ดูดาวให้เห็นวิทย์ ดูดวงให้เห็นหวัง จะเป็นอย่างไร เมื่อ "สายมู" กับ "สายวิทย์" เดินไปพร้อมกัน ?

ดูดาวให้เห็นวิทย์ ดูดวงให้เห็นหวัง จะเป็นอย่างไร เมื่อ “สายมู” กับ “สายวิทย์” เดินไปพร้อมกัน ?

เจาะ Insight งาน “Hora • Star • Paradox ส่องดาว เล่าดวง รหัสฟ้า…ชะตาคน” การเชื่อมโยง “ดาราศาสตร์” และ “โหราศาสตร์” ผ่านการวิเคราะห์ ข้อมูลสถิติ และปรากฏการณ์บนท้องฟ้า

เน้นสร้างความเข้าใจเรื่องความเชื่อและวิทยาศาสตร์ เพื่อให้ผู้คนใช้ชีวิตอย่างมีสติและเท่าทันโลกในยุคที่การดูดวงเป็นที่นิยมสูงมาก

โดยงานนี้มี Special Talk: ล้อมวงคุย “อ่านดาว – อ่านดวง คู่ขนานและความย้อนแย้ง” ได้แก่

ดร.ศรัณย์ โปษยะจินดา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ

ดร.พิเศษ จียาศักดิ์ รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท. (Thai PBS)

อ.วรพล ไม้สน กรรมการมูลนิธิสมาคมโหรแห่งประเทศไทยฯ และอดีตเลขาธิการสมาคมดาราศาสตร์ไทย

กรทอง วิริยะเศวตกุล นักสื่อสารดาราศาสตร์ เจ้าของเพจ KornKT

ดร.แทนไท ประเสริฐกุล นักสื่อสารวิทยาศาสตร์ เจ้าของรายการ Witcast

ภายในงาน จะมี Insight อะไรที่น่าสนใจบ้าง ทั้ง “อ่านดาว” กับ “อ่านดวง” เราเก็บมาฝากกัน

Special Talk ล้อมวงคุย “อ่านดาว - อ่านดวง คู่ขนานและความย้อนแย้ง”
Special Talk ล้อมวงคุย “อ่านดาว – อ่านดวง คู่ขนานและความย้อนแย้ง”
บรรยากาศงาน “Hora • Star • Paradox ส่องดาว เล่าดวง รหัสฟ้า...ชะตาคน” ที่ไทยพีบีเอส
บรรยากาศการจัดเตรียมงาน “Hora • Star • Paradox ส่องดาว เล่าดวง รหัสฟ้า…ชะตาคน” ที่ไทยพีบีเอส

“ดวงดาว” มีผลต่อชะตาชีวิตคนจริงไหม ?

คำถามเปิดเรื่องที่ดึงดูดใจผู้ชมภายในงานเป็นอย่างมาก โดย ดร.ศรัณย์ โปษยะจินดา ให้คำตอบในเรื่องนี้เป็นคนแรก

ดร.ศรัณย์ อธิบายว่า ตนเองเรียนดูดวงมาเยอะมาก เมื่อประมาณ 34-35 ปีที่แล้ว เพราะเคยสงสัยว่า ทำไมตำแหน่งดาวจึงอยู่ในโหราศาสตร์ไทย (โหราศาสตร์ไทยใช้ดวงดาว 12 ราศี ตำแหน่งดาวเคราะห์ ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และบางอย่างที่มองไม่เห็นอย่างเช่น ราหู) โดยศาสตร์นี้ มาจากต่างประเทศ ก่อนเข้ามาแพร่หลายในเมืองไทย

ต่อมา เกิดความสงสัยขึ้นในตัวเองว่า ดวงดาวจะมาเกี่ยวข้องกับชีวิตเราได้อย่างไร เพราะระยะห่างไกลหลายล้านกิโลเมตร บางคนอาจจะมองว่าเกี่ยว อย่างเช่น เรื่องแรงโน้มถ่วง แต่ตนมองว่ายากมาก ในการจะพิสูจน์ให้เห็นแบบวิทยาศาสตร์ ที่จะแสดงให้เห็นว่าจริงหรือไม่จริง (Falsify) แต่ในอนาคตอาจเกิดความรู้ใหม่ ๆ มาอธิบายสิ่งเหล่านี้ได้ก็เป็นได้

ณ ปัจจุบัน ดร.ศรัณย์ ยังมองว่า “โหราศาสตร์” เป็นเรื่องของ “ความเชื่อ” คนที่จะเป็นโหรได้ต้องมีความเชื่อก่อน แล้วจึงนำมาใช้ทำนาย ซึ่งส่วนตัวรู้สึกว่าเป็นเรื่องของศิลปะของคนพยากรณ์ ซึ่งการพยากรณ์เป็นความสามารถของแต่ละคนด้วย ในการโน้มน้าวจิตใจให้คนฟังเชื่อหรือไม่เชื่อ

ขณะเดียวกัน อ.วรพล ไม้สน ในฐานะที่เคยเรียนรู้ทั้งดาราศาสตร์และโหราศาสตร์ และปัจจุบันทำงานร่วมกันทั้ง 2 ศาสตร์ กล่าวว่า อยากให้ลองถอยกลับมามองสิ่งต่าง ๆ รอบตัวในฐานะที่เป็นธรรมชาติกันก่อน แล้วจะพอมองเห็น “เค้าลาง” หรือที่มาของมัน

สำหรับความเชื่อเรื่องดวงดาว หรือเรื่องธรรมชาติที่มีผลกับชีวิต การยกตัวอย่างเรื่องดวงอาทิตย์ทำให้เห็นภาพ อาทิตย์ขึ้น-ตก เพราะเราอาศัยธรรมชาติรอบตัวในการเลี้ยงชีวิตและเอาชีวิตรอดมาตั้งแต่ดึกดําบรรพ์ โดยสิ่งรอบตัวเหล่านี้ยังเป็นตัวชี้วัดสิ่งต่าง ๆ ที่เคยเกิดขึ้นอีกด้วย ปัจจุบันเราจะมีชีวิตรอดอย่างไร แล้วในอนาคตจะเป็นไปอย่างไร สามารถอธิบายได้

ซึ่งบังเอิญว่าตัวชี้วัดนี้ ก็คือ “ดาราศาสตร์” แต่ก่อนที่จะเข้าไปในหลักดาราศาสตร์ต้องมองย้อนกลับไปจะเห็นจุดร่วมอย่างหนึ่งของโหราศาสตร์เหมือนกันว่ามนุษย์ศึกษาความเป็นไปของดวงอาทิตย์ เพื่อใช้เป็นตัวชี้วัดในการอธิบายความเป็นไปของคนกลุ่มคน 12 กลุ่ม หรือ 12 ราศี

จนนำมาสู่คำถามที่ว่า “แล้วทำไมคน 12 กลุ่ม จึงแตกต่างกัน ?” ในเบื้องต้น พูดทางหลักวิทยาศาสตร์ก็คือ เป็นเรื่องของชีววิทยาที่ว่า การที่มนุษย์รับสารอาหารในแต่ละช่วงเวลาในระยะ 10 เดือน ทำให้สิ่ง ๆ หนึ่ง แตกต่างกันในแต่ละคน

แต่จัดเป็นกลุ่มได้ คือ เรื่องของฮอร์โมน อารมณ์ ของมารดา ที่มีความสุข มีความทุกข์ ในแต่ละฤดูก็ปรับปรุงฮอร์โมนของแม่ เกี่ยวข้องไปถึง Growth Hormone (ฮอร์โมนเจริญเติบโต) ที่จะปรับปรุงรูปร่างของบุคคลต่าง ๆ ที่เกิดในช่วงเวลาของแต่ละฤดู ซอยย่อยออกมาเป็นราศี ช่วงเวลา พีเรียดเป็นเดือนตามแต่ละภูมิภาค หรือวัฒนธรรมนั้นกำหนด

รวมไปถึงว่าสังเกตว่าคนเกิดราศีนี้รูปร่างแบบนี้ นิสัยควรจะเป็นแบบนี้ อันนี้ใช้คำว่า “ควร” เนื่องจากมีปัจจัยอื่นประกอบด้วย ซึ่งในทางโหราศาสตร์เรียกว่าปัจจัยแวดล้อมที่สำคัญ

“โหราศาสตร์” มีแนวโน้มเป็นความเชื่อ แต่เป็นความเชื่อที่เกิดจากหลักสถิติบางอย่างด้วย เช่น ดาวอังคารย้ายราศี สังเกตว่าจะเกิดปรากฏการณ์ใหญ่ ๆ ขึ้นในสังคมแทบทุกครั้ง

ถ้ามองอย่างนั้นก็จะเป็นสถิติ แต่เป็นสถิติเฉพาะกลุ่มคน ที่มีการศึกษากันมาแล้วส่งต่อเฉพาะส่งต่อกันเป็นรุ่น ๆ แล้วคนที่มาพยากรณ์ก็ใช้สถิติตัวนี้ในการออกคำพยากรณ์ เมื่อพยากรณ์รุ่นที่ 1 ได้ผล คนที่ศึกษาต่อคือรุ่นที่ 2 มารับคำพยากรณ์ชุดนี้เอาไปพยากรณ์ต่อก็ได้ผล

กลายเป็น “ศาสตร์” ขึ้นมา สู่ “โหราศาสตร์” ซึ่งส่งต่อกันได้ แล้วก็ศึกษาย้อนกลับได้หรือมีคำอธิบายเหตุผลบางอย่าง

การ “ดูดวง” ทำให้คนอ่านดวง มากกว่าอ่านดาวหรือเปล่า

กรทอง วิริยะเศวตกุล อธิบายให้เห็นภาพมากขึ้นว่า ศาสตร์ของ “ดาราศาสตร์” คือการมองจากบนโลก ออกไปดูความเปลี่ยนแปลง ความเคลื่อนไหวต่าง ๆ บนท้องฟ้า ดูสิ่งที่เกิดขึ้นข้างนอกโลก

ในขณะที่ฝั่ง “โหราศาสตร์” เป็นเรื่องของการดูดวง ซึ่งการดูความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ เพื่อดึงกลับมาเกี่ยวข้อง เช่น ดาวใกล้โลกเรา หรืออาจจะเกี่ยวกับตัวตนของเราเอง หรือเกี่ยวกับสิ่งที่อาจจะต้องการพยากรณ์

หากย้อนไปในคำถามที่ว่า เรื่องของดวงดาวมีผลต่อชีวิตประจำวันหรือไม่นั้น ยกตัวอย่าง ดวงอาทิตย์หรือดวงจันทร์ ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีผลโดยตรงต่อผู้คน แต่ละคนก็จะมีผลมากน้อยต่างกันไป ส่วนเรื่องตำแหน่งดวงดาวมีผลด้วยหรือไม่

ถ้าจะมองย้อนกลับไปตั้งแต่สมัย 66 ล้านปีที่แล้ว ตอนที่ดาวเคราะห์น้อยพุ่งชนโลก ทำให้ไดโนเสาร์สูญพันธุ์ หากการพุ่งชนเกิดก่อนหรือหลังสักครึ่งชั่วโมง ตำแหน่งการชนจะเปลี่ยนไปหรือไม่ และจะทำให้ชีวิตในปัจจุบันของพวกเราเปลี่ยนแปลงไปได้หรือเปล่า

หากถามว่าตำแหน่งดวงดาวมีผลไหม “ก็มีผล” แต่ถ้ามีข้อมูลที่มากพอมันอาจจะเป็น Confirmation Bias หรือ อคติเพื่อยืนยันความเชื่อของตัวเองก็ได้

เมื่อเรามีชุดข้อมูลที่มากพอในระดับหนึ่ง ก็สามารถนำมาเชื่อมโยงกันได้ทั้งหมด ถ้ามองในมุมของตนเองก็คือ ทั้งดาราศาสตร์และโหราศาสตร์ มีจุดเริ่มต้นคล้ายกันก็คืออาศัยการดูตำแหน่งของดาว การเคลื่อนที่บนท้องฟ้า แล้วสืบทอดกันมาตั้งแต่อดีตกาลจนถึงในปัจจุบัน

กรทอง วิริยะเศวตกุล กล่าว

กรทอง วิริยะเศวตกุล นักสื่อสารดาราศาสตร์ เจ้าของเพจ KornKT

“สิ่งสำคัญคือจะทำอย่างไรให้คนอินต่อ เช่น อินเรื่องการดูดวง แล้วอินเรื่องอวกาศ-ดูดาวต่อ สิ่งเหล่านี้ก็มีเรื่องน่าดูเหมือนกันนะ มีเรื่องว้าว เชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของเขาได้เหมือนกัน”

มองอย่างไร ? ในเรื่อง “ดูดวง”

“ตนเองก็เคยดูดวง” ดร.พิเศษ จียาศักดิ์ รองผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท. หรือ ไทยพีบีเอส กล่าวพร้อมสำทับว่า ในตะวันตกตั้งแต่เราเกิดมาก็จะมี Birth Chart (ดวงเกิด) พอมีดวงเกิดเสร็จ บางอย่างก็น่าเซอร์ไพรส์ตรงที่ว่า สามารถบอกว่าเราเป็นคนแบบนี้ โดยที่มีราศีเกิด (Sun Sign), Moon Sign หรือ ราศีจันทร์ (ดาวจันทร์) และ ลัคนา (Rising Sign/Ascendant ราศีที่ทำมุมกับขอบฟ้าทิศตะวันออกตอนเกิด)

ก่อนทำนายออกมาว่า Core Identity หรือเอกลักษณ์ของแต่ละคนเป็นแบบไหน เมื่อเราลองมาพินิจดู การทำนายส่วนใหญ่อาจจะตรง สิ่งเหล่านี้ทำให้เราได้รู้จักตัวเอง-ค้นพบตัวเอง ถ้าคำทำนายเป็นเรื่องดี เราก็ทำต่อไป ทำให้เราก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง ส่วนเรื่องที่ไม่ดี เราก็ตอบสนองโดยการปรับปรุง-แก้ไข

การ “ดูดวง” ในมิติของสังคมไทย

“การดูดวง อาจเพราะอยากพึ่งอะไรบางอย่างก็ได้ครับ” คุณกรทอง วิริยะเศวตกุล อธิบายพร้อมยกตัวอย่าง เช่น อาจจะขาดหรือต้องการอะไร อย่างข้อมูลก็จะเห็นว่ากราฟขึ้น โดยอาจจะลดต่ำลงบ้างหลังมีการเข้ามาใช้ Generative AI เป็นผู้ช่วยในการดูดวง

การดูดวงเป็นการยืนยันอย่างหนึ่งว่า สิ่งที่เราคิด สิ่งที่เราต้องการนี้มันถูกต้อง-โอเคแล้ว โดยเป็นเสียงจากภายนอก ที่มาช่วยยืนยันตรงนี้ครับว่าสามารถไปต่อได้เป็น “ไกด์ไลน์” อีกรูปแบบหนึ่งที่ผลักให้เราไปในทิศทางที่ถูกต้อง

ซึ่งมองไปถึงโครงสร้างของสังคมได้เหมือนกันว่า การที่เราต้องพึ่งพาการดูดวง เนื่องจากมีความไม่แน่นอน เช่น อาจจะมองในภาพเศรษฐกิจ เราจะมีเงินพอไหม งานในอนาคตจะเป็นอย่างไร จะถูกให้ออกจากงานหรือเปล่า

มองย้อนกลับไปถึงภาพกว้างได้ว่า แปลว่าเรามีดีมานด์ เรามีความต้องการมากกว่าซัพพลายที่มีให้ เราจึงพึ่งพาเรื่องนี้มาตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน เนื่องจากต้องการที่พึ่งทางใจ ให้สิ่งที่คาดหวังนั้นประสบความสำเร็จ งานที่เราทำมาตลอด จะไม่สูญเปล่า มีโอกาสประสบความสำเร็จหรือสำเร็จได้มากที่สุด

ขณะที่ อ.วรพล ไม้สน กล่าวเสริมในประเด็นนี้ว่า บางคนแม้ว่าจะตระเตรียมทุกอย่างไว้พร้อมหมดแล้ว แต่ยังขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่จะช่วยให้มั่นใจขึ้น ถึงแม้รู้อยู่แล้วว่าจะสำเร็จ ยังมีพอยต์บางอย่าง ซึ่งยังต้องการสิ่งยึดเหนี่ยว สิ่งที่สามารถช่วยยืนยันหรือสื่อสารได้ เพิ่มเติมเข้าไปเพื่อให้มีความมั่นใจมากขึ้นว่าจะประสบความสำเร็จ

เราต้องมีสมดุลระหว่าง “ความเชื่อ” กับ “ความรู้” ควบคู่กันไป

“การดูดวงเป็นเรื่องส่วนบุคคล เพราะไม่ใช่ทุกคนที่เชื่อในโหราศาสตร์” ดร.ศรัณย์ โปษยะจินดา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะกรรมการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ กล่าว

ดร.ศรัณย์ อธิบายว่า บางคนอาจจะเชื่อหรือไม่เชื่อ เพราะมีพื้นเพแบ็กกราวน์ทางด้านการเลี้ยงดูและวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน คำว่า “มู” ในปัจจุบันมีความน่าสนใจมาก สำหรับโหราศาสตร์ ไม่ถือว่าเป็นสายมู เรื่องเวทมนตร์คาถาเป็นเรื่องที่คนเราจะมีความเชื่อกันได้ เนื่องจากเป็นธรรมชาติของมนุษย์อยู่แล้ว ที่เกิดมาพร้อมกับความเชื่อ

แต่ในฐานะที่ตนเองเป็นนักวิทยาศาสตร์ ซึ่งวิทยาศาสตร์เป็นความรู้ และใช้หลักการพิสูจน์ด้วยเหตุผล อาจจะถูกหรืออาจจะผิด แต่สามารถอธิบายได้ การมีความเชื่อ เช่น ดูดวง สายมู ไม่ใช่เรื่องผิด แต่เรามีสมดุลระหว่างความเชื่อกับความรู้ควบคู่กันไป

“เราต้องมีสมดุลของทั้ง 2 อย่างนี้ให้ดี เพราะถ้าเราไม่มีความเชื่อเลย ก็จะไม่รู้จักคำว่าดีคำว่าชั่ว แต่ขณะเดียวกัน ถ้าเราใช้ความเชื่อทุกอย่างคงเป็นเรื่องลำบากในการดำเนินชีวิต”

ดร.ศรัณย์ โปษยะจินดา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ

ดร.ศรัณย์ โปษยะจินดา กล่าว

“โหราศาสตร์” เป็นหลักในการพยากรณ์ แล้วกลายเป็นการหลอมรวมวัฒนธรรม

อ.วรพล ไม้สน กล่าวว่า หากมองในแง่มุมว่าโหราศาสตร์เป็นการ “มูเตลู” ไหม ก็มีส่วนคล้าย โดยขอใช้คำว่า “คล้าย” ถ้าเอาเฉพาะวัฒนธรรมไทย การศึกษาโหราศาสตร์ จะจัดให้ “ตำราโหราศาสตร์” อยู่ในระดับเดียวกับตำราศาสนา ตำราแพทย์ คือจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไข มีแต่การอธิบายเพิ่ม

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมวัฒนธรรมได้ขึ้นทะเบียนคำว่า “โหราศาสตร์ไทย” เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ สาขาธรรมชาติและจักรวาล โดย “โหราศาสตร์” จัดเป็นกลุ่มได้ 5 อย่างคือ

1. โหราศาสตร์ภาคคำนวณ เป็นการคํานวณตำแหน่งดาวเคราะห์และดาวฤกษ์ ซึ่งปัจจุบันก็คือวิทยาศาสตร์ ที่เรียกว่า “ดาราศาสตร์”

2. ภาคพยากรณ์

3. ภาคพิธีกรรม ซึ่งจะไปพ่วงกับไสยศาสตร์เดิม ซึ่งคำว่า ไสยศาสตร์เดิม ก็คือศาสนาพราหมณ์ แล้วก็ “พุทธศาสตร์” ซึ่งก็คือ ศาสนาพุทธ เพื่อมาทําพิธีกรรมบางอย่าง ซึ่งจุดประสงค์ของการทําพิธีกรรมอยู่ 2 อย่างคือ ส่งเสริมด้านดีให้เกิดผลดีเกิดขึ้น และก็ป้องกันผลเสียที่จะเกิดขึ้น

4. ภาคที่ไม่สามารถคํานวณได้ แต่เห็นบนฟ้า เช่น ฝนดาวตก ดาวหาง

5. ภาคสุดท้าย คือ การหลอมรวมไปกับวัฒนธรรมคือภาคประเพณีและวิถีชีวิต ตนเองเชื่อว่า 99% ในที่นี้มีชื่อเป็นบาลี-สันสกฤต

“ชีวิตคนไทยพ่วงกับโหราศาสตร์ตั้งแต่เราเกิด หลอมรวมไปในวัฒนธรรมไปในความเชื่อของคนไทยด้วย”

มุมมอง “โหราศาสตร์” ในมิติความเชื่อของคนไทย

“สายมู สายความเชื่อต่าง ๆ เป็นความงดงามของวัฒนธรรม” ดร.แทนไท ประเสริฐกุล นักสื่อสารวิทยาศาสตร์ เจ้าของรายการ Witcast กล่าวก่อนอธิบายเพิ่มเติมว่า เป็นหมวดสีสันของความเป็นมนุษย์ โดยเราควรจะมีจุดศูนย์กลางที่กำลังดี เพราะว่าถ้าใครหลงงมงายมากเกินไป แล้วไปเจอทํานายทายทักในทางไม่ดี

เช่น เพื่อนของตนเองเคยโดนหมอดูทักว่าจะชะตาขาดประมาณนี้ ทำให้ตกอยู่ในห้วงความทุกข์ แบบว่า เราจะตายแล้วเราทําอะไรไม่ได้เลย ฟ้ากำหนดมาแล้ว

ดร.แทนไท ประเสริฐกุล กล่าว

“โหราศาสตร์” กับบทบาทสื่อสาธารณะ

ประเด็นส่งท้าย ดร.พิเศษ จียาศักดิ์ รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท. “ไทยพีบีเอส” ให้แนวคิดอย่างน่าสนใจว่า ในฐานะสื่อสาธารณะ เราต้องสะท้อนทั้งความคิดทั้งมุมมองที่หลากหลาย องค์ความรู้ที่เกิดขึ้น รวมถึงทัศนคติของความเชื่อ ซึ่งมีทั้งประโยชน์ต่อสังคมต่อตัวเรา

แต่หากเชื่อมากจนเกินไปก็อาจเกิดผลเสียกับตัวเราได้ นำไปสู่การคิดอย่างมีวิจารณญาณในการตัดสิน แล้วนำสิ่งนั้นมาใช้กับเราในทางที่เป็นประโยชน์

(ชมคลิป)

Special Talk: ล้อมวงคุย “อ่านดาว – อ่านดวง คู่ขนานและความย้อนแย้ง”

ร่วมหาคำตอบ

“ดาว” มีผลกับชะตาชีวิตมนุษย์หรือไม่ กับ

Hora • Star • Paradox:

ดู(ดวง)ดาว ความย้อนแย้งระหว่าง “อ่านดวง” กับ “อ่านดาว”

Created by

The Visual Collaboration with Thai PBS Sci & Tech

Content Creator
Jiraphob Thawisoongsong