☟ สามารถเลือกคลิกหัวข้อที่สนใจเพื่อเข้าชมได้ทันที หรือเลือกอ่านเนื้อหาทั้งหมดไปพร้อมกันทีละส่วนได้เลย
เลือกเนื้อหาที่สนใจ
“การเมืองเป็นเรื่องของทุกคน”
แต่ “การเมือง” อาจไม่ใช่ “ที่” ของทุกคน
และ “เสียง” ของแต่ละคน อาจมี “พลัง” ไม่เท่ากัน
นับแต่ปี 2562 เป็นต้นมา
เราเริ่มเห็นปรากฏการณ์ผู้หญิงตบเท้า
เข้าสู่สนามการเมืองเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
โดยเฉพาะในปี 2566
ที่ภาพลักษณ์ของ “นักการเมืองหญิง”
ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่นิยามไม้ประดับ
แต่พวกเธอได้ก้าวขึ้นมาเป็น สส. แถวหน้า
ที่มีบทบาทโดดเด่น



เมื่อพิจารณาในทางสถิติ
แม้ความสนใจเข้าสู่สนามการเมืองจะพุ่งสูงขึ้น
แต่สัดส่วนผู้หญิงในสนามเลือกตั้ง
กลับมีเพียง 1 ใน 4 เท่านั้น
*ไม่นับรวมผู้ขาดคุณสมบัติ, ถูกตัดสิทธิ์, เขตเลือกตั้งไม่ประกาศรายชื่อผู้สมัคร, ถอนการสมัคร, เสียชีวิต, ถูกประกาศไม่รับสมัคร, ไม่พบชื่อใน Smart Vote, ถูกถอนชื่อตาม รธน. 2560
*ไม่นับรวมผู้ขาดคุณสมบัติ, ถูกตัดสิทธิ์, เขตเลือกตั้งไม่ประกาศรายชื่อผู้สมัคร, ถอนการสมัคร, เสียชีวิต, ถูกประกาศไม่รับสมัคร, ไม่พบชื่อใน Smart Vote, ถูกถอนชื่อตาม รธน. 2560
และที่น่าจับตามอง คือ ในปี 2569
แม้สัดส่วนผู้หญิงในจำนวนผู้สมัคร สส.แบ่งเขต
จะขยับตัวเพิ่มขึ้น
แต่สัดส่วน “ผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อ”
กลับมีแนวโน้มลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
*ไม่นับรวมผู้ขาดคุณสมบัติ, ถูกตัดสิทธิ์, เขตเลือกตั้งไม่ประกาศรายชื่อผู้สมัคร, ถอนการสมัคร, เสียชีวิต, ถูกประกาศไม่รับสมัคร, ไม่พบชื่อใน Smart Vote, ถูกถอนชื่อตาม รธน. 2560
*ไม่นับรวมผู้ขาดคุณสมบัติ, ถูกตัดสิทธิ์, เขตเลือกตั้งไม่ประกาศรายชื่อผู้สมัคร, ถอนการสมัคร, เสียชีวิต, ถูกประกาศไม่รับสมัคร, ไม่พบชื่อใน Smart Vote, ถูกถอนชื่อตาม รธน. 2560
ภายใต้การเติบโตที่ดูเหมือนจะก้าวหน้า
การขยับตัวเพียง 0.16%
กลับสะท้อนให้เห็นว่า สัดส่วนของผู้หญิงในการเมืองไทย
กำลังเผชิญกับ “ทางตัน”
และยังคงวนเวียนอยู่ภายใต้เพดานเดิม
นั่นหมายความว่า…
ในบรรดาผู้สมัคร 5 คน
ที่อาสาเข้ามาทำงานรับใช้ประชาชน
เราจะพบเสียงของผู้หญิงแทรกตัว
อยู่เพียง 1 เสียงเท่านั้น
เบื้องหลังสถิติเหล่านี้ คือ
อุปสรรคเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อน
ตั้งแต่ข้อจำกัดด้านเศรษฐกิจ ภาระทางครอบครัว
ไปจนถึงค่านิยมทางสังคม
ที่ยังคงฉายภาพลักษณ์ให้การเมืองเป็น
“พื้นที่ของผู้ชาย”
ซึ่งหากพินิจให้ลึกลงไปในกลุ่มผู้หญิงที่ก้าวเข้าสู่สนามนี้
จะพบว่าการก้าวข้ามธรณีประตู
ไปสู่นั่งในห้องประชุม “สุริยัน” นั้น
ไม่มี “บัตรผ่าน” ที่ได้มาโดยง่าย

🟩 หรือคิดเป็น
1.44%
ของผู้สมัครทั้งหมด

🟪 หรือคิดเป็น
1.95%
ของผู้สมัครทั้งหมด

ใครคือ “กลุ่มผู้หญิง“
ที่ช่วงชิงพื้นที่ 1% นั้นมาได้?
เมื่อดูความเคลื่อนไหวรายพื้นที่
“กรุงเทพมหานคร” ยังคงครองตำแหน่งสมรภูมิหลัก
ที่มีสัดส่วนผู้สมัครหญิงหนาแน่นที่สุด
แต่ภาพรวมกลับส่งสัญญาณชะลอตัวอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อเปรียบเทียบระหว่างปี 2566 และ 2569
ที่น่าสนใจ คือ การเปลี่ยนแปลงใน “หัวเมืองใหญ่”
ไม่ว่าจะเป็นเชียงใหม่, ขอนแก่น, นครราชสีมา หรือสงขลา
ปี 2569 จำนวนผู้สมัครหญิง
ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
ในขณะที่ “สมุทรปราการ” และ “สุพรรณบุรี”
กลับเป็นที่น่าจับตา
ด้วยกระแสการตื่นตัวของผู้หญิง
ที่หลั่งไหลเข้าสู่สนามการเมืองเพิ่มขึ้น
ทว่าท่ามกลางการขับเคี่ยวอันดุเดือด
ท้ายที่สุดกลับมีผู้หญิง
เพียง 1% เท่านั้น
ที่สามารถคว้าชัยชนะมาได้
และหากจะหาพื้นที่ที่ผู้หญิงทรงพลังที่สุด
ในการเลือกตั้งปี 2566
คงต้องยกให้ จ.อุบลราชธานี
ซึ่งสามารถส่ง สส. หญิงเข้าสู่สภาได้ถึง 7 คน
แม้จะมีจำนวนเขตเลือกตั้งน้อยกว่ากรุงเทพฯ หลายเท่าตัวก็ตาม
เช่นเดียวกับผลการเลือกตั้งปี 2569
ที่ตอกย้ำว่า จ.อุบลราชธานี คือ
พื้นที่ยุทธศาสตร์ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด
ด้วยอัตราการได้รับเลือกตั้งสูงถึง 29%
สวนทางกับภาพรวมของทั้งประเทศ
ที่มีค่าเฉลี่ยความสำเร็จเพียง 11.9% เท่านั้น
ปรากฏการณ์นี้ตอกย้ำว่า
หัวเมืองใหญ่ในภาคอีสานและภาคเหนือ
คือ พื้นที่ศักยภาพสูงที่พร้อมจะเปิดโอกาสให้ผู้หญิง
ก้าวสู่บทบาทผู้นำทางการเมือง

จากตัวแทนประชาชน
สู่ฟันเฟืองหลักในการบริหาร
เส้นทางสู่รัฐสภาว่ายากลำบากแล้ว
แต่หนทางสู่ “เก้าอี้รัฐมนตรี” สำหรับผู้หญิงนั้น
กลับท้าทายยิ่งกว่า
เพราะแม้จะมีบางส่วนที่สามารถทะลุเพดานแก้ว
ขึ้นไปกุมบังเหียนฝ่ายบริหารได้
แต่ “ตำแหน่ง” ที่พวกเธอได้รับ
กลับสะท้อน “อคติทางเพศ” ที่ยังคงฝังรากลึก
ข้อมูลจาก UN Women ปี 2568 ชี้ชัดว่า
รัฐมนตรีหญิงมักถูกจำกัดบทบาทอยู่เพียง
ด้านความเสมอภาค สิทธิมนุษยชน และกิจการสังคม
ในขณะที่ กระทรวงซึ่งถือเป็น
“กลไกอำนาจรัฐ”
อย่างการคลัง การต่างประเทศ กิจการภายใน หรือความมั่นคง
ยังคงเป็นพื้นที่ผูกขาดของผู้ชายเป็นส่วนใหญ่
ทว่าในความยึดโยงเดิม
ก็เริ่มเห็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลง
เมื่อผู้หญิงก้าวขึ้นมามีบทบาทนำ
ในมิติใหม่ ๆ อย่างมีนัยสำคัญ
ทั้งด้านวัฒนธรรม (35.4%) การศึกษา (30.6%)
และการท่องเที่ยว (30.5%)
ซึ่งเป็นภาพสะท้อนว่า
พรมแดนอำนาจเดิมกำลังถูกขยายออกไป







“ผู้หญิงทรงอำนาจ”
“ผู้หญิงทรงอำนาจ”
หน้าม่าน-หลังม่านการเมือง
คำว่า “ผู้หญิงทรงอำนาจ”
ในบริบทการเมืองไทยและระดับโลก
เพราะบทบาทของพวกเธอมักถูกตีความต่างกันไป
เป็นเรื่องที่มีเสน่ห์และซับซ้อนมาก
ตาม “ม่าน” ที่เธอยืนอยู่
ในโลกการเมือง สิ่งหนึ่งที่เราเข้าใจผิดมาตลอด
คือ “อำนาจ” เป็นสิ่งที่มองเห็นได้
ไม่ว่าจากโพเดียม หรือชื่อตำแหน่งที่ป้าย
แต่ความจริงคือ…



เจาะลึกบทบาทผู้หญิงในสมการอำนาจ
หน้าม่าน: อำนาจกลางแสงสปอตไลต์
ผู้หญิงบางคนก้าวขึ้นสู่อำนาจพร้อม “นามสกุล”
สืบทอดบารมีจากพ่อ สามี หรือพี่น้อง
การเมืองแบบเครือญาติเปิดประตูให้เร็ว
แต่ก็วางกับดักไว้ลึก เพราะตำแหน่งที่ได้มาอย่างราบรื่น
มักถูกตั้งคำถามหนักกว่าตำแหน่งที่ต่อสู้ฝ่าฟันมา
ความท้าทายของเธอจึงไม่ใช่แค่การบริหารประเทศ
หากคือการพิสูจน์ว่าอำนาจนี้เป็นของเธอจริง


อีกกลุ่มหนึ่ง ไม่มีนามสกุลค้ำบัลลังก์
มีเพียงความสามารถ เติบโตจากสายวิชาการ ธุรกิจ และราชการ
สร้างภาพผู้นำแบบใหม่
เด็ดขาดแต่สุขุม แข็งแกร่งแต่ไม่ก้าวร้าว
เป็นทางเลือกที่ต่างจากผู้นำชายสายแข็งแบบเดิม ๆ
อย่างไรก็ตาม ด้วยภาพลักษณ์ที่ดูอ่อนโยนนุ่มนวลของเพศหญิง
กลับถูกใช้เป็นทุนเชิงสัญลักษณ์ของพรรคการเมือง
เสมือนผู้หญิงคือกันชนลดแรงกระแทกของอำนาจรัฐ
นี่ไม่ใช่คำชม หากแต่คือกรอบที่สังคมสร้างขึ้น
แล้วเรียกมันว่า “จุดแข็ง”



เจาะลึกบทบาทผู้หญิงในสมการอำนาจ
หลังม่าน: อำนาจที่ไม่มีชื่อ แต่มีน้ำหนัก
ประวัติศาสตร์การเมืองเต็มไปด้วย “ห้องปิด” ที่ไม่มีกล้อง
และในห้องนั้นมักมีผู้หญิงนั่งอยู่
ภรรยา พี่สาว น้องสาว ลูกสาว หรือคนใกล้ชิด
บางคนคือมันสมองตัวจริง
เธอไม่ได้ยืนหน้าไมค์ท่ามกลางแสงไฟ
แต่เป็นคนกำหนดว่าใครจะได้ยืนที่ตรงไหน
คอยคัดคน จัดตัวผู้สมัคร วางกลยุทธ์
และกระซิบคำแนะนำในจังหวะหัวเลี้ยวหัวต่อ
อำนาจของเธอไม่ได้มาจากคะแนนเสียง
แต่มาจากสิ่งที่ซื้อไม่ได้ นั่นก็คือ “ความไว้วางใจ”

ในวัฒนธรรมการเมืองไทย ยังมี “ผู้ประสานสิบทิศ” เดินได้ทุกขั้ว
เชื่อมได้ทุกดีล แม้เป็นสิ่งที่ไม่น่าเชื่อว่าจะสำเร็จ
ด้วยถ้อยคำอ่อนโยนและการอ่านเกมที่เฉียบคม
นี่คืออำนาจเชิงสัมพันธ์ที่ไม่มีในตำรา แต่กำหนดผลลัพธ์จริง
และยังมี “ผู้หญิงหลังทุน”
ทายาทและหัวเรือตระกูลธุรกิจใหญ่
ผู้แปรเงินเป็นนโยบาย แปรทรัพยากรเป็นทิศทางประเทศ
โดยไม่ต้องก้าวเข้าสภาฯ แม้แต่ครั้งเดียว


“เพดานแก้ว”
อุปสรรคขัดขวาง
นักการเมืองหญิง

กว่าผู้หญิงทรงอำนาจส่วนหนึ่งใน 1%
จะขึ้นมายืน ณ จุดสูงสุด ท่ามกลาง
นักการเมืองชายหลายพันคน
‘พวกเธอ’ เหล่านั้น
ต้องผ่านการพิสูจน์ตัวเองมากมาย

กว่าผู้หญิงทรงอำนาจส่วนหนึ่งใน 1%
จะขึ้นมายืน ณ จุดสูงสุด ท่ามกลาง
นักการเมืองชายหลายพันคน
‘พวกเธอ’ เหล่านั้น
ต้องผ่านการพิสูจน์ตัวเองมากมาย
ต้องเก่งให้เป็นที่ประจักษ์
มีพรรคพวก หรือนายทุนหนุนหลัง
เพื่อต่อสู้กับ “เพดานแก้ว”
ที่กดทับความสามารถของเธอไว้

ต้องเก่งให้เป็นที่ประจักษ์
มีพรรคพวก หรือนายทุนหนุนหลัง
เพื่อต่อสู้กับ “เพดานแก้ว”
ที่กดทับความสามารถของเธอไว้


“เพดานแก้ว” ที่มองไม่เห็น และไม่อาจข้ามผ่านได้
ไม่เว้นแม้กระทั่ง…บนสังเวียนการเมือง
คือ “ค่านิยมชายเป็นใหญ่”
ที่ฝังรากลึกอยู่ทุกหนทุกแห่ง
“เพดานแก้ว” ที่มองไม่เห็น และไม่อาจข้ามผ่านได้
ไม่เว้นแม้กระทั่ง…บนสังเวียนการเมือง
คือ “ค่านิยมชายเป็นใหญ่”
ที่ฝังรากลึกอยู่ทุกหนทุกแห่ง


“เพดานแก้ว” ที่กีดกันความก้าวหน้าของนักการเมืองหญิง มีจุดเริ่มต้นมาจากรากฐานทางประวัติศาสตร์ของประชาธิปไตยแบบเสรีนิยมในสมัยก่อน ที่ไม่ได้นับผู้หญิงเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย ถึงแม้ว่าในทางกฎหมาย สิทธิการเลือกตั้งของผู้หญิงและผู้ชายจะเท่าเทียมกัน
หากมองในเลนส์ของคนปัจจุบัน แนวคิดเหล่านี้ อาจจะตกยุคไปนานแล้ว แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า มันยังคงฝังอยู่ในหัวผู้คนในสังคม ดังนั้น นักการเมืองหญิง ที่ก้าวเข้าสู่เส้นทางการเมือง จึงต้องต่อสู้กับบรรทัดฐานหรืออคติทางเพศ
เมื่อรากฐานทางสังคมและประวัติศาสตร์ ไม่ได้จัดวางให้ผู้หญิงมีพื้นที่ในโลกสาธารณะเท่ากับผู้ชาย ในฐานะที่เป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย ยิ่งทำให้ผู้คนในสังคม “ไม่มีความเชื่อมั่น” ในตัวของนักการเมืองหญิง หรือเชื่อว่าผู้หญิงไม่สามารถปกครองกระทรวงใหญ่ ๆ ได้ เช่น กระทรวงกลาโหม หรือเป็นได้แค่สีสันในสภา ถึงแม้จะผ่านการเลือกตั้ง และเข้าถึงอำนาจในการบริหารแล้วก็ตาม


“เพดานแก้ว” ที่กีดกันความก้าวหน้าของนักการเมืองหญิง มีจุดเริ่มต้นมาจากรากฐานทางประวัติศาสตร์ของประชาธิปไตยแบบเสรีนิยมในสมัยก่อน ที่ไม่ได้นับผู้หญิงเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย ถึงแม้ว่าในทางกฎหมาย สิทธิการเลือกตั้งของผู้หญิงและผู้ชายจะเท่าเทียมกัน
หากมองในเลนส์ของคนปัจจุบัน แนวคิดเหล่านี้ อาจจะตกยุคไปนานแล้ว แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า มันยังคงฝังอยู่ในหัวผู้คนในสังคม ดังนั้น นักการเมืองหญิง ที่ก้าวเข้าสู่เส้นทางการเมือง จึงต้องต่อสู้กับบรรทัดฐานหรืออคติทางเพศ
เมื่อรากฐานทางสังคมและประวัติศาสตร์ ไม่ได้จัดวางให้ผู้หญิงมีพื้นที่ในโลกสาธารณะเท่ากับผู้ชาย ในฐานะที่เป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย ยิ่งทำให้ผู้คนในสังคม “ไม่มีความเชื่อมั่น” ในตัวของนักการเมืองหญิง หรือเชื่อว่าผู้หญิงไม่สามารถปกครองกระทรวงใหญ่ ๆ ได้ เช่น กระทรวงกลาโหม หรือเป็นได้แค่สีสันในสภา ถึงแม้จะผ่านการเลือกตั้ง และเข้าถึงอำนาจในการบริหารแล้วก็ตาม
การมีผู้หญิงในสภาฯ มากขึ้น
จะเปลี่ยนสังคมได้อย่างไร?
กรณีของ “ปัญจญัติ” หรือสภาท้องถิ่นในอินเดีย
พบว่าภายใต้การนำของสตรี
โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในชีวิตประจำวัน
พุ่งสูงกว่าพื้นที่ที่นำโดยผู้ชายถึง 62%
สอดคล้องกับผลการศึกษาจากนอร์เวย์ที่ชี้ชัดว่า
การมีส่วนร่วมของผู้หญิงในสภาท้องถิ่น
ส่งผลโดยตรงต่อความครอบคลุม
และคุณภาพของระบบดูแลบุตรหลานในชุมชน
นอกจากนั้น จากข้อมูล UN Women สะท้อนว่า
ผู้หญิงมีการทำงานในรูปแบบ
“กลุ่มสตรีสมาชิกรัฐสภา” (Women’s Caucuses)
ซึ่งเป็นพื้นที่ที่พวกเธอพิสูจน์แล้วว่า
สามารถก้าวข้ามความขัดแย้ง
และอุดมการณ์ที่แตกต่างของพรรคการเมือง
เพื่อจับมือกันขับเคลื่อนนโยบายเพื่อประโยชน์ส่วนรวม
แม้จะอยู่ในสภาวะกดดัน
หรือการแข่งขันที่รุนแรงเพียงใดก็ตาม
โดยเฉพาะประเด็นด้านความเสมอภาคระหว่างเพศ


ผู้หญิงมากกว่า 1%
โอกาสที่เป็นไปได้ ?
“นักการเมืองหญิงในอนาคต อาจมีจำนวนมากกว่า 1% ถ้าโครงสร้างทางวัฒนธรรม มันถูกเขียนขึ้นมาใหม่ ควบคู่ไปกับการแก้ไขโครงสร้างสวัสดิการสังคม”
ดร.ชเนตตี ทินนาม
นักวิชาการด้านเพศภาวะและเพศวิถี
อาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ผู้หญิงมีสิทธิเลือกตั้ง : รัฐต้องอำนวยความสะดวกในการลงทะเบียนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ดูแลความปลอดภัย ณ หน่วยเลือกตั้ง และช่วยป้องกันการบังคับ ข่มขู่ผู้หญิง
ผู้หญิงมีสิทธิสมัคร สส. : รัฐต้องกำจัดอุปสรรคเชิงโครงสร้าง เช่น ออกกฎระเบียบเกี่ยวกับการระดมทุนในการหาเสียง โดยเฉพาะผู้สมัครหญิง เพื่อลดช่องว่างทางการเงิน
ผู้หญิงมีสิทธิสมัคร สส. : แก้ไขบรรทัดฐานทางเพศ ที่จำกัดหรือกีดกันสิทธิของเพศใดเพศหนึ่ง โดยใช้มาตรการพิเศษชั่วคราว เช่น โควตา สส.หญิง
ผู้หญิงมีสิทธิสมัคร สส. : ยุติความรุนแรงทางเพศในทางการเมือง เช่น กำหนดกฎหมายหรือนโยบายลงโทษผู้กระทำผิด และเหยื่อต้องเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม-บริการต่าง ๆ อย่างสะดวกและรวดเร็ว
พรรคการเมือง : เปิดโอกาสให้ผู้หญิงมีส่วนร่วมในการจัดการเลือกตั้ง จัดโครงการให้คำปรึกษา ฝึกอบรม และพัฒนาศักยภาพ ช่วยเหลือผู้หญิงให้เอาชนะอุปสรรคทางการเงิน และสนับสนุนนโยบายที่แก้ไขปัญหาการเลือกปฏิบัติทางเพศและความไม่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจ
สื่อต้องรายงานข่าว อย่างเป็นธรรม โปร่งใส ไม่ผลิตซ้ำบรรทัดฐานทางเพศ หรือการเหมารวมต่าง ๆ นำเสนอผู้สมัครทุกคนอย่างเท่าเทียม
เป้าหมายสูงสุดไม่ใช่การถามว่า
มีผู้หญิงเก่งและมีจำนวนมากพอแล้วหรือยัง ?
แต่คือการสร้างโครงสร้างที่ยอมรับว่า
อำนาจไม่มีเพศ
เมื่อใดที่ความสามารถอยู่เหนือนามสกุล
และศักยภาพสำคัญกว่าเพศกำเนิด
เมื่อนั้น ‘ผู้หญิงทรงอำนาจ’ จะไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่
แต่คือความปกติสามัญของประชาธิปไตยที่สมบูรณ์
…..

CREATED BY
Digital Media Team
Share This
Content Creator
Kantida Kunnapatee
Pitchaya Jaisuya
Nawaphon Rueangsri
Designer & Developer Team
Phuresaphon Jantapoon
Pimtawan Naeprakone
Chalee Nawatharadol
Web Development Consultant
Veena Boonsroi








