5 เรื่องต้องรู้ เมื่อโลกอุณหภูมิสูงกว่า 1.5 องศาเซลเซียส

1. การเลยจุดเป้าหมายไป เป็น “เส้นทาง” ไม่ใช่ช่วงเวลาหนึ่ง

การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิในระดับโลกไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ค่อยเป็นค่อยไปในระยะเวลาหลายทศวรรษ ซึ่งหากเราสามารถจำกัดอุณหภูมิสูงสุดและลดลงมาได้ การที่อุณหภูมิสูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียสจะไม่ใช่เส้นตรงแนวตั้ง แต่จะเป็นเส้นโค้ง ซึ่งทีมวิจัยในเรื่องนี้ได้ตั้งชื่อว่า “overshoot peak and decline pathway,” or the “overshoot pathway” โดยเส้นทางนี้อธิบายถึงวิถีการเปลี่ยนแปลงสี่ขั้นตอน ตั้งแต่การที่อุณหภูมิสูงเกิน (เกิน 1.5 องศาเซลเซียส) ไปจนถึงจุดสูงสุด (ซึ่งควรต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียส) การลดลง และสุดท้ายคือการทรงตัว อย่างไรก็ตาม เส้นทางนี้ไม่ได้ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า การตัดสินใจและการกระทำของมนุษย์แต่ละอย่าง จะเป็นตัวกำหนดวิถีการเปลี่ยนแปลงของมัน

รูปร่างของกราฟ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการประเมินความเสี่ยง ประเด็นสำคัญคือ ระยะเวลาที่เกินขีดจำกัดและขนาดของจุดสูงสุด จะส่งผลโดยตรงต่อความรุนแรงของผลกระทบที่โลกจะได้รับจากภาวะโลกร้อน สิ่งที่ต้องเข้าใจคือ การที่กราฟจะลดอุณหภูมิลงจนถึง 1.5 องศาเซลเซียส (ยิ่งต่ำยิ่งดี) แต่มันไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ เนื่องจากขึ้นอยู่กับการดำเนิน การบรรเทาผลกระทบที่พวกเราดำเนินการในปัจจุบันและต่อเนื่องในอนาคต อธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ กราฟยิ่งแบนราบและสั้นลงเท่าไหร่ก็ยิ่งดีเท่านั้น ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับพวกเราทุกคนว่าจะปฏิบัติให้เห็นผลจริงจังได้แค่ไหน

การปรับตัวและการลดผลกระทบ ภาพจาก UNEP

2. อุณหภูมิโลกสูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียส ไม่ได้หมายความว่ากลับคืนสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ไม่ได้

ทั้งนี้ มาตรา 2 ของข้อตกลงปารีส กำหนดให้ประเทศต่าง ๆ ต้องรักษาระดับอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกให้ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียสเหนือระดับยุคก่อนอุตสาหกรรม และควรจำกัดไว้ที่ 1.5 องศาเซลเซียส แต่ 1.5 องศาเซลเซียสไม่เคยถูกพิจารณาว่า “ปลอดภัย”

แม้ในปัจจุบัน โลกจะกำลังเผชิญกับคลื่นความร้อน ไฟป่า ภัยแล้ง ฝนตกหนัก น้ำท่วม สภาพอากาศสุดขั้ว และความเสี่ยงอื่น ๆ ซึ่งรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ สำหรับผู้คนและระบบนิเวศ เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส ผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศจะทวีความรุนแรงขึ้นและสะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งอาจนำไปสู่จุดเปลี่ยนที่แก้ไขไม่ได้ เช่น การหายไปของป่าฝนแอมะซอน การละลายของธารน้ำแข็ง เป็นต้น โดยต้นทุนในการบรรเทาผลกระทบจะพุ่งสูงขึ้นเป็นอย่างมาก เนื่องจากโลกถูกบังคับให้พึ่งพาการกำจัดคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) มากขึ้น แทนที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพียงอย่างเดียว สภาพภูมิอากาศจะจำกัดการปรับตัว ทำให้เกิดภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก เช่น การอพยพย้ายถิ่นฐาน การจมอยู่ใต้น้ำของประเทศกำลังพัฒนาที่เป็นเกาะขนาดเล็กหรือตั้งอยู่ชายฝั่ง ขณะที่ การผลิตอาหารทั่วโลกอาจลดลง 14% ภายในปี 2050

สิ่งสำคัญเร่งด่วนในปัจจุบัน คือการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง การหารือเกี่ยวกับการปล่อยก๊าซเกินเป้าหมายไม่ใช่ทางเลือกอื่นนอกเหนือจากการป้องกัน แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมตัว อย่างมีความรับผิดชอบสำหรับความเสี่ยงที่นับวันยิ่งยากที่จะเพิกเฉยมากขึ้นเรื่อย ๆ

Mirey Atallah หัวหน้าสาขาฝ่ายการปรับตัวและสร้างความยืดหยุ่น (Adaptation and Resilience Branch) จาก UNEP กล่าวว่า การตัดสินใจ วิทยาศาสตร์ และที่สำคัญที่สุดคือทัศนคติ จำเป็นต้องเปลี่ยนไปมองว่าอุณหภูมิ 1.5 องศาเซลเซียส เป็นเป้าหมายที่พวกเราจะเข้าใกล้จากด้านบน แทนที่จะเป็นด้านล่าง นี่คือจุดเริ่มต้นของการตระหนักรู้ว่า การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างมหาศาล และลดความรุนแรงของเส้นทางที่เกินขีดจำกัดนั้นมีความสำคัญมากเพียงใด

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ภาพจาก Limiting Overshoot, UNEP

3. การปรับตัวและการลดผลกระทบต้องเกิดขึ้นควบคู่กันไป

รายงานของ UNEP เน้นย้ำว่า พวกเราไม่สามารถแยกการลดผลกระทบ และการปรับตัวออกจากกันได้อีกต่อไปแล้ว ทั้งสองอย่างต้องเร่งดำเนินการไปพร้อม ๆ กัน ในวงกว้าง ด้วยความทะเยอทะยานที่สูงขึ้น และในลักษณะที่เชื่อมโยงกัน การบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ อาจเพียงพอที่จะหยุดยั้งภาวะโลกร้อน แต่การทำให้สภาพภูมิอากาศกลับมามีเสถียรภาพต่ำกว่า 1.5 องศาเซลเซียส จำเป็นต้องมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นลบ

นอกจากนี้ รายงานนี้ยังแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่พึ่งพาอาศัยกัน ระหว่างการบรรเทาผลกระทบและการปรับตัว เช่น การปรับตัวในปัจจุบันจะช่วยรักษาความสามารถในการบรรเทาผลกระทบในอนาคต การปรับตัวในอนาคตจะถูกกำหนดโดยความเสี่ยงและสภาวะที่เปลี่ยนแปลงไป โดยขึ้นอยู่กับปริมาณการบรรเทาผลกระทบที่พวกเราทำ การบรรเทาผลกระทบที่ไม่เพียงพออาจนำไปสู่ข้อจำกัดในการปรับตัว เมื่อความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศรุนแรงมากจนการปรับตัวไม่สามารถทำได้อีกต่อไป

อัตราการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา (ปี 1994-2024, ด้านล่าง) สูงกว่าอัตราเฉลี่ยในระยะยาว (ปี 1901-2024, ด้านบน) ข้อมูลจาก NOAA Climate.gov อ้างอิงจากศูนย์ข้อมูลสิ่งแวดล้อมแห่งชาติของ NOAA

4. การกำจัดคาร์บอนไดออกไซด์ (CDR) เป็นสิ่งจำเป็น แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทั้งหมด

CDR คือกระบวนการดึงก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากชั้นบรรยากาศและจัดเก็บไว้อย่างปลอดภัย รายงานฉบับนี้ยอมรับว่า แม้แต่แนวทางที่มีปริมาณการปล่อยก๊าซเกินเป้าหมายน้อยที่สุด ก็ยังจำเป็นต้องเพิ่มปริมาณ CDR โดยรวม

โดยรายงานฉบับนี้ ใช้การจำแนกประเภทการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CDR) ที่มีอยู่เดิมสองประเภท ได้แก่ CDR แบบดั้งเดิม ซึ่งประกอบด้วยแนวทางปฏิบัติเชิงนิเวศวิทยา เช่น การปลูกป่าและการจัดการดินที่ช่วยเพิ่มการกักเก็บคาร์บอนในระบบนิเวศ และ CDR แบบใหม่ ซึ่งใช้เทคโนโลยี เช่น การดักจับคาร์บอนจากอากาศโดยตรงและระบบทางเคมีเพื่อกำจัดคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากอากาศ แม้ว่า การดักจับและกักเก็บคาร์บอนแบบดั้งเดิมเป็นวิธีที่ทำได้จริงมากที่สุด อย่างไรก็ตาม วิธีนี้ต้องใช้ที่ดินและจำเป็นต้องให้ทั่วโลกทบทวนวิธีการใช้ที่ดินที่มีอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการเกษตรและการดำรงชีวิต นอกจากนี้ยังไม่รับประกันการกักเก็บที่ปลอดภัย อุณหภูมิที่สูงขึ้น ภัยแล้ง และไฟป่า สามารถปลดปล่อยคาร์บอนที่ถูกกักเก็บไว้ในป่าและภูมิทัศน์ได้

นอกจากนี้ เทคโนโลยี CDR แบบใหม่มีข้อจำกัดที่แตกต่างกัน และเทคโนโลยีนี้ยังไม่ได้รับการพิสูจน์และมีราคาแพงกว่า CDR แบบดั้งเดิมอย่างมาก (มีค่าใช้จ่ายสูงถึง 600 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อการกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์หนึ่งตัน) รายงานนี้ระบุเพิ่มเติมว่า เพื่อให้เกิดการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างมีนัยสำคัญ ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ที่กักเก็บได้ในปัจจุบันจะต้องเพิ่มขึ้นเป็นสามเท่า หรืออาจถึงสี่เท่า ภายในปี 2050 นอกจากนี้ ความสามารถในการกำกับดูแลและการดำเนินการเกี่ยวกับ CDR ก็ยังมีจำกัด

จากการศึกษาพบว่า ปัจจุบันการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CDR) สามารถช่วยลดภาวะโลกร้อนได้น้อยมากเนื่องจากยังไม่สามารถทดแทนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างรวดเร็วของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน และก๊าซเรือนกระจกอื่น ๆ ที่ทั่วโลกปล่อยออกมาได้

5. การลดลงของอุณหภูมิจะไม่ทำให้โลกกลับสู่ “ภาวะปกติ”

รายงานฉบับนี้ระบุว่า โลกจะเป็นอย่างไรเมื่ออุณหภูมิลดลงและสภาพภูมิอากาศกลับสู่สภาวะสมดุล? คำตอบก็คือ ทีมวิจัยยังไม่อาจรู้ถึงผลลัพธ์ได้ เพราะเมื่ออุณหภูมิโลกสูงขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ต่อระบบนิเวศและระบบมนุษย์เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของโลกเกิดขึ้นในอัตราที่แตกต่างกัน สิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงไปเมื่อใด และในระดับใดนั้น ยังเป็น “สิ่งที่ไม่ทราบแน่ชัด” อีกมากมาย เช่น ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น การละลายของธารน้ำแข็ง การสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต การเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศ การพลัดถิ่นของมนุษย์ การเปลี่ยนแปลงของระบบอาหารและน้ำ และการกระทำปฏิกิริยาของแต่ละรัฐบาล เป็นต้น

Mirey Atallah อธิบายให้เข้าใจว่า อัตราการเปลี่ยนแปลงของระบบภูมิอากาศโลก มีความแตกต่างกันมาก โดยระบบภูมิอากาศมีพฤติกรรมเหมือนหม้อไอน้ำขนาดมหึมา การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจะช่วยลดความร้อนลง การบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์จะหยุดการเพิ่มความร้อน แต่ความร้อนที่สะสมไว้แล้วจะไม่หายไป มหาสมุทร แผ่นน้ำแข็ง และระบบนิเวศต้องใช้เวลาหลายสิบปีหรือนานกว่านั้นในการตอบสนอง และการลดอุณหภูมิลงนั้นต้องอาศัยมากกว่าแค่การปิดแก๊ส นี่จึงเป็นเหตุผลให้การคาดการณ์อนาคตเป็นเรื่องยากมากนั่นเอง

นอกจากนี้ ยังทำให้ช่วงเวลาการลดลงของอุณหภูมิ 1.5 องศาเซลเซียส กลายเป็นขอบเขตทางวิทยาศาสตร์ที่สำคัญ และทีมเขียนรายงานหวังว่า รายงานฉบับนี้จะกระตุ้นให้เกิดการวิจัยใหม่ ๆ เกี่ยวกับวิธีการที่โลกอาจเปลี่ยนแปลงไปเมื่ออุณหภูมิลดลง

“อุณหภูมิโลก” สำคัญอย่างไร?

อุณหภูมิเฉลี่ยพื้นผิวโลกเป็นตัวบ่งชี้สถานะสมดุลพลังงานของโลก อธิบายให้เห็นภาพก็คือ ปริมาณแสงแดดที่โลกดูดซับลบด้วยปริมาณความร้อนที่โลกแผ่กลับสู่ห้วงอวกาศ เมื่อปริมาณทั้งสองเท่ากัน อุณหภูมิเฉลี่ยพื้นผิวโลกจะคงที่ แต่เมื่อไม่สมดุล โลกจะเย็นลงหรือร้อนขึ้น อุณหภูมิเฉลี่ยพื้นผิวโลกกำลังเพิ่มสูงขึ้นเนื่องจากก๊าซเรือนกระจกที่มนุษย์สร้างขึ้นทำให้โลกดูดซับพลังงานมากกว่าที่แผ่กลับสู่ห้วงอวกาศ

เนื่องจากมหาสมุทรทั่วโลกมีขนาดใหญ่ และกักเก็บความร้อนได้มหาศาล จึงต้องใช้พลังงานความร้อนจำนวนมหาศาล เพื่อเพิ่มอุณหภูมิเฉลี่ยของพื้นผิวโลกแม้เพียงเล็กน้อย การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยของพื้นผิวโลกประมาณ 2 องศาฟาเรนไฮต์ (1 องศาเซลเซียส) ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ยุคก่อนอุตสาหกรรม (ค.ศ. 1850-1900 ตามบันทึกของ NOAA) อาจดูเหมือนน้อย แต่ก็แสดงถึงการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของพลังงานความร้อนที่หมุนเวียนอยู่ทั่วทุกส่วนของระบบโลก รวมถึงมหาสมุทร ภูมิประเทศที่เป็นน้ำแข็ง และชั้นบรรยากาศ

นอกจากจะเป็นตัวบ่งชี้การเปลี่ยนแปลงในสมดุลพลังงานของโลกแล้ว อุณหภูมิพื้นผิวยังมีความสำคัญเพราะมันควบคุมกระบวนการทางสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศหลายอย่างที่มีความสำคัญต่อมนุษย์และสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ รวมถึงวัฏจักรของน้ำ (การระเหย เมฆ แหล่งน้ำผิวดิน และปริมาณน้ำฝน) วัฏจักรของคาร์บอน และชนิดของพืช สัตว์ และสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ที่สามารถอยู่รอดได้ในสถานที่ต่าง ๆ บนโลก

อดีตและอนาคต : การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิโลก

การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิไม่ได้เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอทั่วโลก แต่พื้นที่ที่มีอุณหภูมิสูงขึ้นมีมากกว่าพื้นที่ที่มีอุณหภูมิลดลง และอัตราการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิได้เร่งตัวขึ้นในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา จากรายงานสภาพภูมิอากาศประจำปี 2024 ของ NOAA พบว่า อุณหภูมิเฉลี่ยของพื้นดินและมหาสมุทรเพิ่มขึ้นในอัตรา 0.11 องศาฟาเรนไฮต์ (0.06 องศาเซลเซียส) ต่อทศวรรษนับตั้งแต่ปี 1850 และเพิ่มขึ้นมากกว่าสามเท่าของอัตราดังกล่าว (0.36 องศาฟาเรนไฮต์ หรือ 0.20 องศาเซลเซียส) ต่อทศวรรษนับตั้งแต่ปี 1975

ในรายงานการประเมินครั้งที่ 6 ของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) เกี่ยวกับพื้นฐานทางกายภาพของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผู้เชี่ยวชาญได้สรุปอิทธิพลสัมพัทธ์ของทุกสิ่งที่ทราบว่ามีผลต่ออุณหภูมิเฉลี่ยของพื้นผิวโลกไว้ดังนี้

ปริมาณความร้อนที่โลกจะเผชิญในอนาคต ขึ้นอยู่กับปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซเรือนกระจกอื่น ๆ ที่พวกเราปล่อยออกมาในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า ปัจจุบันกิจกรรมของพวกเรา เช่น การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล และการตัดไม้ทำลายป่า ทำให้เกิดการปล่อยคาร์บอนประมาณ 11 พันล้านตัน (เทียบเท่ากับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่า 40 พันล้านตันเล็กน้อย) สู่ชั้นบรรยากาศในแต่ละปี เนื่องจากปริมาณคาร์บอนดังกล่าวมากกว่าที่กระบวนการทางธรรมชาติสามารถกำจัดได้ ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศจึงเพิ่มขึ้นทุกปี

จากรายงาน U.S. Climate Science Special Report ปี 2017 เผยว่า หากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายปีเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2000 แบบจำลองคาดการณ์ว่าภายในสิ้นศตวรรษนี้ อุณหภูมิโลกจะสูงกว่าค่าเฉลี่ยระหว่างปี 1901-1960 อย่างน้อย 5 องศาฟาเรนไฮต์ และอาจสูงขึ้นถึง 10.2 องศาฯ หากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายปีเพิ่มขึ้นช้าลงและเริ่มลดลงอย่างมีนัยสำคัญภายในปี 2050 แบบจำลองคาดการณ์ว่าอุณหภูมิโลกจะยังคงสูงกว่าครึ่งแรกของศตวรรษที่ 20 อย่างน้อย 2.4 องศาฯ และอาจสูงขึ้นถึง 5.9 องศาฯ เลยทีเดียว


📌อ่านต่อ : อากาศโลกแปรปรวนรุนแรง ดอกไม้โผล่ขั้วโลก พืชงอกกลางทะเลทราย สัญญาณเตือนว่าระบบนิเวศกำลังเสียสมดุล

📌อ่านต่อ : WMO เตือน! “เอลนีโญ” รุนแรงเป็นประวัติการณ์ ใกล้เข้ามาแล้ว


อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS


ที่มาข้อมูล: UNEP, climate, earthjustice, pbs


“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech

บทความที่เกี่ยวข้อง

“หอเก็บน้ำแห่งเอเชีย” สูญเสียน้ำใต้ดิน 24 พันล้านตันทุกปี เรื่องนี้บอกอะไร? คนใช้น้ำทั่วโลกสิ่งแวดล้อม

“หอเก็บน้ำแห่งเอเชีย” สูญเสียน้ำใต้ดิน 24 พันล้านตันทุกปี เรื่องนี้บอกอะไร? คนใช้น้ำทั่วโลก

งานวิจัยตีพิมพ์ในวารสาร Environmental Research Letters เผยว่า ภูเขาสูงของเอเชีย (High Mountain Asia: HMA) หรือที่รู้จักกันในชื่อ “หอคอยน้ำแห่งเอเชีย” (Water Tower of Asia) ภูมิภาคทางภูมิศาสตร์ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

08 ก.ย. 69|23 ชั่วโมงที่แล้ว
อ่านต่อ →
ตัวช่วยดักจับคาร์บอน! นักวิทย์ใช้แบคทีเรีย “เร่งหินผุ” 2.6 เท่า ช่วยดึงคาร์บอนจากอากาศลงทะเลสิ่งแวดล้อม

ตัวช่วยดักจับคาร์บอน! นักวิทย์ใช้แบคทีเรีย “เร่งหินผุ” 2.6 เท่า ช่วยดึงคาร์บอนจากอากาศลงทะเล

นักวิทย์ดัดแปลงพันธุกรรมแบคทีเรียสายพันธุ์ทะเล ให้สร้างสารดักจับสนิมเหล็กบนแร่หิน ช่วยเร่งกระบวนการกัดเซาะตามธรรมชาติถึง 2.6 เท่า เพิ่มประสิทธิภาพการกำจัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากอากาศลงสู่มหาสมุทร

08 ก.ย. 69|1 วันที่แล้ว
อ่านต่อ →
อากาศโลกแปรปรวนรุนแรง! ดอกไม้โผล่ขั้วโลก สัญญาณเตือนระบบนิเวศกำลังเสียสมดุลสิ่งแวดล้อม

อากาศโลกแปรปรวนรุนแรง! ดอกไม้โผล่ขั้วโลก สัญญาณเตือนระบบนิเวศกำลังเสียสมดุล

ภาพถ่ายทางดาวเทียมจากองค์การอวกาศยุโรป (ESA) และนาซา (NASA) เผยให้เห็นความเปลี่ยนแปลงที่ผิดปกติ เมื่อผืนทรายแห้งแล้งของทะเลทรายสะฮาราในทวีปแอฟริกา และแผ่นน้ำแข็งอันหนาวเยือกของเกาะกรีนแลนด์ กำลังเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเขียวจากการเจริญเติบโตของพืชพรรณ

06 ก.ย. 69|3 วันที่แล้ว
อ่านต่อ →