ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
ทำไม? “วิทยาศาสตร์” ต้องมีส่วนร่วมกับการเมือง
วิทยาศาสตร์

ทำไม? “วิทยาศาสตร์” ต้องมีส่วนร่วมกับการเมือง

จิราภพ ทวีสูงส่ง19 มี.ค. 6910 นาที19 มี.ค. 69

“การเมือง” เรื่องใกล้ตัวของทุกคน ที่ “วิทยาศาสตร์” ต้องมีส่วนร่วม ทำไม? จึงควรเป็นเช่นนั้น มาหาคำตอบไปพร้อมกัน

ขนาดตัวอักษร

“การเมือง” เรื่องใกล้ตัวของทุกคน ที่ “วิทยาศาสตร์” ต้องมีส่วนร่วม ทำไม? จึงควรเป็นเช่นนั้น มาหาคำตอบไปพร้อมกัน

“วิทยาศาสตร์” คือการแสวงหาความรู้ที่เป็นระบบ ซึ่งครอบคลุมถึงการสังเกต การวิเคราะห์ และความเข้าใจในโลกธรรมชาติ เป้าหมายคือการนำความรู้ที่ได้จากกระบวนการนี้ไปประยุกต์ใช้เกิดประโยชน์กับผู้คน เพิ่มพูนความเข้าใจและปรับปรุงคุณภาพชีวิตประจำวันของเรา โดยวิทยาศาสตร์ดำเนินงานอย่างเป็นอิสระจากปัจจัยทางสังคมและเศรษฐกิจ

ด้วยวิธีการที่เป็นระบบระเบียบ “วิทยาศาสตร์” พยายามเปิดเผยชั้นของความไม่จริง และอคติที่อาจบดบังวิจารณญาณ-การตัดสินใจของมนุษย์ รวมถึงมุ่งที่จะขจัดความคลุมเครือ การจงใจปกปิดความรู้หรือข้อเท็จจริง และการตอบสนองที่ขับเคลื่อนด้วยอารมณ์

โดยส่งเสริมให้ผู้คนมีกรอบความคิดที่สร้างขึ้นบนพื้นฐานของการใช้เหตุผลเชิงตรรกะและการวิเคราะห์อย่างเป็นกลาง การเน้นย้ำเรื่องเหตุผลนี้ จะช่วยให้สามารถจัดการกับคำถามและความท้าทายที่ซับซ้อนได้ โดยให้ความสำคัญกับหลักฐานและผลการวิจัยที่ได้รับการตรวจสอบ

ผลกระทบของวิทยาศาสตร์นั้นแผ่ขยายไปไกลเกินกว่าห้องปฏิบัติการและสถาบันการศึกษา เพราะสามารถเปลี่ยนแปลงโลกที่เราอาศัยอยู่อย่างพื้นฐาน ความก้าวหน้าทางการแพทย์ เทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ สิ่งแวดล้อม และอีกหลายสาขา ล้วนเชื่อมโยงโดยตรงกับการค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์ ในฐานะที่เป็นรากฐานของสังคมที่มีระเบียบและอารยธรรม วิธีการทางวิทยาศาสตร์ได้ปูทางไปสู่นวัตกรรมที่ช่วยปรับปรุงสุขภาพ ส่งเสริมความยั่งยืน และส่งเสริมความเข้าใจของมนุษย์

ขณะที่ “การเมือง” โดยพื้นฐานแล้วคือกระบวนการที่ซับซ้อน มีกลุ่มบุคคลมารวมตัวกันเพื่อตัดสินใจร่วมกันและกำหนดกฎเกณฑ์การปกครองที่หล่อหลอมชุมชนของตนเอง กระบวนการนี้หยั่งรากลึกอยู่ในการใช้อำนาจ หัวใจสำคัญของการเมือง คือการแก้ไขความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับการกระจายทรัพยากรที่จำเป็น สถานะทางสังคม และอำนาจภายในสังคม เป็นต้น

“การเมือง” เป็นกิจกรรมสากลของมนุษย์ที่เกี่ยวข้องกับ “คำถามสำคัญ” เรื่องความเท่าเทียมและการเข้าถึง เช่น ใครจะได้ทรัพยากรอะไร เมื่อไหร่จะได้รับ และวิธีการแจกจ่ายนั้นเป็นอย่างไร พลวัตเหล่านี้ปรากฏให้เห็นผ่านสถาบันต่าง ๆ เช่น รัฐบาล ระบบกฎหมาย หรือองค์กรที่เป็นทางการอื่น ๆ รวมถึงกลไกที่ไม่เป็นทางการ เช่น การเจรจา และการโต้แย้ง

“การเมือง” ไม่ใช่ปรากฏการณ์ที่หยุดนิ่ง บริบททางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมของยุคสมัย และระบอบการปกครองต่าง ๆ หล่อหลอมการเมือง ไม่ว่าจะเป็นในระบอบประชาธิปไตย ระบอบเผด็จการ หรือรูปแบบการปกครองอื่น ๆ โดยสาระสำคัญของกิจกรรมทางการเมืองยังคล้าย ๆ เดิม คือเป็นความพยายามร่วมกันที่สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของการปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์และการจัดระเบียบทางสังคม เมื่อสังคมพัฒนาไป วิธีการและกรอบการทำงานของการมีส่วนร่วมทางการเมืองก็พัฒนาตามไปด้วย แต่หลักการพื้นฐานของการจัดสรรอำนาจและทรัพยากรยังคงเป็นองค์ประกอบหลักของภูมิทัศน์ทางการเมือง

การบรรจบกันของ “วิทยาศาสตร์” และ “การเมือง” นั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากโครงสร้างทางการเมืองทำหน้าที่เป็น “กลไกหลัก” ในการกระจายอำนาจและการจัดสรรทรัพยากร ซึ่งเป็นตัวกำหนดกิจกรรมทางสังคมสมัยใหม่และสถานะในเวทีโลกอย่างพื้นฐาน ในโลกปัจจุบัน ความเป็นเลิศทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสาขาที่เปลี่ยนแปลงโลก เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เทคโนโลยีชีวภาพ และการคำนวณควอนตัม ได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญของอำนาจแห่งชาติ วิวัฒนาการนี้หมายความว่าความก้าวหน้าในด้านเหล่านี้ มีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจและความได้เปรียบทางทหารของประเทศนั้น ๆ กลายเป็นปัจจัยสำคัญในภูมิทัศน์ทางภูมิรัฐศาสตร์ร่วมสมัยที่ประเทศมหาอำนาจต่างแข่งขันกันเพื่ออิทธิพลและความเป็นเลิศ

“วิทยาศาสตร์” ให้ข้อมูล หลักฐาน และความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการทำงานของโลก ในขณะที่ “การเมือง” ให้กรอบการทำงานสำหรับการตอบสนองต่อความเข้าใจนั้น การเมืองเป็นเวทีที่การตัดสินใจเกิดขึ้น เช่น การจัดสรรทรัพยากร และการกำหนดลำดับความสำคัญของสังคม

ลองนึกภาพตาม.. นักวิทยาศาสตร์ค้นพบปัญหา และนักการเมืองพยายามแก้ไข นี่คือความสัมพันธ์พื้นฐาน และส่งผลกระทบต่อทุกสิ่ง ตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไปจนถึงโครงการด้านสาธารณสุข การเข้าใจความสัมพันธ์นี้ไม่ได้หมายถึงแค่การรู้ข้อเท็จจริงเท่านั้น แต่หมายถึงการเป็นพลเมืองที่มีข้อมูล สามารถตัดสินใจบนพื้นฐานของหลักฐาน และมีส่วนร่วมในการสนทนาอย่างสร้างสรรค์

ซึ่งจะช่วยให้เราเห็นว่าการตัดสินใจเกิดขึ้นได้อย่างไร ใครได้รับประโยชน์จากมัน และเราจะสามารถมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเหล่านั้นเพื่อสร้างโลกที่ดีขึ้นได้อย่างไร สู่ความท้าทายและโอกาสที่จะเกิดขึ้นเมื่อ “วิทยาศาสตร์” และ “การเมือง” มาบรรจบกัน

บทบาทของ “วิทยาศาสตร์” ในการกำหนดนโยบาย

การวิจัยทางวิทยาศาสตร์เป็นพื้นฐานสำหรับการตัดสินใจอย่างรอบรู้ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนายาใหม่ หรือการบังคับใช้กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม ผู้กำหนดนโยบายต่างอาศัยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เพื่อทำความเข้าใจปัญหา แล้วระบุแนวทางแก้ไขที่เป็นไปได้ และประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ตัวอย่างเช่น ลองพิจารณาในด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นักวิทยาศาสตร์ได้ให้หลักฐานมากมายเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากฝีมือมนุษย์ผ่านการวิจัยมาหลายทศวรรษ ความเห็นพ้องทางวิทยาศาสตร์นี้ได้นำไปสู่ข้อตกลงระหว่างประเทศ นโยบายระดับชาติ และการลงทุนในพลังงานหมุนเวียน ซึ่งนั่นเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่ส่งผลกับมนุษย์โดยตรง

แต่กระบวนการนี้ไม่ได้ราบรื่นเสมอไป “วิทยาศาสตร์” มีความซับซ้อน และบางครั้งผลการค้นพบก็ไม่แน่นอนหรือขัดแย้งกันเอง ซึ่งอาจสร้างความท้าทายให้กับผู้กำหนดนโยบายที่ต้องการแนวทางที่ชัดเจนและนำไปปฏิบัติได้ นอกจากนี้ กระบวนการทางการเมืองมักได้รับอิทธิพลจากปัจจัยอื่น ๆ นอกเหนือจากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ เช่น ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ความคิดเห็นของประชาชน หรือความเชื่อทางอุดมการณ์ ซึ่งอาจส่งผลให้ผลการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ถูกลดทอนความสำคัญลงไปได้

อิทธิพลทาง “การเมือง” ต่อการวิจัยทาง “วิทยาศาสตร์”

หากลองเปลี่ยนมุมมองกันบ้าง “การเมือง” มีอิทธิพลต่อการวิจัยทางวิทยาศาสตร์อย่างไร? นี่เป็นอีกส่วนสำคัญของปริศนา รัฐบาลมีบทบาทอย่างมากในการสนับสนุนทางการเงินแก่การวิจัยทางวิทยาศาสตร์ โดยเป็นผู้ตัดสินใจว่าสาขาวิทยาศาสตร์ใดจะได้รับความสนใจและทรัพยากรมากที่สุด การตัดสินใจเกี่ยวกับการสนับสนุนทางการเงินสำหรับการวิจัยสามารถส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อทิศทางความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เช่น หากรัฐบาลให้ความสำคัญกับการวิจัยด้านพลังงานหมุนเวียน นักวิทยาศาสตร์ก็จะได้รับแรงจูงใจให้ทำงานในด้านนั้น ในทางกลับกัน หากงบประมาณสำหรับการวิจัยด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศถูกตัด ความก้าวหน้าในสาขานั้นอาจชะลอตัวลง ทุกอย่างเชื่อมโยงกัน

อุดมการณ์ทางการเมืองก็มีบทบาทเช่นกัน พรรคการเมืองและรัฐบาลที่แตกต่างกันอาจมีลำดับความสำคัญและมุมมองที่แตกต่างกันในประเด็นทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงลำดับความสำคัญในการจัดสรรงบประมาณวิจัย กฎระเบียบ และแม้กระทั่งวิธีการสื่อสารผลการค้นทางวิทยาศาสตร์ต่อสาธารณชน นอกจากนี้ บางครั้งแรงกดดันทางการเมืองยังอาจนำไปสู่การปิดบังหรือบิดเบือนข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่เปิดเผยความจริงบางสิ่งได้ ดังนั้น ความโปร่งใสและความซื่อสัตย์จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในความสัมพันธ์ระหว่างวิทยาศาสตร์และการเมือง

ความคิดเห็นสาธารณะและสื่อ ก็มีผลต่อ “วิทยาศาสตร์-การเมือง”

สำหรับความคิดเห็นของสาธารณชนและสื่อมีอิทธิพลอย่างมาก ต่อปฏิสัมพันธ์ระหว่างวิทยาศาสตร์และการเมือง การรับรู้ของสาธารณชนเกี่ยวกับประเด็นทางวิทยาศาสตร์สามารถกำหนดภูมิทัศน์ทางการเมืองได้ เมื่อสาธารณชนกังวลเกี่ยวกับประเด็นใดประเด็นหนึ่ง เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือความปลอดภัยของวัคซีน นักการเมืองก็มีแนวโน้มที่จะตอบสนองด้วยการเปลี่ยนแปลงนโยบายมากขึ้น

ส่วนสื่อก็มีบทบาทสำคัญในการกำหนดความคิดเห็นของสาธารณชน สำนักข่าว สื่อสังคมออนไลน์ และสื่อรูปแบบอื่น ๆ สามารถขยายผลการค้นทางวิทยาศาสตร์ สร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับประเด็นสำคัญ และมีอิทธิพลต่อวิธีที่สาธารณชนรับรู้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์

แต่อย่างไรก็ตาม บางครั้งหากข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ถูกทำให้ง่ายขึ้น หรือทำให้ดูน่าตื่นเต้นเกินจริง ก็อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดหรือการตีความผิดได้ ซึ่งนี่อาจเป็นปัญหา เนื่องจากสร้างความไม่สอดคล้องกันระหว่างหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และการรับรู้ของสาธารณชนได้ ทำให้ผู้กำหนดนโยบายตัดสินใจบนพื้นฐานของหลักฐานได้ยากขึ้น นอกจากนี้ยังอาจนำไปสู่ความไม่ไว้วางใจของสาธารณชนต่อวิทยาศาสตร์และสถาบันทางวิทยาศาสตร์ได้อีกด้วย

เราควรส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีระหว่าง “การเมือง” และ “วิทยาศาสตร์”

เพื่อให้ความสัมพันธ์ระหว่างวิทยาศาสตร์และการเมืองยังคงแข็งแกร่งและสร้างสรรค์ มีหลายสิ่งที่เราสามารถทำได้ ประการแรก ส่งเสริมความรู้ทางวิทยาศาสตร์และการคิดเชิงวิพากษ์ ประชาชนจำเป็นต้องเข้าใจพื้นฐานของวิทยาศาสตร์และสามารถประเมินข้อมูลได้อย่างมีวิจารณญาณ ซึ่งจะช่วยให้ตัดสินใจได้อย่างรอบรู้และต่อต้านการแพร่กระจายของข้อมูลที่ผิดพลาด

ประการที่สอง ต้องส่งเสริมความโปร่งใสและการสื่อสารที่เปิดกว้าง ระหว่างนักวิทยาศาสตร์และผู้กำหนดนโยบาย นักวิทยาศาสตร์ควรเปิดเผยวิธีการวิจัยและผลการค้นพบของตน ขณะที่ผู้กำหนดนโยบายควรมีความโปร่งใสเกี่ยวกับวิธีการใช้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ประการที่สาม ต้องสนับสนุนการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นอิสระ การวิจัยทางวิทยาศาสตร์ควรปราศจากการแทรกแซงทางการเมือง ซึ่งนั่นหมายถึงการให้ทุนสนับสนุนการวิจัยที่ไม่ผูกติดกับวาระใด ๆ โดยเฉพาะ

บทสรุป : จุดบรรจบระหว่าง “วิทยาศาสตร์” และ “การเมือง” เป็นเรื่องที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เป็นความสัมพันธ์ที่มีพลวัตซึ่งกำหนดโลกของเราในหลาย ๆ ด้าน การทำความเข้าใจผู้มีบทบาทสำคัญ ประเด็นสำคัญ รวมถึงความท้าทายและโอกาสที่จะเกิดขึ้น จะช่วยให้เราเป็นพลเมืองที่มีความรู้มากขึ้น มีส่วนร่วมในการสร้างอนาคตที่ยุติธรรมและยั่งยืนยิ่งขึ้น ซึ่งหมายถึงความสามารถในการประเมินข้อมูลอย่างมีวิจารณญาณ เข้าใจบทบาทของหลักฐานในการตัดสินใจ และมีส่วนร่วมในการสนทนาอย่างสร้างสรรค์

หวังว่าตอนนี้คนที่ได้อ่านคอนเทนต์นี้จะมีความเข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างวิทยาศาสตร์ การเมือง และการรับรู้ของสาธารณชนมากยิ่งขึ้น ดังนั้น จงตั้งคำถามต่อไป เรียนรู้ต่อไป และมีส่วนร่วมกับโลกรอบตัวของเราต่อไป เพราะอนาคตพวกเราอาจขึ้นอยู่กับสิ่งเหล่านี้…


อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS


ที่มาข้อมูล : rhythmheart, Confluence, rifs-potsdam 
 

“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech 
 

บทความที่เกี่ยวข้อง

ใช้ประโยชน์ในทางสันติ ไทย-เมียนมาร่วมใช้เทคโนโลยีสำรวจโลก จัดการสิ่งแวดล้อม-รับมือภัยพิบัติเทคโนโลยี

ใช้ประโยชน์ในทางสันติ ไทย-เมียนมาร่วมใช้เทคโนโลยีสำรวจโลก จัดการสิ่งแวดล้อม-รับมือภัยพิบัติ

เทคโนโลยีสำรวจโลก (Earth Observation Technology) คือการใช้เครื่องมือ เช่น ดาวเทียม และกล้องพิเศษเพื่อเก็บข้อมูลพื้นผิวโลก น้ำ และอากาศ ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้เราเข้าใจสภาพอากาศ ภัยธรรมชาติ และการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ต่าง ๆ ได้ดีขึ้น

06 ส.ค. 69|13 ชั่วโมงที่แล้ว
อ่านต่อ →
ก้าวสำคัญ! ครั้งแรกของไทย ส่ง “CE-7 MATCH” อุปกรณ์วิทยาศาสตร์ ร่วมสำรวจดวงจันทร์ 24 ส.ค. นี้เทคโนโลยี

ก้าวสำคัญ! ครั้งแรกของไทย ส่ง “CE-7 MATCH” อุปกรณ์วิทยาศาสตร์ ร่วมสำรวจดวงจันทร์ 24 ส.ค. นี้

24 ส.ค. นี้ เรามีนัดกัน! ร่วมเป็นสักขีพยาน ประเทศไทยส่งอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ “CE-7 MATCH” (อ่านว่า ฉางเอ๋อ 7 แมตช์) ซึ่งออกแบบและพัฒนาโดยคนไทย ได้รับคัดเลือกให้เข้าร่วมภารกิจสำรวจดวงจันทร์เป็นครั้งแรก

06 ส.ค. 69|17 ชั่วโมงที่แล้ว
อ่านต่อ →
เปิดแผนสร้างฐานดวงจันทร์จีน ไทม์ไลน์ก่อสร้างไล่เลี่ยกับอเมริกา ใครจะชนะศึกอวกาศในครั้งนี้?เทคโนโลยี

เปิดแผนสร้างฐานดวงจันทร์จีน ไทม์ไลน์ก่อสร้างไล่เลี่ยกับอเมริกา ใครจะชนะศึกอวกาศในครั้งนี้?

ณ ตอนนี้น้ำแข็งบนผิวดวงจันทร์ก็ไม่ต่างอะไรไปจากน้ำมันอวกาศ ที่เร่งให้เกิดการแข่งขันกลับไปดวงจันทร์อีกครั้งอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในรอบ 50 กว่าปีระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน

06 ส.ค. 69|18 ชั่วโมงที่แล้ว
อ่านต่อ →
    ทำไม? “วิทยาศาสตร์” ต้องมีส่วนร่วมกับการเมือง | Thai PBS Sci & Tech