ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

‘วิทยาศาสตร์’ ต้องมาก่อน ถอดรหัสนโยบายวิทย์ สร้างชาติสิงคโปร์

29 ม.ค. 695 นาที29 ม.ค. 69

เวลาได้ยินชื่อของสิงคโปร์ทีไร หลายคนก็มักจะนึกถึงเรื่องเกาะเล็ก ๆ ที่มีพื้นที่เล็กกว่ากรุงเทพมหานคร แต่กลับมีความเจริญก้าวหน้ากว่ามา

ขนาดตัวอักษร

เวลาได้ยินชื่อของสิงคโปร์ทีไร หลายคนก็มักจะนึกถึงเรื่องเกาะเล็ก ๆ ที่มีพื้นที่เล็กกว่ากรุงเทพมหานคร แต่กลับมีความเจริญก้าวหน้ากว่ามาก ตั้งแต่เรื่องเศรษฐกิจที่มีผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศต่อหัว (GDP per capita) มากกว่าประเทศไทยถึง 12 เท่า และการศึกษาที่แข็งแกร่ง การันตีด้วยมหาวิทยาลัย 2 แห่ง ที่สามารถขึ้นติด 20 อันดับแรกของโลกตามการจัดอันดับของ QS World University ซึ่งมีสิงคโปร์เป็นชาติเดียวในอาเซียนเท่านั้นที่ไต่อันดับขึ้นไปสูงขนาดนี้ได้ จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่สิงคโปร์สามารถก้าวมาอยู่ในตำแหน่งหนึ่งในชาติที่ทรงอิทธิพลที่สุดในอาเซียนได้

โดยพิมพ์เขียวของความสำเร็จของสิงคโปร์สามารถสืบสาวกลับไปได้การวางรากฐานทางนโยบายที่สิงคโปร์นับตั้งแต่ปี 1991 ผ่านการจัดตั้งคณะกรรมการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมแห่งชาติ (National Science and Technology Board) ซึ่งมีเป้าหมายในการวางแผนผลักดันให้สิงคโปร์พัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง ทะยานขึ้นไปเป็นฟันเฟืองสำคัญในเวทีโลก โดยจะมีการอัปเดตแผนทุก ๆ 5 ปี เพื่อให้ทันการเปลี่ยนแปลงของโลก คล้ายกับการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติของประเทศไทย

คณะกรรมการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมแห่งชาติสิงคโปร์ ภาพจาก National Archives of Singapore

ทว่าความแตกต่างระหว่างแผนพัฒนาฯ ของไทย กับแผนพัฒนาฯ ของสิงคโปร์อยู่ที่ว่า แผนพัฒนาฯ ของไทยมักจะเน้นที่การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในวงกว้าง และมักมีการปรับเปลี่ยนเป้าหมายตามกระแสการเมือง หรือแก้ปัญหาเฉพาะหน้ามากกว่า เช่น แผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 6-9 มีการเน้นไปที่การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพช่วงปลายยุค 1980 เพื่อแก้ไขปัญหาทรัพยากรเสื่อมโทรม ไม่ว่าจะเป็นทรัพยากรดิน พลังงาน แหล่งน้ำ ป่าไม้ หรือแหล่งประมง ที่เกิดขึ้นจากพัฒนาภาคอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็วในช่วงแรก ๆ โดยที่ไม่มีกฎหมายอนุรักษ์ที่เข้มแข็ง

ในขณะเดียวกันแผนการพัฒนาฯ ของสิงคโปร์ได้เน้นไปที่ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีก่อนที่จะเป็นเรื่องงานวิจัยเป็นลำดับแรก หรือก็คือการนำเทคโนโลยีการผลิตของต่างประเทศ มาผลิตในประเทศตัวเองก่อน เนื่องจากทางสิงคโปร์มองว่าการที่ลงทุนทำวิจัยตั้งแต่ต้น จะใช้เวลาผลิดอกออกผลนานเกินไป จึงจำเป็นต้องโฟกัสไปที่การนำรายได้เข้าประเทศให้มากขึ้นก่อน โดยเน้นไปที่อุตสาหกรรมการผลิตฮาร์ดดิสก์โดยเฉพาะ ส่งผลให้สิงคโปร์กลายเป็นผู้ผลิตส่งออกฮาร์ดดิสก์สู่ตลาดมากกว่า 50% ของผลผลิตรวมทั่วทั่วโลกในยุค 1990 ซึ่งช่วยเป็นรากฐานให้สิงคโปร์สามารถนำเงินไปลงทุนต่อยอดในงานวิจัยได้ภายหลัง

โดยทางรัฐบาลสิงคโปร์ได้ตั้งเป้าว่าจะพยายามทุ่มเงินลงทุนกับภาคงานวิจัยภายในประเทศให้ได้ 1% ของ GDP ทั้งประเทศในทุก ๆ ปี ซึ่งได้ผลิดอกออกมาในปี 2002 ในที่สุด จากการต่อยอดเทคโนโลยีเก็บข้อมูลอย่างฮาร์ดดิสก์ ให้กลายเป็นอุปกรณ์เก็บข้อมูลขนาดเท่าหัวแม่มือที่มีชื่อทางการค้าว่า ‘ทัมบ์ไดรฟ์’ (Thumb Drive) หรือ ‘แฟลชไดรฟ์’ (Flash Drive)

ทัมบ์ไดรฟ์

ก้าวย่างสำคัญในช่วงทศวรรษ 2000 นี้ จึงเป็นจุดเปลี่ยนจากการใช้เทคโนโลยีคนอื่นมาเป็นการคิดค้นนวัตกรรมของตัวเองอย่างเต็มตัว โดยรัฐบาลสิงคโปร์ได้ยกระดับหน่วยงานคณะกรรมการวิทยาศาสตร์ฯ ขึ้นเป็น ‘องค์การเพื่อวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและงานวิจัย’ (A*STAR—Agency for Science, Technology and Research) ในปี 2002 ซึ่งต่อมามีการทุ่มงบประมาณสร้าง Biopolis ที่เป็นศูนย์รวมงานวิจัยด้านชีวการแพทย์ที่ดึงดูดนักวิทยาศาสตร์หัวกะทิจากทั่วโลกมาไว้ด้วยกัน จนสิงคโปร์กลายเป็นผู้นำในการคิดค้นนวัตกรรมการแพทย์ที่เปลี่ยนโลก เช่น การสร้างไมโครชิปที่สามารถตรวจโรคมะเร็งได้อย่างแม่นยำที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

ในปี 2025 ที่ผ่านมามีรายงาน GDP ของสิงคโปร์กว่า 21.6% มาจากการส่งออกเทคโนโลยีขั้นสูง ไม่ว่าจะเป็น ชิปคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ชีวการแพทย์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งอุตสาหกรรมเหล่านี้ล้วนขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีระบบอัตโนมัติ (Automation) ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และหุ่นยนต์ จนทำให้สิงคโปร์กลายเป็นฐานการผลิตที่ล้ำสมัยที่สุดในอาเซียน ทั้งยังมีบริษัทข้ามชาติระดับโลกกว่า 46% เลือกปักหมุดตั้งสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่สิงคโปร์อีกด้วย แสดงให้เห็นว่าสิงคโปร์ยังมีบทบาทเป็นศูนย์กลางการบริหาร ไม่ใช่ฐานการผลิตเพียงอย่างเดียว

อุตสาหกรรมในสิงคโปร์ ภาพจาก Rockwell Automation

มิหนำซ้ำ GDP ที่เหลืออีกประมาณ 18.6% ในปี 2025 นั้นยังมาจากกลุ่มเศรษฐกิจดิจิทัล เช่น พวกซอฟต์แวร์รักษาความปลอดภัย (Cybersecurity) ซอฟต์แวร์ระบบการเงินการธนาคาร (E-Payment) และซอฟต์แวร์วิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics) ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากการพัฒนานวัตกรรมทั้งสิ้น ส่วนประเทศไทยนั้นยังคงดูเหมือนว่ายังติดหล่มกับดักบางอย่างที่ทำให้ไม่สามารถนำงานวิจัยมาต่อยอดเป็นนวัตกรรมออกสู่ตลาดจริง ๆ ได้ ทำให้ประเทศไทยยังคงพึ่งพาเทคโนโลยีการผลิตของต่างชาติเสมอมา โดยเฉพาะอุตสาหกรรมรถยนต์ จนมีคำกล่าวว่าประเทศไทยกำลังผลิตของที่โลกไม่ต้องการ

ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่าลำดับขั้นความสำเร็จของสิงคโปร์เกิดจากการเรียนรู้ที่จะใช้ เทคโนโลยีเพื่อหาเงินเข้าประเทศก่อน จากนั้นจึงลงทุนในงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ เพื่อสร้างองค์ความรู้ของตัวเอง และลงท้ายด้วยการเปลี่ยนความรู้นั้นให้เป็นธุรกิจที่ยั่งยืนในที่สุด เป็นการวางแผนในระยะยาวหลักสิบปี ซึ่งเป็นสูตรสำเร็จที่ทำให้เกาะเล็ก ๆ แห่งนี้ยังคงทิ้งห่างเพื่อนบ้านในภูมิภาค และยืนหยัดอยู่แถวหน้าของเศรษฐกิจโลกได้อย่างสง่างาม ตามคำขวัญประจำชาติของประเทศที่ว่า ‘Onward Singapore’ หรือ จงมุ่งทะยานไปข้างหน้า… สิงคโปร์


อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS  

ที่มาข้อมูล : georank, topuniversities, nrf.gov

“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech

เขียนโดย

หนุ่มเนิร์ดที่เคยฝันอยากทำงานให้ NASA แต่ได้กลายมาเป็นนักสื่อสารวิทยาศาสตร์แทน

บทความที่เกี่ยวข้อง

โควิด-19 ระบาดที่สิงคโปร์ มีผลต่อประเทศไทยไหม?วิทยาศาสตร์

โควิด-19 ระบาดที่สิงคโปร์ มีผลต่อประเทศไทยไหม?

มีข่าวเผยแพร่ว่าโควิด-19 กำลังระบาดอย่างมากที่สิงคโปร์ โดยเฉพาะสายพันธุ์ NB.1.8.1 จะมีผลกับประเทศไทยหรือไม่ ตามมาหาคำตอบไปพร้อมกัน

25 พ.ค. 69|25 พ.ค. 69
อ่านต่อ →
ทำไม? “วิทยาศาสตร์” ต้องมีส่วนร่วมกับการเมืองวิทยาศาสตร์

ทำไม? “วิทยาศาสตร์” ต้องมีส่วนร่วมกับการเมือง

“การเมือง” เรื่องใกล้ตัวของทุกคน ที่ “วิทยาศาสตร์” ต้องมีส่วนร่วม ทำไม? จึงควรเป็นเช่นนั้น มาหาคำตอบไปพร้อมกัน

19 มี.ค. 69|19 มี.ค. 69
อ่านต่อ →
คุม “เด็กใช้หน้าจอ” สิงคโปร์ออกกฎเพื่อพัฒนาการเด็กเทคโนโลยี

คุม “เด็กใช้หน้าจอ” สิงคโปร์ออกกฎเพื่อพัฒนาการเด็ก

เพื่อพัฒนาการโดยรวมเด็ก ! สิงคโปร์เสนอมาตรการที่เข้มงวดยิ่งขึ้นเพื่อควบคุมการ “ใช้หน้าจอ” ในหมู่เด็กที่ศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนและโรงเรียน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการริเริ่มด้านสุขภาพ โดยหลายกระทรวงซึ่งเปิดตัวเมื่อวันที่ 21 ม.ค. 68

22 ม.ค. 68|22 ม.ค. 68
อ่านต่อ →
พีก ธ.ค. นี้! ปรากฏการณ์เอลนีโญมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น และจะอยู่จนถึง ก.พ. ปีหน้าสิ่งแวดล้อม

พีก ธ.ค. นี้! ปรากฏการณ์เอลนีโญมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น และจะอยู่จนถึง ก.พ. ปีหน้า

12 ต.ค. 69
อ่านต่อ →
หมอตัวจิ๋วในร่างกาย ส่องการพัฒนาหุ่นยนต์จิ๋ว สู่การรักษาโรคร้ายในอนาคตเทคโนโลยี

หมอตัวจิ๋วในร่างกาย ส่องการพัฒนาหุ่นยนต์จิ๋ว สู่การรักษาโรคร้ายในอนาคต

12 ต.ค. 69
อ่านต่อ →
กรองอากาศด้วยแสง! แผ่นกรองซักได้ ดักอนุภาค 0.3 ไมครอน ช่วยลดขยะจากไส้กรองอากาศวิทยาศาสตร์

กรองอากาศด้วยแสง! แผ่นกรองซักได้ ดักอนุภาค 0.3 ไมครอน ช่วยลดขยะจากไส้กรองอากาศ

12 ต.ค. 69
อ่านต่อ →
เปิด “วิทยาศาสตร์แห่งอำนาจ : ศาสตร์นอกห้องเรียน” ครั้งที่ 2!วิทยาศาสตร์

เปิด “วิทยาศาสตร์แห่งอำนาจ : ศาสตร์นอกห้องเรียน” ครั้งที่ 2!

11 ต.ค. 69
อ่านต่อ →
Francis Halzen คว้ารางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ 2026 จากการบุกเบิกการตรวจจับนิวทริโนพลังงานสูงจากเอกภพวิทยาศาสตร์

Francis Halzen คว้ารางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ 2026 จากการบุกเบิกการตรวจจับนิวทริโนพลังงานสูงจากเอกภพ

08 ต.ค. 69
อ่านต่อ →
รู้จัก “กาฬโรค” เพื่อรู้เท่าทันโรค พร้อมรับมือ-ป้องกันอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นวิทยาศาสตร์

รู้จัก “กาฬโรค” เพื่อรู้เท่าทันโรค พร้อมรับมือ-ป้องกันอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้น

06 ต.ค. 69
อ่านต่อ →
“ลูกเห็บหลงฤดู” เหตุการณ์ลูกเห็บตกกลางกรุง เมื่อ 1 ต.ค. 69วิทยาศาสตร์

“ลูกเห็บหลงฤดู” เหตุการณ์ลูกเห็บตกกลางกรุง เมื่อ 1 ต.ค. 69

02 ต.ค. 69
อ่านต่อ →
สาเหตุการสูญพันธุ์ใหญ่ที่สุด : ผลวิจัยใหม่วิทยาศาสตร์

สาเหตุการสูญพันธุ์ใหญ่ที่สุด : ผลวิจัยใหม่

27 ก.ย. 69
อ่านต่อ →