งานวิจัยตีพิมพ์ในวารสาร Nature Microbiology เผยว่า นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบวิธีใหม่ที่น่าทึ่งซึ่งอาจกำจัดเชื้อเอชไอวี (HIV) ได้ในเวลาอันสั้นหลังการติดเชื้อ โดยใช้การรักษาแบบผสมผสาน 3 วิธีในครั้งเดียว ในลูกลิงแรกเกิดที่ได้รับการรักษาภายใน 3 วันหลังจากการสัมผัสเชื้อ สำหรับการรักษาด้วยวิธีดังกล่าว ประกอบด้วยยาต้านไวรัส แอนติบอดียับยั้งไวรัส และแอนติบอดีทดลองที่ชื่อ “เลอรอนลิแมบ” (Leronlimab ชื่อย่อทางยา PRO 140) สามารถกำจัดไวรัสได้อย่างสมบูรณ์ แม้ว่าการรักษาแต่ละวิธีเพียงอย่างเดียวจะไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ก็ตาม
นักวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และสุขภาพโอเรกอน (Oregon Health and Science University) ประเทศสหรัฐอเมริกา ค้นพบว่า การใช้ยาต้านไวรัสเอชไอวี (HIV) 3 วิธีร่วมกันในช่วงเวลาสั้น ๆ หลังการสัมผัสเชื้อ สามารถกำจัดไวรัสในลูกลิงแรกเกิดได้อย่างสมบูรณ์ โดยผลลัพธ์ที่น่าประหลาดใจนี้อาจปูทางไปสู่การรักษาเพียงครั้งเดียว ซึ่งจะช่วยป้องกันไม่ให้ทารกที่ติดเชื้อใหม่ ต้องรับประทานยาต้านไวรัสเอชไอวี (HIV) ตลอดชีวิต
จากสถิติในแต่ละปีมีทารกมากกว่า 120,000 คนทั่วโลกติดเชื้อเอชไอวี (HIV) ขณะที่ผู้คนหลายล้านคนที่ติดเชื้อไวรัสนี้ การควบคุมการติดเชื้อหมายถึงต้องการกินยารักษาตลอดชีวิต ที่สำคัญยาเหล่านั้นต้องเข้าถึงได้และมีราคาที่เหมาะสมด้วย
งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นถึงแนวทางที่อาจแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง นักวิจัยพบว่า การรักษาแบบผสมผสานที่ทำกับทารกแรกเกิดภายในสามวันหลังคลอด อาจกำจัดไวรัสได้อย่างถาวร
Jonah Sacha ผู้ร่วมเขียนวิจัยหลัก ซึ่งเป็นศาสตราจารย์และหัวหน้าภาควิชาพยาธิวิทยาและภูมิคุ้มกันวิทยา ที่ Oregon National Primate Research Center (ONPRC) กล่าวว่า งานวิจัยนี้มีข้อดีคือ สามารถนำไปสู่การทดลองทางคลินิกได้ทันทีเพื่อกำจัดเชื้อเอชไอวี (HIV) ในทารกแรกเกิด ขั้นตอนต่อไปหลังจากนี้ก็คือ การทดสอบว่าการรักษานี้จะใช้ได้ผลในผู้ใหญ่ที่เพิ่งสัมผัสเชื้อได้หรือไม่

แนวทางที่เป็นไปได้สำหรับการทดลองกำจัดเชื้อเอชไอวี (HIV) ในมนุษย์
การรักษาด้วยยาต้านไวรัสเอชไอวี (HIV) ได้รับการอนุมัติให้ใช้ในมนุษย์แล้ว ในขณะที่แอนติบอดียับยั้งไวรัสได้ในวงกว้างและยาเลอรอนลิแมบนั้น กำลังอยู่ระหว่างการประเมินผลแยกกันในการทดลองทางคลินิก
ซึ่งก่อนที่วิธีการรักษาแบบสามส่วนที่เพิ่งค้นพบนี้ จะสามารถนำมาใช้กับทารกแรกเกิดได้อย่างแพร่หลาย จำเป็นต้องมีการทดสอบในทางคลินิกกับมนุษย์เสียก่อน โดยนักวิจัยคาดว่า การศึกษาเบื้องต้นส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับผู้ใหญ่ที่เพิ่งสัมผัสกับเชื้อเอชไอวี (HIV) มาไม่นาน และหากประสบความสำเร็จ วิธีนี้อาจนำไปสู่แนวทางใหม่ในการต่อสู้กับการระบาดของเชื้อเอชไอวี (HIV) ซึ่งยังคงคร่าชีวิตผู้คนทั่วโลกประมาณ 600,000 คนต่อปี

ผสาน 3 วิธีรักษา ช่วยป้องกันไม่ให้เชื้อเอชไอวี (HIV) เข้าสู่เซลล์ภูมิคุ้มกัน
ทั้งนี้ นักวิจัยยังไม่ทราบแน่ชัดว่า เหตุใดการรักษาแบบผสมผสานจึงได้ผลดีเช่นนี้ แต่การรักษาทั้ง 3 วิธีดูเหมือนจะมีประสิทธิภาพมากขึ้นเมื่อใช้ร่วมกัน มากกว่าการใช้เพียงวิธีใดวิธีหนึ่งเพียงอย่างเดียว
เลอรอนลิแมบอาจมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง แอนติบอดีนี้จะปิดกั้น CCR5 (โปรตีนชนิดหนึ่งที่อยู่บนผิวของเซลล์เม็ดเลือดขาว) ซึ่งเป็นโปรตีนบนพื้นผิวที่ไวรัสเอชไอวี (HIV) มักใช้เป็นเส้นทางในการเข้าสู่เซลล์ภูมิคุ้มกัน
แม้นักวิทยาศาสตร์จะยังไม่เข้าใจว่า ทำไมเชื้อเอชไอวี (HIV) ต้องการใช้ CCR5 ในการแพร่เชื้อเข้าสู่เซลล์ แต่เมื่อปิดกั้นการเข้าถึงนั้น กลับเป็นเหมือนกับการป้องกันไม่ให้เชื้อเพลิงเข้าใกล้กองไฟ
การปิดก๊อกน้ำ: การรักษาด้วยยาต้านไวรัสไม่ได้กำจัดเชื้อเอชไอวี (HIV) ออกไปทั้งหมด แต่ช่วยลดความสามารถในการเพิ่มจำนวนของไวรัสลงได้
การกำจัด: แอนติบอดีที่ทำให้เป็นกลางจะดักจับเชื้อเอชไอวี (HIV) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้มีไวรัสหมุนเวียนอยู่ในกระแสเลือดของร่างกายน้อยลง
การปิดกั้น: เลอรอนลิแมบจะยับยั้งไวรัสเอชไอวี (HIV) ที่เหลืออยู่ไม่ให้แพร่เชื้อไปยังเซลล์ภูมิคุ้มกัน ซึ่งเปรียบเสมือนการปิดกั้นห้องด้วยวาล์วกันน้ำรั่วซึมนั่นเอง

ช่วงแรกของการติดเชื้อเอชไอวี (HIV) อาจเป็นช่วงเวลาที่สำคัญ
Nancy Haigwood อดีตศาสตราจารย์และผู้อำนวยการ ONPRC ซึ่งเป็นนักไวรัสวิทยา-นักภูมิคุ้มกันวิทยา ใช้เวลาหลายทศวรรษในการศึกษาแอนติบอดีของเชื้อเอชไอวี (HIV) กล่าวว่า การรักษาแบบผสมผสานนี้อาจมีประสิทธิภาพเป็นพิเศษหากให้การรักษาตั้งแต่ระยะแรกหลังการติดเชื้อ เพราะในช่วงสัปดาห์แรกของการติดเชื้อ มีอะไรเกิดขึ้นมากกว่าที่นักวิจัยเคยคิดไว้มาก จากการทดลองนี้ ดูเหมือนว่าจะมีปฏิสัมพันธ์แบบไดนามิกระหว่างไวรัสและแอนติบอดีที่เกิดขึ้นเมื่อไวรัสเริ่มแพร่กระจาย
โดยขณะนี้ นักวิจัยต้องการหาคำตอบว่า ช่วงเวลาการรักษาเบื้องต้นนั้นจะคงอยู่ได้นานแค่ไหน เพราะในการศึกษานี้ การรักษาแบบผสมผสานได้รับการทดสอบเฉพาะภายใน 72 ชั่วโมงหลังจากการติดเชื้อครั้งแรกเท่านั้น ซึ่งนักวิจัยอยากจะรู้เพิ่มเติมว่า จะยังได้ผลอยู่ไหมหากติดเชื้อหนึ่งสัปดาห์? สองสัปดาห์? หรือหลังจากติดเชื้อได้นานสุดเท่าไหร่ที่จะอยู่ในขอบเขตที่จะกำจัดไวรัสได้?
การหาตอบคำถามให้คำถามข้างต้น อาจช่วยให้ทราบว่า การรักษายังคงมีประสิทธิภาพเมื่อนำไปใช้ในภายหลังหรือไม่ ซึ่งอาจขยายจำนวนผู้ที่ได้รับประโยชน์จากวิธีการนี้

ทำไม? การหาวิธีกำจัดเชื้อไวรัสเอชไอวี (HIV) จึงสำคัญ
สาเหตุที่เรื่องนี้มีความสำคัญเป็นอย่างมากก็เพราะ จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (WHO) เผยว่า ณ สิ้นปี 2025 คาดการณ์ว่าจะมีผู้ติดเชื้อเอชไอวี (HIV) ประมาณ 41 ล้านคน โดยเป็นผู้ใหญ่ (อายุ 15 ปีขึ้นไป) จำนวน 39.7 ล้านคน และเด็กจำนวน 1.3 ล้านคน
ขณะที่ ข้อมูลจาก กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ของไทย เผยว่า ปี 68 คาดการณ์ติดเชื้อเอชไอวี (HIV) ในไทยสะสมกว่า 568,565 คน นอกจากนี้ จำนวนผู้เสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับโรคเอดส์ (AIDS) ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนรุนแรงจากการติดเชื้อ HIV โดยคาดการณ์ว่าในปี 68 มีผู้เสียชีวิตจากโรคเอดส์สูงถึง 10,217 คนเลยทีเดียว
ส่วนประเด็นข่าวเมื่อไม่นานมานี้ที่ว่า จ.เชียงใหม่ มีผู้ติดเชื้อเอชไอวี (HIV) กว่า 20,000 คนนั้น ผศ.พญ.จุรีรัตน์ บวรวัฒนุวงศ์ นายกสมาคมโรคเอดส์แห่งประเทศไทย ระบุว่า เป็นตัวเลขดังกล่าวเป็นตัวเลขผู้ติดเชื้อสะสม แต่สิ่งที่น่ากังวลคือยังพบการติดเชื้อสูงในกลุ่มเยาวชนอายุต่ำกว่า 25 ปี โดยเฉพาะกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย และใน 13 จังหวัดที่มีการระบาดสูง ซึ่งกรุงเทพฯ ยังมีจำนวนผู้ติดเชื้อมากที่สุด
สำหรับการรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวี (HIV) คือการป้องกัน ผู้ติดเชื้อที่กินยาต้านไวรัสอย่างต่อเนื่องจนตรวจไม่พบเชื้อ จะไม่แพร่เชื้อสู่ผู้อื่น นอกจากนี้ประเทศไทยมีการพัฒนาทั้งยาป้องกันแบบกินและยาฉีด ซึ่งคาดว่าจะเริ่มนำมาใช้ได้ภายในปลายปีนี้ ช่วยเพิ่มทางเลือกให้กลุ่มเสี่ยงด้วย
เชื้อไวรัสเอชไอวี (HIV) คืออะไร?
Human Immunodeficiency Virus หรือที่รู้จักกันในชื่อไวรัสเอชไอวี (HIV) เป็นไวรัสที่ก่อให้เกิดภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง (Acquired Immunodeficiency Syndrome) หรือที่รู้จักกันในชื่อเอดส์ (AIDS)
การติดเชื้อเอชไอวี (HIV) นั้นมีลักษณะเป็นการติดเชื้อเรื้อรังโดยที่ไม่สามารถหายขาดได้ และจะค่อย ๆ สร้างความเสียหายกับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ด้วยการทำลายเซลล์เม็ดเลือดขาวสูญเสียระบบภูมิคุ้มกันในที่สุด นำไปสู่ระยะสุดท้ายของการติดเชื้อเอชไอวี HIV ซึ่งเรียกว่า “เอดส์” (AIDS)

เรื่องต้องรู้! “HIV” ไม่เท่ากับ “AIDS”
ศาสตราจารย์ แพทย์หญิงธันยวีร์ ภูธนกิจ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความรู้ว่า หลายคนโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่อาจยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนระหว่างเอชไอวี (HIV) กับเอดส์ (AIDS) อยากจะอธิบายให้เข้าใจว่า “เอชไอวี” นั้นไม่เท่ากับเป็น “เอดส์” เพราะเอชไอวีคือเชื้อไวรัส ส่วนเอดส์คือโรค
หากกินยาต้านไวรัสจะทำให้จำนวนเชื้อไวรัสลดลงเหลือน้อยมาก ๆ จึงมีโอกาสน้อยมากที่จะแพร่เชื้อไปยังคนอื่น ส่วนผู้หญิงที่มี “ลูก” โอกาสติดเชื้อน้อยกว่า 1 ใน 1,000 ดังนั้นหากรู้ว่าตัวเองมีความเสี่ยงอยากให้ซื้อชุดตรวจมาตรวจ หากผลเป็นบวก รีบกินยาต้านไวรัสจะช่วยให้เชื้อลดลงเหลือน้อยสามารถใช้ชีวิตได้ปกติ โอกาสมีบุตรไม่ติดเชื้อเกือบ 100% อย่าปล่อยให้ตัวเองติดเชื้อเอชไอวีจนเป็นโรคเอดส์ ซึ่งมีเวลาประมาณ 7 ปี กว่าที่เชื้อไวรัสจะกลายเป็นโรค
การได้รับยาต้านไวรัสอย่างสม่ำเสมอ จะทำให้ปริมาณเชื้อไวรัสเอชไอวี (HIV) ลดลง จนไม่สามารถตรวจจับได้ด้วยการตรวจเลือด (Undetectable) ถึงแม้จะไม่สามารถตรวจจับได้ แต่ร่างกายยังมีเชื้อไวรัสอยู่ และหากหยุดยา เชื้อไวรัสก็จะกลับมามากอีก ผู้ป่วยเอชไอวี (HIV) จึงต้องกินยาต้านไวรัสไปตลอดชีวิต
แต่ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ เมื่อผู้ป่วยอยู่ในสถานะ Undetectable นั้น ผู้ป่วยจะไม่สามารถแพร่เชื้อได้ (Untransmittable) หรือที่เรียกว่าหลักการ U=U (Undetectable = Untransmissible) ซึ่งจากหลักฐานการวิจัยพบว่า ผู้ป่วยที่แม้จะติดเชื้อเอชไอวี (HIV) แต่เมื่อกินยาจนไม่พบเชื้อ ก็จะไม่สามารถแพร่เชื้อให้กับผู้อื่นได้ และสามารถใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นในสังคม รวมถึงมีอายุขัยเฉลี่ยไม่ต่างจากคนปกติ
📌อ่าน : รู้จักไวรัส HIV รักษาไม่หายขาดแต่ควบคุมได้
📌อ่าน : “HIV” ไม่เท่ากับ “AIDS” ! ความรู้ที่หลายคนอาจเข้าใจคลาดเคลื่อน
อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS
ที่มาข้อมูล: nature, กระทรวงสาธารณสุข (สธ.), Thai PBS Sci & Tech, ศ. พญ.ธันยวีร์ ภูธนกิจ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech



