ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
เข้าใจ “โรคปอด” มากขึ้น ด้วยการศึกษาคนเลี้ยงนกพิราบ
วิทยาศาสตร์

เข้าใจ “โรคปอด” มากขึ้น ด้วยการศึกษาคนเลี้ยงนกพิราบ

จิราภพ ทวีสูงส่ง11 ส.ค. 699 นาที1 วันที่แล้ว

เป็นที่รู้กันว่า “นกพิราบ” เป็นพาหะนำโรคร้ายมามาสู่มนุษย์ได้หลายโรค เช่น โรคปอด แต่ถึงอย่างนั้นในหลายประเทศทั่วโลก กลับมีการเพาะพันธุ์และเลี้ยงนกพิราบเพื่อการแข่งขันหรือการประกวดซึ่งได้รับความนิยมอยู่ไม่น้อย

ขนาดตัวอักษร

เป็นที่รู้กันว่า “นกพิราบ” เป็นพาหะนำโรคร้ายมามาสู่มนุษย์ได้หลายโรค เช่น โรคปอด แต่ถึงอย่างนั้นในหลายประเทศทั่วโลก กลับมีการเพาะพันธุ์และเลี้ยงนกพิราบเพื่อการแข่งขันหรือการประกวดซึ่งได้รับความนิยมอยู่ไม่น้อย เพื่อทำความเข้าใจ “โรคปอด” ให้มากขึ้น นักวิทยาศาสตร์จึงได้ทำการศึกษาคนเลี้ยงนกพิราบ โดยจะมีความน่าสนใจอย่างไรตามมาอ่านกันได้เลย

ในเมืองไทย มีคนนิยมเลี้ยงนกจำนวนไม่น้อย แต่ “นกพิราบ” กลับไม่เป็นที่นิยม เพราะมีตัวอย่างให้เห็นอยู่เนือง ๆ เช่น เคส “ให้อาหารนกพิราบ” ทำให้เกิดก้อนเนื้อที่ปอด ข้อมูลจาก นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ แพทย์เฉพาะทางด้านโรคระบบการหายใจ เผยว่า นกพิราบที่พบเห็นได้ทั่วไป สามารถพาหะนำโรคร้ายมามาสู่มนุษย์ได้หลายโรค เนื่องจากมูลของนกพิราบจะมีเชื้อราที่ชื่อว่า คริปโตคอคคัส นีโอฟอร์แมนส์ (Cryptococcus Neoformans) อยู่นั่นเอง เมื่อมูลของนกที่ติดมาตามตัว ปีกที่กระพือออกจนเกิดฝุ่น เหล่านี้นำพาให้เชื้อไวรัสจากมูลนกติดต่อสู่คนผ่านการสูบดมได้

ส่งผลให้นกพิราบกลายเป็นพาหะนำโรคสู่คนได้หลายโรค อาทิ ไข้หวัดนก พยาธิ ไข้กาฬหลังแอ่น ไวรัสตับอักเสบบี โรคเยื้อหุ้มสมองอักเสบ และโรคเชื้อราในปอดจากนก เป็นต้น

การสังเกตอาการเสี่ยงติดเชื้อที่ปอด

การสูดดมเชื้อไวรัสจากมูลนกพิราบเข้าไปในร่างกายจะทำให้ติดเชื้อที่ปอด และยังสามารถลุกลามไปยังอวัยวะอื่น ๆ เช่น สมอง ได้อีกด้วย โดยอาจจะมีอาการไข้ ไอเป็นเลือด เจ็บหน้าอก มีปัญหาทางการมองเห็น มึนงง หากมีการติดเชื้อที่สมองจะมีอาการสับสน และพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไป และอาจไม่ใช่เฉพาะมีอาการปอดอักเสบ แต่เชื้ออาจลามไปทำลายสมองของเราได้อีกด้วย

โดยกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้มากกว่าคนปกติ ได้แก่ เด็ก ผู้สูงอายุ คนที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น คนที่ได้รับยากดภูมิ หรือคนที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอมาแต่กำเนิด สำหรับคนที่มีภูมิคุ้มกันปกติก็สามารถติดเชื้อได้เช่นกัน โดยควรป้องกันตนเอง เพื่อลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อราจากมูลนกพิราบ ด้วยวิธีดังนี้

- หลีกเลี่ยงการสัมผัสนก การเข้าไปอยู่ในฝูงนกพิราบ หากต้องเข้าใกล้ ควรใส่หน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันเชื้อโรค

- คนที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ ไม่ควรเข้าไปใกล้นกพิราบ เพราะอาจได้รับเชื้อในมูลเข้าสู่ร่างกายโดยไม่ได้ตั้งใจ

- ไล่นกพิราบไปไกล ๆ ไม่ให้มาอาศัยอยู่ภายในบริเวณบ้าน

- ทำความสะอาดอาคารเก่า หรือบริเวณที่พบนกเคยอยู่อาศัย และล้างมือหลังจากทำความสะอาดทุกครั้ง

- ล้างมือให้สะอาดทุกครั้ง ซึ่งจะเป็นการช่วยป้องกันเชื้อโรคได้

- ไม่ให้อาหารนกพิราบ เพื่อป้องกันการระบาดของโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน

เมืองไทยไม่นิยมเลี้ยงนกพิราบ แต่หลายกลับฮิตในหลายประเทศทั่วโลก สู่การทำความเข้าใจ “โรคปอด” ให้มากขึ้นของนักวิทยาศาสตร์

ในเดือนพฤศจิกายนปี 2020 นกพิราบแข่งพันธุ์เบลเยียมที่ชื่อ New Kim ถูกขายในการประมูลด้วยราคาถึง 1.44 ล้านปอนด์ ซึ่งราคาที่สูงเป็นประวัติการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงมูลค่าทางการเงิน การแข่งขัน และความสนใจจากนานาชาติที่เกี่ยวข้องกับการเลี้ยงนกพิราบ

การเพาะพันธุ์และเลี้ยงนกพิราบ เพื่อการแข่งขันหรือการประกวดเป็นที่นิยมทั่วโลก โดยเฉพาะนกพิราบสายพันธุ์ยุโรปที่มีมูลค่าสูงดึงดูดผู้ซื้อจากทั่วโลก โดยมีสหราชอาณาจักรเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการได้รับความนิยมนี้

ทุกเดือนมกราคม นักเลี้ยงนกจำนวนหลายพันคน จะเดินทางไปยังเมืองแบล็กพูลเพื่อเข้าร่วมงาน British Homing World Show of the Year มีการเดินชมแผงขายสินค้า พบปะผู้คน และชื่นชมนกที่มีขนบนหัวสวยงาม ขนที่ม้วนงอ และสีสันที่หลากหลาย เป็นต้น ขณะที่ทีมวิจัยที่นำโดย Dr. Phil Lynch แพทย์ทั่วไปและผู้เลี้ยงนกพิราบ และ Dr. Gavin Boyd แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินหายใจ ได้ก่อตั้งโครงการวิจัยซึ่งพัฒนามาเป็นมูลนิธิวิจัยทางการแพทย์สำหรับผู้เลี้ยงนกพิราบแห่งอังกฤษ (British Pigeon Fanciers Medical Research Trust) เข้าร่วมงานโดยมีจุดประสงค์ที่แตกต่างออกไป นั่นคือ เก็บตัวอย่างเลือดจากคนเลี้ยงนกพิราบ เพื่อมาทำการศึกษา

รู้จักโรคปอดนกพิราบ

หรืออีกชื่อก็คือ โรคปอดของคนเลี้ยงนก (Bird Fancier's Lung) เป็นโรคปอดอักเสบจากภูมิแพ้ (Hypersensitivity Pneumonitis) เกิดจากการสูดดมฝุ่นละอองของโปรตีนจากมูลนก ขน หรือรังแคของนกที่แห้งและสะสมเป็นเวลานาน ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันตอบสนองผิดปกติและเนื้อปอดอักเสบ

โดยทั่วไปแล้วผู้เลี้ยงนกส่วนใหญ่จะไม่เป็นโรคนี้ อย่างไรก็ตาม ในคนที่มีความเสี่ยง ระบบภูมิคุ้มกันจะทำปฏิกิริยากับโปรตีนและทำให้เกิดการอักเสบรอบถุงลมเล็ก ๆ ในปอด อาการอาจรวมถึงอาการไอ หายใจลำบาก มีไข้ และอ่อนเพลียหลังจากใช้เวลาอยู่กับนก

การอักเสบซ้ำ ๆ อาจนำไปสู่ภาวะพังผืด ซึ่งเป็นการเกิดแผลเป็นถาวรในเนื้อเยื่อปอด ทำให้ปอดแข็งตัวขึ้นและลดความสามารถในการส่งออกซิเจนเข้าสู่กระแสเลือด ในกรณีที่ร้ายแรงที่สุดอาจถึงแก่ชีวิตได้ งานวิจัยชี้ให้เห็นว่าผู้เลี้ยงนกพิราบมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นต่อภาวะปอดอักเสบจากภูมิแพ้และโรคปอดคั่นระหว่างเซลล์อื่น ๆ ซึ่งเป็นคำรวมสำหรับภาวะต่าง ๆ ที่ทำให้เนื้อเยื่อรอบถุงลมเกิดการอักเสบหรือเป็นแผลเป็น

การลดหรือหลีกเลี่ยงการสัมผัสเชื้อเป็นหัวใจสำคัญของการรักษา อย่างไรก็ตาม สำหรับคนเลี้ยงนก การหลีกเลี่ยงอย่างสมบูรณ์อาจหมายถึงการยกนกที่เขาอุทิศชีวิตให้ ไปให้คนอื่นเลี้ยงแทนเสีย

แต่ทั้งนี้ ก็ยังไม่มีการทดสอบใดเพียงอย่างเดียวที่ยืนยันการวินิจฉัยโรคปอดจากนกพิราบได้ แพทย์มักพิจารณาจากอาการ ประวัติการสัมผัส การทดสอบการหายใจ การตรวจเลือด และการสแกนปอด การตรวจเลือด เพื่อประกอบการวินิจฉัยว่าระบบภูมิคุ้มกันมีปฏิกิริยาต่อโปรตีนจากนกพิราบหรือไม่ แต่เป็นการบ่งชี้ถึงการสัมผัสมากกว่าการพิสูจน์ว่าเป็นโรค

เมื่อคนเลี้ยงนกพิราบ ได้รับคำแนะนำให้เลิกเลี้ยงนก ก่อนที่จะได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วน สิ่งนี้จึงอาจเป็นการทำลายความไว้วางใจ ทำให้คนเลี้ยงนกพิราบบางคนอาจลังเลที่จะบอกผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพว่าตนเองเลี้ยงนกพิราบ ในขณะที่บางคนอาจล่าช้าในการขอคำแนะนำทางการแพทย์

ด้วยเหตุนี้ ในปี 2019 Dr. Phil Lynch, Dr. Gavin Boyd และทีมวิจัย จึงได้เริ่มการศึกษาพันธุกรรมของโรคปอดอักเสบเรื้อรังในกลุ่มคนเลี้ยงนกพิราบแห่งสหราชอาณาจักร (British Pigeon Fanciers Genetics of Interstitial Lung Disease)

โดยมีผู้เข้าร่วมตอบคำถามเกี่ยวกับสุขภาพ การทำงาน ประวัติการสูบบุหรี่ และเวลาที่ใช้กับนกของพวกเขา นอกจากนี้ยังมีการทดสอบการหายใจ การตรวจสมรรถภาพปอด (Spirometry) ซึ่งจะวัดปริมาณอากาศที่บุคคลสามารถหายใจออกได้อย่างแรงและเร็วเพียงใด เพื่อวัดสุขภาพปอดโดยรวม การตรวจด้วยคลื่นความดัน (Oscillometry) ใช้คลื่นความดันอ่อน ๆ เพื่อประเมินว่าอากาศเคลื่อนที่ผ่านปอดและทางเดินหายใจได้ง่ายเพียงใด ทำให้ทีมวิจัยสามารถระบุผู้ที่มีปอดแข็งตัวและอาจมีรอยแผลเป็นได้

ที่สำคัญ มีการเก็บตัวอย่างเลือดด้วย ซึ่งจะช่วยให้ทีมวิจัยสามารถศึกษาดีเอ็นเอของผู้เข้าร่วม แอนติบอดีที่สร้างขึ้นต่อต้านโปรตีนในนกพิราบ และตัวบ่งชี้ทางชีวภาพที่เชื่อมโยงกับการอักเสบ โดยการเปรียบเทียบผู้ที่ยังคงมีสุขภาพดีกับผู้ที่เกิดอาการหรือความผิดปกติของปอด โดยทีมวิจัยหวังว่าจะค้นพบสาเหตุที่นักเลี้ยงนกพิราบบางคนป่วยในขณะที่คนอื่นไม่ป่วย

สิ่งนี้ช่วยให้นักวิจัยระบุบุคคลที่มีความเสี่ยงสูง วินิจฉัยโรคได้เร็วขึ้น และค้นหากระบวนการทางชีวภาพที่อาจกลายเป็นเป้าหมายในการรักษาได้

โดยงานวิจัยนี้ ยังเป็นประโยชน์ต่อผู้คนนอกเหนือจากกลุ่มคนเลี้ยงนกพิราบด้วยเช่นกัน เพราะโรคปอดนกพิราบจัดอยู่ในกลุ่มโรคที่เกิดจากการสูดดมสารต่าง ๆ ที่พบเจอในที่ทำงาน ที่บ้าน หรือระหว่างทำกิจกรรมยามว่าง ขณะที่ Farmer's Lung (โรคปอดอักเสบเรื้อรังของผู้ทำไร่ทำนา) พบได้บ่อยในประเทศไทย ซึ่งเกิดจากจุลินทรีย์ที่เจริญเติบโตในฟางหรือหญ้าแห้งที่ขึ้นรา นอกจากนี้ยังโรคปอดที่เกิดสาเหตุอื่น ๆ เช่น เชื้อราในอาคาร เครื่องเพิ่มความชื้นที่ปนเปื้อน หรือโปรตีนจากสัตว์ ด้วย

ปัจจัยกระตุ้นอาจแตกต่างกัน แต่การตอบสนองทางภูมิคุ้มกันและกระบวนการที่นำไปสู่ภาวะพังผืดบางอย่างอาจทับซ้อนกันได้ ดังนั้น การศึกษาในผู้ที่มีปัจจัยกระตุ้นที่ระบุได้อย่างชัดเจน อาจช่วยให้เข้าใจกรณีที่ยากต่อการระบุปัจจัยกระตุ้นได้ดียิ่งขึ้น

การที่มีคนเลี้ยงนกพิราบเข้าร่วมการวิจัยมากกว่า 500 คน และหลายคนกลับมาตรวจซ้ำทุกปี ซึ่งทำให้ทีมวิจัยสามารถตรวจสอบได้ว่าการทำงานของปอด การสัมผัสสารอันตราย และการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันของคนเลี้ยงนกพิราบมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรเมื่อเวลาผ่านไป

ความเข้าใจที่ได้จากกลุ่มคนเลี้ยงนกพิราบไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในวงการนกเท่านั้น แต่ยังเป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติในวงกว้าง เพราะช่วยถอดรหัสโรคปอดจากสิ่งแวดล้อม และช่วยพัฒนาการรักษาในอนาคต เนื่องจากการศึกษาคนเลี้ยงนกพิราบช่วยให้นักวิจัยเห็นตัวแปรและสิ่งกระตุ้น (Triggers) ที่ชัดเจน ทำให้นักวิทยาศาสตร์สามารถนำโมเดลนี้ไปใช้หาวิธีวินิจฉัยและพัฒนาตัวยาใหม่ ๆ เพื่อรักษาผู้ป่วยโรคปอดอักเสบเรื้อรังชนิดอื่น ๆ ที่ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัดต่อไป


📌อ่าน : 4 เรื่องควรรู้ ภัยร้ายจาก “นกพิราบ” เกิดได้อย่างไร ?


อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS


ที่มาข้อมูล: thaipbs, โรงพยาบาลศิครินทร์, sciencedirect, theconversation 


“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech

บทความที่เกี่ยวข้อง

คืนวันแม่ (12 ส.ค. 69)!  ลุ้นชม “ฝนดาวตกเพอร์เซอิดส์” ทั่วไทยหากท้องฟ้าเป็นใจอวกาศ

คืนวันแม่ (12 ส.ค. 69)! ลุ้นชม “ฝนดาวตกเพอร์เซอิดส์” ทั่วไทยหากท้องฟ้าเป็นใจ

คืนวันแม่แห่งชาติ (12 ส.ค. 69) ไปจนถึงรุ่งเช้าของวันที่ 13 ส.ค. 69 จะเกิดปรากฏการณ์ “ฝนดาวตกวันแม่” หรือ “ฝนดาวตกเพอร์เซอิดส์” (Perseids Meteor Shower)

12 ส.ค. 69|3 ชั่วโมงที่แล้ว
อ่านต่อ →
พบดาวเคราะห์น้อยใกล้โลก แท้ที่จริงแล้วคือดาวหางที่แฝงตัวมาอวกาศ

พบดาวเคราะห์น้อยใกล้โลก แท้ที่จริงแล้วคือดาวหางที่แฝงตัวมา

NASA พบวัตถุใกล้โลก 1998 SH2 ที่เดิมเข้าใจกันว่าและจัดประเภทเป็นดาวเคราะห์น้อยมานานกว่าสองทศวรรษ แต่จากการติดตามวงโคจรอย่างแม่นยำทำให้พบว่าเป็นเรื่องเข้าใจผิด เพราะแท้จริงแล้ววัตถุดังกล่าวคือดาวหาง

12 ส.ค. 69|4 ชั่วโมงที่แล้ว
อ่านต่อ →
ครั้งแรก! “สุริยุปราคาเต็มดวง” 12 ส.ค. นี้ เกิดขึ้นช่วงพีคของฝนดาวตกเพอร์เซอิดส์พอดีอวกาศ

ครั้งแรก! “สุริยุปราคาเต็มดวง” 12 ส.ค. นี้ เกิดขึ้นช่วงพีคของฝนดาวตกเพอร์เซอิดส์พอดี

จากข้อมูลนาซา (NASA) การเกิดสุริยุปราคาและจันทรุปราคามานานกว่า 5,000 ปี ครั้งนี้จะครั้งแรกในประวัติศาสตร์ทางวิทยาศาสตร์ที่มีการบันทึกไว้ ที่ “สุริยุปราคาเต็มดวง”12 ส.ค. 69 จะเกิดขึ้นช่วงพีคของฝนดาวตกเพอร์เซอิดส์ (Perseid Meteor Shower) พอดี

11 ส.ค. 69|1 วันที่แล้ว
อ่านต่อ →