15 เม.ย. 69 – พบศพอดีตนักธุรกิจ เสียชีวิตในบ้านพักพร้อมภรรยา คาดเครียดเรื่องหนี้สิน
6 เม.ย. 69 – ฆ่ายกครัว 3 ศพ ต้นเหตุโศกนาฏกรรม โดนหลอกกู้เงินล้าน
12 พ.ย. 68 – ฆ่ายกครัว 5 ศพ เหตุเครียดเรื่องหนี้สิน จ.ชลบุรี
21 ต.ค. 68 – ยิงยกครัว 3 ศพ พ่อแม่ลูกดับสลด คาดป่วยจิตเวช
2 เม.ย. 68 – ฆ่ายกครัว 3 ศพ จ.นครศรีธรรมราช คาดป่วยจิตเวช
ตามหน้าสื่อ “ข่าวการฆ่ายกครัว” มีให้เห็นอยู่ตลอด ซึ่งสร้างความสะเทือนใจให้กับคนที่ติดตามข่าว หรืออาจบ่อยจนเกิดความชินชา มองว่าเรื่องแบบนี้ “ปกติ” ไปแล้วในสังคมไทย
จากสถิติของมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล จำนวนข่าวความรุนแรงในครอบครัว ปี 67 จำนวน 1,529 ข่าว พบว่ามีข่าวการทำร้ายกันสูงถึง 41.7% รองลงมาเป็นข่าวฆ่ากัน 36.8% และข่าวการฆ่าตัวตาย 15.4%
หากมองข่าวการฆ่ากันให้ลึกลงไปอีก จะพบว่า เป็นความสัมพันธ์แบบสามี-ภรรยา 42.5% คู่รักแบบแฟน 19.4% และที่น่าสนใจคือ ความสัมพันธ์แบบพ่อ-แม่-ลูก และการฆ่ายกครัว รวมกันสูงถึง 20.1%
สถิติเหล่านี้กำลังสะท้อนให้เห็นว่าผู้ลงมือกระทำเหตุส่วนใหญ่เป็น “ผู้ชาย” ทั้งความสัมพันธ์แบบสามีภรรยา แฟน หรือแม้แต่ครอบครัว ที่สามีเป็นคนก่อเหตุถึง 72.7% ด้วยเหตุผลว่าเผชิญวิกฤตทางการเงิน วิกฤตทางเศรษฐกิจ ปัญหาสุขภาพจิตที่ถูกมองข้าม เช่น มีปัญหาการตกงานมากขึ้น ไม่มีงานทำ คนมีภาวะความเครียดสูง
ทำให้สังคมต้องกลับมาตั้งคำถามว่า ทำไม “ผู้ชาย” จึงเผชิญปัญหาเหล่านี้ แล้วเหตุใดพวกเขาจึงเลือกตัดสินใจที่จะพา “ครอบครัว” ของตัวเองไปพร้อมกัน คุยกับ ดร.ชเนตตี ทินนาม นักวิชาการด้านสตรีนิยม และอาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อค้นหาสาเหตุของปัญหา และแนวทางแก้ไข
เมื่อวันที่ “ศักดิ์ศรีลูกผู้ชาย” หนักเกินจะแบกไว้บนบ่า
ในสังคมผู้ชายถูกวางกรอบ ถูกกำหนดบทบาทตามเพศ ให้เป็นผู้นำครอบครัว ดังนั้น ความสำเร็จในหน้าที่การงานของผู้ชาย จะนำมาซึ่งความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และการเงินให้กับครอบครัว ทำให้พวกเขาต้องแบกรับความคาดหวังเหล่านี้มากกว่าผู้หญิง
ผู้ชายจะถูกมองว่าเป็นผู้นำครอบครัว ต้องหาเลี้ยงครอบครัว ต้องนำความมั่งคั่ง ความสำเร็จ ความมั่นคงทางการเงินเข้ามา มันคือการที่เรานำบทบาททางสังคมไปยึดโยงกับบทบาททางเพศ ซึ่งบทบาททางเพศ (Gender Role) ก็ถูกกำหนดขึ้นโดยแนวคิดแบบปิตาธิปไตย
“การที่ผู้ชายต้องกลายเป็นผู้นำทางครอบครัว คือวิธีคิดแบบปิตาธิปไตยอย่างหนึ่ง ไม่ต่างจากการกำหนดให้ผู้หญิงต้องเป็นช้างเท้าหลัง ความรุนแรงมันเท่ากัน”
พอมาถึงจุดหนึ่ง เมื่อผู้ชายแบกรับความคาดหวังตรงนี้ไม่ไหวแล้ว จึงระเบิดออกมาจากคำว่า “ศักดิ์ศรีของลูกผู้ชาย” ซึ่งเป็นคำที่ผู้ชายบางคนแบกเอาไว้ตลอดชีวิต พอวันหนึ่งที่ผู้ชายทำไม่ได้ เขาอาจจะตกงาน ถูกศาลฟ้องล้มละลาย มีหนี้สินจากการไปลงทุน หรือทำงาน แล้วทำไม่สำเร็จ เราเลยจะเห็นการ “ฆ่ายกครัว” ที่ส่วนใหญ่กระทำโดยผู้ชาย
ซึ่งการฆ่ายกครัว ในความหมายของผู้ชาย เป็นการแสดงความรับผิดชอบ ที่เขาไม่สามารถดูแลครอบครัวได้ ถ้าสมมติว่าเขาตายไปคนเดียว เขาก็จะมีความรู้สึกว่า แล้วครอบครัวที่เหลือจะอยู่อย่างไรต่อถ้าไม่มีเขา เพราะเขารู้สึกว่าสมาชิกในครอบครัวทั้งหมด ทั้งเมียและลูกต้องพึ่งพิงเขาตลอดไป มีเขาคนเดียวเท่านั้น ที่เป็นความหวังของครอบครัว นำพาครอบครัวให้ผ่านพ้นวิกฤตอะไรต่าง ๆ ได้ ถ้าสมมติเขาไม่สามารถอยู่ได้ ถ้าเขาไม่สามารถแบกรับความกดดันอะไรทั้งหมด ถ้าเขาตายไปคนเดียว เขาก็จะคิดว่าลูกเมียก็จะพึ่งพิงตัวเองไม่ได้ หรืออยู่ไม่ได้โดยปราศจากเขา ก็เลยทำให้เกิดโศกนาฏกรรมที่เราจะเห็นอยู่บ่อย ๆ ในหลาย ๆ ครอบครัว
ส่วนมากคนที่วางแผน “ฆ่ายกครัว” แล้วทำสำเร็จ ก็จะเกิดจากครอบครัวที่มีผู้ชายเป็นผู้นำ เพราะฉะนั้น สังคมต้องถอนความรู้สึกที่จะต้องผลักภาระให้ผู้ชายต้องแบกรับความเป็นผู้นำ หรือคำว่า “ศักดิ์ศรีลูกผู้ชาย” ออก ถอนมันออกไป อย่าทำให้ผู้ชายรู้สึกว่าเขาจะไม่ประสบความสำเร็จไม่ได้ หรือจะไม่สำเร็จไม่ได้ เพราะจริง ๆ แล้ว ถ้ามันไม่ต้องสำเร็จไปเสียทุกเรื่อง ก็ไม่มีใครตาย
อย่างผู้หญิง คำว่าศักด์ศรี คำว่าผู้นำ มันไม่ต้องอะไรขนาดนั้นก็ได้ เพราะร้องไห้ได้ ผู้หญิงสามารถบ่นได้ ระบายได้ ไม่ต้องเก็บงำความล้มเหลวไว้ทั้งหมด เพราะผู้หญิงมีที่ระบายโดยธรรมชาติอยู่แล้ว แต่กับผู้ชาย เวลาโดนแรงกดดันตรงนี้นิดเดียว ก็คือห้ามร้อง อย่าเล่าให้ใครฟัง มันเสียเชิงชาย มีคำอะไรเยอะแยะไปหมด ที่ทำให้ผู้ชายรู้สึกหนักหนามาก แล้วก็จะตามมาด้วยความเชื่อที่ว่า ลูกเมียเป็นสมบัติของเขา เมียลูกคือสมบัติของผัว เป็นคำสั่งสอนตั้งแต่โบร่ำโบราณ และสื่อยุคโบราณ ก็จะมีการถ่ายทอดชุดความคิดแบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆ
พอมีความเชื่อว่า “ลูกและเมีย คือสมบัติของผัว” แปลว่าเขาก็มองคนเหล่านี้เป็นวัตถุ ถ้าเขาตาย ก็มีสิทธิ์ที่จะเป็นเจ้าของชีวิต คนที่อยู่ในครอบครัวก็จะต้องตายด้วย ไปพร้อม ๆ กัน เพราะเขามองเมียและลูกเป็นทรัพย์สินของตัวเอง
เจาะโครงสร้างความรุนแรง 3 ระดับ ด้วยแนวคิดสามเหลี่ยมความรุนแรง
“โยฮัน กัลตุง” (Johan Galtung) นักเคลื่อนไหวด้วยสันติภาพ อธิบายความรุนแรงเป็น 3 รูปแบบ โดยเขามองว่า ความรุนแรงไม่ใช่สิ่งที่อยู่ในธรรมชาติ ไม่ใช่พฤติกรรมตามธรรมชาติของมนุษย์ แต่ถูกสร้างมาจากสังคมและวัฒนธรรม ซึ่งมีบางอย่างเป็นตัวกระตุ้นและผลักดันให้คนแสดงพฤติกรรมรุนแรงออกมา

ที่มา: ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)
1. ความรุนแรงทางตรง (Direct Violence)
เป็นปรากฏการณ์ที่เห็นได้ชัดเจน มีร่องรอยปรากฏให้เห็นบนร่างกายของมนุษย์ ทั้งบาดแผล การเสียชีวิต ตลอดจนความเสียหายที่เกิดขึ้นกับวัตถุและทรัพย์สินของผู้ถูกกระทำ เช่น สามีทำร้ายภรรยาด้วยคำพูด หรือการกระทำ
2. ความรุนแรงเชิงโครงสร้าง (Structure Violence)
โครงสร้างทางสังคมที่ทำให้เกิดความไม่เท่าเทียม เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างคนที่มีตำแหน่งที่แตกต่างกันในโครงสร้างนั้น ผู้มีอำนาจสามารถเอารัดเอาเปรียบผู้ที่ไร้อำนาจ ตลอดจนโครงสร้างที่กีดกันกลุ่มคนออกจากการเข้าถึงปัจจัยขั้นพื้นฐานในมิติต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นทรัพยากรในการทำกิน การเข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจ การศึกษา คมนาคม และสาธารณสุข เป็นต้น
3. ความรุนแรงทางวัฒนธรรม (Culture Violence)
สภาวะทางวัฒนธรรมที่ทำให้ความรุนแรงทางตรงและทางโครงสร้างดำเนินไปด้วยความชอบธรรม ถูกมองว่าเป็นเรื่องปกติ โดยคนไม่ตั้งคำถามหรือสงสัยว่าวิธีคิด การกระทำ และผลที่เกิดขึ้นกับคนที่เป็นเหยื่อนั้นเป็นสิ่งไม่ชอบธรรม
ยกตัวอย่างเช่น คำว่า “ปิตาธิปไตย” คือ ความรุนแรงเชิงวัฒนธรรม คือความเชื่อ เป็นค่านิยมที่ฝังหัว หรือปลูกฝังมาลอย ๆ เป็นมายาคติ ซึ่งสิ่งนี้ฝังรากลึกอยู่ในระบบโครงสร้าง เช่น สื่อ ครูในโรงเรียน พ่อแม่ นักการเมือง หมอ พยาบาล พระสงฆ์ ฝังในระบบ ซึ่งเป็นตัวแทนสถาบันต่าง ๆ เพื่อเอาไปใช้ต่อ เช่น ออกกฎหมายที่ตีความ Consent อย่างแคบ ต้องให้ผู้เสียหายแสดงหลักฐาน ถ้าไม่มีหลักฐานก็อาจไม่มีน้ำหนักพอ เป็นต้น
รื้อระบบคิด “เมียไม่ใช่สมบัติของผัว” และ “ลูกไม่ใช่สมบัติของพ่อแม่”
ถ้าอยากจะแก้ปัญหานี้ สังคมต้องรื้อชุดความคิดแบบปิตาธิปไตยออกทั้งหมดเลย รื้อความคิดที่ว่า แต่งงานแล้ว มีลูกแล้ว ลูกไม่ใช่สมบัติของพ่อแม่ เมียไม่ใช่สมบัติของผัว ชีวิตของใครของมัน ชีวิตเป็นสิ่งที่เราต้องกำหนดเอง เราไม่มีสิทธิ์จะเอาปืนไปตัดสินหรือกำหนดชีวิตเขา เพราะเราเป็นผัวเขา เขาคือสมบัติของเรา
มันต้องไปรื้อถึงค่านิยมเรื่องสินสอดด้วย บางทีผู้ชายอาจจะรู้สึกว่า การที่เขาต้องจ่ายสินสอด ทำให้ผู้หญิงเป็นสมบัติของเขา เขาก็จะมองผู้หญิงคนนั้นเป็นทรัพย์สมบัติในรูปแบบหนึ่ง ซึ่งต้องไปแก้กันที่รากเหง้าของแนวคิดแบบปิตาธิปไตย คือ อย่าไปคิดว่าครอบครัวคือคนคนเดียวกัน ทุกคนในครอบครัวก็มีชีวิตจิตใจ เราจะกำหนดชะตาชีวิตของเขา ตั้งแต่เกิดจนตายไม่ได้
“ผู้ชายบางคนคิดว่า ก็ฉันทำให้เขาเกิดมา ฉันก็มีสิทธิ์ที่จะทำให้เขาตายได้สิ ไม่ใช่ เราไม่ได้เป็นเจ้าชีวิตใครนะ เราจะกำหนดการเกิดและการตายของคนอื่นได้ยังไง ดังนั้น ถ้าอยากจะแก้ปัญหาเรื่องนี้ ต้องไปรื้อชุดความคิดพวกนี้ออก ความคิดว่า “ลูกเมียเป็นสมบัติของผัว” ออกด้วย” ดร.ชเนตตี กล่าว
การเปลี่ยนแปลงในด้านกฎหมาย
นอกจากจะแก้ปัญหาความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมอย่าง “ปิตาธิปไตย” แล้ว ก็ควรแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างไปควบคู่กัน คุยกับ จะเด็จ เชาวน์วิไล ที่ปรึกษามูลนิธิหญิงชายก้าวไกล เสนอให้แก้กฎหมาย มีกลไกในการเฝ้าระวัง กลไกในการปรับวิธีคิด จนถึงการบังคับใช้กฎหมายที่จริงจัง โดยทั้งหมดนี้ต้องดำเนินการไปพร้อมกัน
โดยเริ่มแรกคือการยื่นร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว (ฉบับภาคประชาชน) เพื่ออุดช่องว่างสำคัญของกฎหมายเดิม คือ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทําด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550 โดยร่างฉบับภาคประชาชน จะเน้นบูรณาการหน่วยงานต่าง ๆ ให้ทำงานร่วมกัน ทั้งกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงสาธารณสุข รวมไปถึงกระทรวงศึกษาธิการ นอกจากนี้จะครอบคลุมไปถึงความรุนแรงในคู่รักด้วย
แต่กฎหมายเป็นแค่เครื่องมือหนึ่งเท่านั้น เวลาจะแก้ปัญหาเรื่องความรุนแรง วิธีการที่จะเข้าไปถึงต้นเหตุได้ ต้องมีอาสาสมัครในพื้นที่ ซึ่งตอนนี้คนที่รู้เรื่องปัญหาความรุนแรงที่ดีที่สุด คือ อสม. เพราะเขาจะรู้อยู่แล้ว เวลาเข้าไปลงเยี่ยมทุกวัน เหมือนตาสับปะรด เช่น ลงพื้นที่ดูเรื่องความดัน ก็สามารถสังเกตว่าครอบครัวนี้แปลก ๆ หรือไม่ กระทรวงสาธารณสุข ก็ต้องติดความคิดความเข้าใจในเรื่องความรุนแรงไปด้วย
ในขณะเดียวกัน กระทรวงศึกษา ถึงเวลาแล้วที่จะต้องมีหลักสูตรในการที่จะปรับวิธีคิดคน ในเรื่องความเท่าเทียมกัน การเคารพสิทธิในเนื้อตัวร่างกาย ที่ต้องฝึกตั้งแต่ระดับ ประถม มัธยม จนถึงมหาวิทยาลัย ใช่ไหม รวมถึงการควบคุมดูแลสื่อ ให้ไม่นำเสนอภาพความรุนแรงต่อผู้หญิง
นอกจากนี้ ปัญหาในการบังคับใช้กฎหมายแย่ เพราะว่าตำรวจบางทีปล่อยปละละเลย สมมติไปแจ้งความ ตำรวจก็บอกเป็นเรื่องผัวเมีย หรือไม่อยากยุ่ง เพราะฉะนั้นตำรวจต้องปรับวิธีคิด ทัศนคติว่า ความรุนแรงในครอบครัวเป็นอาชญากรรม ไม่ใช่เป็นเรื่องปัจเจก เรื่องส่วนตัว เดี๋ยวก็ดีกันแล้ว ไม่ใช่ ต้องเลิกความคิดนี้
การ “ฆ่ายกครัว” จึงไม่ใช่เพียงเรื่องปัญหาส่วนบุคคล แต่เป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งของปัญหาเชิงโครงสร้าง เรื่องนี้จึงควรเป็นวาระสำคัญ ที่สังคมต้องร่วมกันรื้อถอนโครงสร้างความรุนแรง เพื่อคืนความเป็นมนุษย์ สิทธิ และความปลอดภัยให้กับทุกคน ทุกเพศอย่างแท้จริง
อ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
Content Creator
Pitchaya Jaisuya

