บางพื้นที่มีปริมาณฝนสะสมมากกว่า 300 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง
อย่างไรก็ตาม เมื่อน้ำลดลง ปัญหาที่ตามมาไม่ได้มีเพียงความเสียหายของบ้านและทรัพย์สิน แต่ยังรวมไปถึงเชื้อราที่จะเริ่มเติบโตตามผนัง เฟอร์นิเจอร์ และวัสดุต่าง ๆ ที่เปียกน้ำ โดยเฉพาะราดำซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้อยู่อาศัยได้

ราดำเป็นคำเรียกเชื้อราที่มีสีดำหรือเขียวเข้ม ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ได้เป็นเชื้อราเพียงชนิดเดียว แต่ประกอบไปด้วยเชื้อราหลายชนิด เช่น Aspergillus niger, Cladosporium spp. และ Alternaria spp. ซึ่งพบได้ทั่วไปในบ้านที่มีความชื้นสูง อย่างไรก็ตาม ราดำที่มักถูกพูดถึงมากที่สุดคือ Stachybotrys chartarum หรือที่รู้จักกันในชื่อ Toxic Black Mold ซึ่งชอบเติบโตบนวัสดุที่มีเซลลูโลสสูงและเปียกน้ำเป็นเวลานาน เช่น แผ่นยิปซัม ไม้ กระดาษ และพรม
เชื้อราเหล่านี้มีสปอร์ (spore) ลอยอยู่ในอากาศตามธรรมชาติอยู่แล้ว แต่จะไม่สามารถเติบโตได้หากไม่มีความชื้น เมื่อน้ำท่วมบ้าน วัสดุต่าง ๆ จะอุ้มน้ำไว้เป็นเวลานาน สปอร์ที่ตกอยู่บนพื้นผิวจึงเริ่มงอกและเติบโตได้ภายในเวลาเพียง 24–48 ชั่วโมง และจะลุกลามอย่างรวดเร็วหากไม่ได้รับการจัดการ

เชื้อราส่งผลกระทบต่อสุขภาพผ่านการหายใจเอาสปอร์และชิ้นส่วนของเชื้อราเข้าสู่ร่างกาย ในคนทั่วไป อาการที่พบได้บ่อยคืออาการคล้ายภูมิแพ้ (allergic reaction) เช่น คัดจมูก จาม ไอ ระคายเคืองตาและผิวหนัง ในผู้ที่เป็นโรคหอบหืด (asthma) เชื้อราสามารถกระตุ้นให้อาการกำเริบรุนแรงขึ้น
ในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับเคมีบำบัด ผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะ หรือผู้ป่วยโรคปอดเรื้อรัง เชื้อราบางชนิดอย่าง Aspergillus spp. สามารถก่อให้เกิดการติดเชื้อในปอด (aspergillosis) ซึ่งเป็นภาวะที่อันตรายถึงชีวิตได้
นอกจากนี้ Stachybotrys spp. ยังสามารถสร้างสารพิษจากเชื้อรา (mycotoxin) ได้ จึงจัดว่าอันตรายกว่าเชื้อราทั่วไป แม้ในปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดว่าการได้รับสารพิษเหล่านี้ในบ้านทำให้เกิดโรคร้ายแรงในคนทั่วไป แต่การสัมผัสเชื้อราในปริมาณมากเป็นเวลานานก็ไม่ใช่สิ่งที่ควรมองข้าม

การกำจัดราดำหลังน้ำท่วมจึงต้องทำอย่างถูกวิธี ก่อนเริ่มทำความสะอาด ควรสวมหน้ากาก N95 ถุงมือยาง แว่นตา และรองเท้าบูททุกครั้ง เพื่อป้องกันการหายใจเอาสปอร์เข้าไปและการสัมผัสกับผิวหนัง ขณะทำความสะอาดควรเปิดประตูและหน้าต่างให้อากาศถ่ายเท ทั้งนี้กรมอนามัยแนะนำว่าไม่ควรเปิดพัดลมหรือเครื่องปรับอากาศ เนื่องจากจะทำให้เชื้อราฟุ้งกระจายมากขึ้น
พื้นผิวแข็งที่ไม่ดูดซับน้ำ เช่น กระเบื้อง โลหะ และพลาสติก สามารถทำความสะอาดด้วยน้ำผสมผงซักฟอก แล้วตามด้วยน้ำยาฟอกขาวเจือจาง จากนั้นเช็ดให้แห้งสนิท ห้ามผสมน้ำยาฟอกขาวกับแอมโมเนียหรือน้ำยาทำความสะอาดชนิดอื่น เพราะอาจเกิดก๊าซพิษ
ในขณะที่วัสดุที่มีรูพรุนและอุ้มน้ำ เช่น ที่นอน โซฟา พรม ฝ้า และแผ่นยิปซัม หากเปียกน้ำนานเกิน 48 ชั่วโมงหรือมีเชื้อราขึ้นจำนวนมาก มักไม่สามารถทำความสะอาดให้หมดได้ เนื่องจากเส้นใยของเชื้อราแทรกลึกเข้าไปในเนื้อวัสดุแล้ว การทิ้งจึงเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุด และการทาสีทับหรือเช็ดเพียงผิวหน้าก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ เพราะเชื้อราจะกลับมาเติบโตใหม่อีกครั้ง

หากพบเชื้อราในพื้นที่กว้างมาก หรือเชื้อราขึ้นภายในระบบปรับอากาศและท่อลม ควรให้ผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้จัดการ และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ ผู้ป่วยโรคหอบหืด เด็กเล็ก และผู้สูงอายุ ควรหลีกเลี่ยงการเข้าไปทำความสะอาดด้วยตนเอง
การป้องกันราดำที่ดีที่สุดจึงเป็นการทำให้บ้านแห้งให้เร็วที่สุดหลังน้ำลด ขนย้ายสิ่งของที่เปียกน้ำออก เปิดบ้านให้อากาศถ่ายเท และจัดการกับวัสดุที่มีเชื้อราอย่างถูกวิธี หากมีอาการไอ หายใจลำบาก หรืออาการภูมิแพ้ที่ไม่ดีขึ้นหลังจากกลับเข้าบ้าน ควรรีบพบแพทย์ เพราะน้ำท่วมอาจจบลงภายในไม่กี่วัน แต่เชื้อราที่หลงเหลืออยู่ในบ้านอาจส่งผลต่อสุขภาพไปอีกนาน
เรียบเรียงโดย
Chottiwatt Jittprasong
Graduate Researcher in Biological Sciences
Purdue University, United States.
อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS
“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech












