ยามท้องฟ้ามืดมิด
แสงแห่ง “ดวงดารา” พลันปรากฏ
นับแต่อดีตกาล…
มนุษย์เฝ้าแหงนมองฟากฟ้า
มิใช่เพียงชื่นชมความงามแห่งราตรีกาล
หากแต่เพื่อค้นหา “ความหมาย”
ที่ซ่อนเร้นในวิถีโคจรของดวงดาว
ว่ากันว่า… หาก “ดวงดารา”
เคลื่อนย้ายแม้เพียงนิด
มิได้เปลี่ยนเพียงผืนฟ้า
แต่ยังหมายรวมถึงชะตามนุษย์

…เฉกเช่นดาวเคราะห์แต่ละดวง
ที่ต่างมีห้วงเวลาในการโคจรรอบดวงตะวันมิเท่ากัน
ด้วยระยะห่างไกลใกล้เป็นตัวกำหนด
จังหวะและวิถีแห่งการเดินทาง
มนุษย์กับดวงดาวผูกผันกันมาอย่างยาวนาน
การแหงนหน้ามองฟ้า คือจุดเริ่มต้นของการตั้งคำถาม
และการค้นหาคำตอบ
“ปัจจุบัน…ดาราศาสตร์ คือ วิทยาศาสตร์ที่ใช้
ฟิสิกส์ เคมี และชีววิทยา มาไขปริศนาจักรวาล ส่วนโหราศาสตร์ คือ ศาสตร์แห่งการทำนาย
ที่เชื่อว่าตำแหน่งการเคลื่อนที่ของดาวเคราะห์
มีความสัมพันธ์กับชีวิตของผู้คน”
ดร.ศรัณย์ โปษยจินดา
กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
ในคณะกรรมการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ
ล่วงผ่านกาลเวลา…จรดปัจจุบัน
สองศาสตร์แห่งฟากฟ้าอย่าง “โหราศาสตร์” และ “ดาราศาสตร์”
ยังคงถูกกล่าวขานและได้รับความนิยม
แล้วสำหรับคุณ “ดวงดาว”
บอกเล่าเรื่องราวอะไรบ้าง ?
นี่เป็นเพียงตัวแทนหนึ่งของหมู่ดาว…
เพราะในวงโคจรแห่ง 12 จักรราศี
ทั้งทางดาราศาสตร์และโหราศาสตร์
ต่างจารึกความหมายอันเป็นเอกลักษณ์
ไว้ในกลุ่มดาวแต่ละดวงอย่างชัดเจน

ปริศนาแห่งกาลเวลา…
เหตุใด “วันเกิด” ของคุณ
จึงจารึกอยู่คู่กับดวงดาวกลุ่มนี้ ?
การแบ่งราศีตามระบบ “นิรายนะ” (แบบไทย)
อ้างอิงตามคัมภีร์สุริยยาตร์
ยึดตามตำแหน่งดวงดาวบนท้องฟ้า
คำนวณการเคลื่อนที่ของดวงอาทิตย์เข้าสู่กลุ่มดาวจักรราศีต่าง ๆ
ดังนั้น โหราศาสตร์ไทยจะนับ “องศา” ของดวงอาทิตย์
โดย 1 ราศีมี 30 องศา
ดวงอาทิตย์จะเคลื่อนที่ประมาณวันละ 1 องศา
ดังนั้นการที่ราศีเมษเริ่มวันที่ 14 เมษายน
เพราะเป็นช่วงที่ดวงอาทิตย์เคลื่อนเข้าสู่ 0 องศาของกลุ่มดาวแกะพอดี
มิใช่เพียงเท่านี้…ท่ามกลางดวงดาวนับล้าน สิ่งที่มนุษย์คุ้นเคย คือ
“กลุ่มดาวเคราะห์ในระบบสุริยะ”
ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่มิอาจมองข้าม
ถูกนำมาอ้างอิงและตีความอย่างลึกซึ้ง
ทั้งในมิติของดาราศาสตร์และโหราศาสตร์
อันนำไปสู่ปรัชญา “หยินหยาง” สัญลักษณ์แห่งดุลยภาพอันสูงสุด
เฉกเช่น “ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์” ที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันทำหน้าที่
ก่อกำเนิดเป็นวัฏจักรแห่งทิวากาลและราตรีกาลอย่างมิรู้จบ
…แต่สงสัยหรือไม่ว่า
เหตุไฉน “โหราศาสตร์” จึงยึดโยงอิทธิพลของดวงดาราเหล่านี้
เข้ากับการทำนายภัยพิบัติและเหตุการณ์พลิกผันครั้งสำคัญของโลก ?
ย้อนรอย 100 เหตุการณ์
แกะรอย “ดาว” แต่ละดวง
สรุปดาวแต่ละดวง ความเชื่อมโยงต่างๆ
(คลิกเลือกเหตุการณ์เพื่อสำรวจตำแหน่งดวงดาวในช่วงเวลานั้น)
ย้อนรอย 100 เหตุการณ์
แกะรอย “ดาว” แต่ละดวง
(คลิกเลือกเหตุการณ์เพื่อสำรวจตำแหน่งดวงดาวในช่วงเวลานั้น)
รหัสลับแห่งดวงดาว…จุดร่วมที่ซ่อนเร้น
จากการเทียบเคียงในตารางข้างต้นระหว่าง
“เหตุการณ์สำคัญในไทย” และ “เหตุการณ์สำคัญในต่างประเทศ”
ได้นำไปสู่การค้นพบจุดร่วมทางสถิติ ดังนี้
ดาวยูเรนัส (มฤตยู) สถิต ณ กลุ่มดาวแกะ
เพลิงกาฬแห่งการเปลี่ยนแปลง
จุดร่วมที่เด่นชัดที่สุดในช่วงปี 2022-2023
เมื่อ “ดาวมฤตยู” เจ้าแห่งการเปลี่ยนแปลงฉับพลัน ภัยอาเพศ และการปฏิบัติ
ได้โคจรเข้าสู่เรือนธาตุไฟอันร้อนแรงแห่ง “กลุ่มดาวแกะ”
ส่งผลให้เชื้อไฟแห่งความรุนแรงปะทุขึ้นพร้อมกันทั่วโลก
ในหน้าประวัติศาสตร์ไทย: ก่อให้เกิดโศกนาฏกรรมกราดยิงหนองบัวลำภู (2565),
เหตุเพลิงไหม้ผับ Mountain B (2565) และเหตุกราดยิง ณ สยามพารากอน (2566)
ในหน้าประวัติศาสตร์โลก: ลุกลามเป็นไฟสงครามระหว่างรัสเซีย-ยูเครน (2565)
และการปะทะอันดุเดือดของฮามาส-อิสราเอล (2566)
ดาวพุธ (Mercury) เยือนถิ่น กลุ่มดาวคนคู่
ปฐมบทแห่งการผลัดแผ่นดิน
อีกหนึ่งร่องรอยสำคัญที่บ่งชี้ถึง “จุดกำเนิดการเปลี่ยนแปลงระบอบ”
ในหน้าประวัติศาสตร์ไทย: ตรงกับรุ่งอรุณแห่งประชาธิปไตยในวันเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน 1932
ในหน้าประวัติศาสตร์โลก: ย้อนกลับไปสู่การปฏิวัติฝรั่งเศส (1789) รวมถึงการประกาศอิสรภาพของสหรัฐอเมริกา ที่ซึ่งเหล่าดวงดาวมงคลอย่างดาวพฤหัสบดีและดาวศุกร์
ต่างก็มารวมตัวกันส่องแสงอยู่ในกลุ่มดาวคนคู่เช่นเดียวกัน
หากพิจารณาตามหลักสถิติ
จะพบว่ามีช่วงเวลามากมายที่ดวงดาวโคจรอยู่ในตำแหน่งดังกล่าว
แต่ “ไม่มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น”
อาทิ กรณีดาวพุธในกลุ่มดาวคนคู่ตามหลักดาราศาสตร์
ดาวพุธโคจรรอบดวงอาทิตย์ใช้เวลา 88 วัน
นั่นหมายความว่า “ดาวพุธจะโคจรเข้าสู่กลุ่มดาวคนคู่ในทุก ๆ ปี”
(ปีละประมาณ 2-3 สัปดาห์)
หากดาวพุธมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงระบบจริง
โลกคงเกิดการปฏิวัติใหญ่ในทุกๆปี
แต่ในความเป็นจริง การปฏิวัติ 2475
เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในรอบ 100 ปี
รหัสลับแห่งดวงดาว
อาจช่วยให้เราเห็น “จังหวะเวลา” ในการระมัดระวังตัว
แต่สิ่งที่จะกำหนดอนาคตของชาติและโลกได้อย่างแท้จริง
ไม่ใช่แสงจากดาวที่ห่างไกล แต่คือ สติ ปัญญา และการกระทำมนุษย์
เมื่อร้อยเรียงเรื่องราวจาก 100 เหตุการณ์สำคัญ
ผสานเข้ากับนัยที่ซ่อนอยู่ในสำนวนเปรียบเปรย 9 วลี
สิ่งที่ปรากฏชัดคือ “จุดบรรจบ” ที่ยึดโยงสองศาสตร์ไว้ด้วยกัน
ล้วนเริ่มจากการสังเกตตำแหน่งดวงดาว
เพื่อทำนายทายทักลมฟ้าอากาศ กำหนดวาระแห่งฤดูกาล
และคาดการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้น
ทว่าในห้วงเวลาปัจจุบัน…
ศาสตร์แห่งการพยากรณ์ได้หยั่งลึกลงสู่มิติ “ปัจเจกบุคคล” มากยิ่งขึ้น
โดยทุกการเคลื่อนย้ายของดวงดาวยังคงทำหน้าที่เป็นเข็มทิศชี้นำ
และพยากรณ์ชะตาชีวิตผ่านถ้อยคำที่จารึกไว้ในตำราโหราศาสตร์

สถิติการค้นหาบน Google Trends
ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา
(26 ธ.ค. 64 – 12 ต.ค. 68)
สะท้อนให้เห็นว่า ในห้วงรอยต่อช่วงปลายธันวาคม – ต้นมกราคม
คือนาทีที่มนุษย์ถวิลหา “คำทำนาย” สูงที่สุด
เพื่อจุดประกายความหวังและกำลังใจ
ในการก้าวสู่ศักราชใหม่…
และหากมองลึกลงไปในรายละเอียด ปี 2022 นับเป็นปีแห่งปรากฏการณ์
ที่กระแสความสนใจในศาสตร์พยากรณ์พุ่งทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุด
สอดประสานไปกับคำค้นหาที่เจาะจงยิ่งขึ้น
อย่าง “ดวงราศี” …
เมื่อลองถอดรหัสผ่าน Google Trends
ได้ค้นพบพฤติกรรมและจุดสังเกตสำคัญ
ที่สะท้อน “ความกังวลและความหวัง” ของสังคมไทยไว้อย่างชัดเจน
กราฟความสนใจคำว่า “ดวงราศี” ที่พุ่งทะยานแตะระดับสูงสุด
ในวันที่ 1 มกราคม 2023 คือเครื่องยืนยันถึง “ธรรมเนียมปฏิบัติ”
ที่คนไทยใช้วันขึ้นปีใหม่เป็นหมุดหมาย ในการตรวจเช็กเส้นทางชีวิต
ยิ่งไปกว่านั้น… กลุ่มดาวที่ถูกค้นหามากที่สุด
มักเป็นราศีที่กำลังเผชิญกับแรงสั่นสะเทือนหรือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
อาทิ ราศีเมษ, ราศีมีน และราศีพิจิก

ซึ่งสถิตินี้มิได้ทำหน้าที่เพียงบอกว่า “คนดูดวงวันไหน”
หากแต่กำลังส่งเสียงสะท้อนว่า “คนไทยรู้สึกไม่มั่นคงเมื่อไหร่”
สอดรับกับผลลัพธ์จาก 3 งานวิจัยเชิงลึก…
ที่ได้สำรวจเสียงสะท้อนของผู้คนทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด
พบคำตอบว่า
แรงขับเคลื่อนของการพึ่งพาโหราศาสตร์ คือการโหยหา “ความสบายใจ”
เพื่อปลดเปลื้องความเครียดและตะกอนแห่งความวิตกกังวล
อีกทั้งยังทำหน้าที่เป็นเสมือนเข็มทิศ ช่วยสร้าง “ความมั่นใจ”
ให้มนุษย์กล้าตัดสินใจเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่ยากลำบากได้อย่างมั่นคง
• ทัศนคติและพฤติกรรมต่อความเชื่อด้านโหราศาสตร์ของผู้บริโภคในกรุงเทพมหานคร
โดย สุวภรณ์ เพียรสุภาพ มหาวิทยาลัยมหิดล (พ.ศ. 2556)
• พฤติกรรมการดูดวงของคนเมืองในเขตกรุงเทพมหานคร
โดย อัครกิตติ์ สินธุวงศ์ศรี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (พ.ศ. 2560)
• การใช้บริการการทำนายโชคชะตาของคนไทย
โดย อัจฉรา ภูวพิทยานนท์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (พ.ศ. 2563)

คนกลุ่มไหนชอบดูดวง ?

ลึกลงไปในมิติของจิตใจ…
ทางจิตวิทยาได้อธิบายความสัมพันธ์นี้
ผ่านทฤษฎีที่เรียกว่า
ซึ่งเป็นกลไกทางจิตใจที่ทำให้รู้สึกว่าถ้อยคำทำนาย
ของหมอดู โหร หรือนักอ่านใจ
สามารถ “เจาะลึกถึงตัวตน” และตรงกับความจริงในชีวิต
ทั้งที่ในความเป็นจริง…
คำทำนายเหล่านั้นอาจมีความหมายที่เป็นสากล
และตรงเพียงเสี้ยวหนึ่งเท่านั้น
ทว่าเมื่อถอดรหัสปรากฏการณ์นี้…
กลับฉายภาพสะท้อนที่เจ็บปวดของสังคม
เพราะความเครียด ความโดดเดี่ยว และความผิดหวัง
จากมรสุมทางเศรษฐกิจและการเมือง
ล้วนกัดเซาะให้จิตใจของผู้คนเปราะบางและขาดที่พึ่ง
จนเกิดความหวาดกลัวที่จะก้าวเดินต่อ…
“การดูดวง” จึงกลายเป็นทางออก
เพื่อไขว่คว้าหาคำแนะนำและกู้คืนความกล้าในการตัดสินใจกลับคืนมา




แล้ว “ดวงดาว”
ลิขิตชะตามนุษย์ได้จริงหรือ ?

ดร. ศรัณย์ โปษยะจินดา
อดีต ผอ.สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ
“ หากดวงดาวเหล่านี้มีความสำคัญและส่งผลต่อสมดุลในระบบสุริยะ ย่อมส่งผลกระทบต่อเนื่อง มาถึงดวงชะตาทั้งในแง่ของ “ชะตากำเนิด” และ “เหตุการณ์จร” ที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วงเวลาด้วย “

ดร. ศรัณย์ โปษยะจินดา
อดีต ผอ.สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ
“ หากดวงดาวเหล่านี้มีความสำคัญและส่งผลต่อสมดุลในระบบสุริยะ ย่อมส่งผลกระทบต่อเนื่อง มาถึงดวงชะตาทั้งในแง่ของ “ชะตากำเนิด” และ “เหตุการณ์จร” ที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วงเวลาด้วย “

ดร. ศรัณย์ โปษยะจินดา
อดีต ผอ.สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ
“ หากดวงดาวเหล่านี้มีความสำคัญและส่งผลต่อสมดุลในระบบสุริยะ ย่อมส่งผลกระทบต่อเนื่อง มาถึงดวงชะตาทั้งในแง่ของ “ชะตากำเนิด” และ “เหตุการณ์จร” ที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วงเวลาด้วย “

แม้เจตจำนงในการตีความ
จะแยกออกเป็น 2 ฝั่ง
แต่ปฏิเสธมิได้ว่า…
ทั้ง 2 ศาสตร์ ต่างยึดโยงอยู่กับ
“ข้อเท็จจริงจากวิถีของดวงดาว”
เป็นรากฐานเดียวกัน

ดังนั้น ภายใต้แสงดาวนับล้านดวง…
คำตอบที่แท้จริงอาจมิได้มีเพียงหนึ่ง
หากแต่อยู่ที่ว่าท่านจะเลือกมองผ่านแง่มุมใด
ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว… ขอจงใช้
“วิจารณญาณ”
ค้นหาคำตอบแห่งโชคชะตานั้นด้วยตัวของท่านเอง











