ส่งผลให้หลายพื้นที่ของโลกมีอุณหภูมิสูงขึ้น นอกจากนี้ เอลนีโญครั้งนี้อาจเป็นปรากฏการณ์ที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกไว้อีกด้วย
Celeste Saulo เลขาธิการ WMO เผยว่า การคาดการณ์ของ WMO บ่งชี้ว่ามีความเป็นไปได้เกือบ 100% ที่เอลนีโญจะคงอยู่ต่อไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2027 ซึ่งอาจเป็นหนึ่งในปรากฏการณ์ที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 1950 เป็นอย่างน้อย ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นนี้จะนำมาซึ่งอุณหภูมิที่สูงขึ้นในหลายพื้นที่ของโลก และผลกระทบจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น จากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากฝีมือมนุษย์

ด้าน สำนักงานบริการการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ โคเปอร์นิคัส (Copernicus Climate Change Service) ระบุว่า อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในบริเวณเฝ้าระวังปรากฏการณ์เอลนีโญในมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งรู้จักกันในชื่อ Nino3.4 นั้น พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ที่ 29.70 องศาเซลเซียสเมื่อเดือนที่แล้ว
อุณหภูมิในครั้งนี้สูงกว่าอุณหภูมิสูงสุดของปรากฏการณ์เอลนีโญที่รุนแรงในอดีต ได้แก่ ปี 1982/1983, 1997/1998 และ 2015/2016 ซึ่งเน้นย้ำถึงความรุนแรงเป็นพิเศษของปรากฏการณ์เอลนีโญในปัจจุบัน
ขณะที่ WMO คาดว่า Nino3.4 อุณหภูมิอาจจะสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ถึง 3.7 องศาเซลเซียส (6.7 องศาฟาเรนไฮต์) เหนือระดับปกติ ในช่วงเดือนตุลาคมถึงธันวาคม โดยเป็นอุณหภูมิที่คาดการณ์ไว้สูงกว่าปกติอย่างมาก เมื่อเทียบกับสถิติเดิมที่ 2.6 องศาเซลเซียส ในช่วงเดือนพฤศจิกายน ปี 2015 ถึงมกราคม ปี 2016
สำหรับปรากฏการณ์เอลนีโญ มักทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้น และรบกวนรูปแบบปริมาณน้ำฝนในพื้นที่กว้างใหญ่ ส่งผลให้เกิดภัยแล้งในบางพื้นที่และฝนตกหนักในพื้นที่อื่น ๆ โดยทั่วไปจะเกิดขึ้นทุก ๆ 2-7 ปี
ทั้งนี้ นักวิจัยจากห้องปฏิบัติการผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศของมหาวิทยาลัยชิคาโก คาดการณ์เมื่อเดือนที่แล้วว่า “ปรากฏการณ์เอลนีโญขั้นรุนแรง” ในปีนี้ มีแนวโน้มที่จะส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากถึง 451,000 คนทั่วโลก ในช่วงเดือนมิถุนายน 2026 ถึงกุมภาพันธ์ 2027 นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญยังได้เตือนอีกว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญครั้งนี้ มีแนวโน้มที่จะทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้นทำลายสถิติในปี 2027 ด้วย
อุณหภูมิมหาสมุทรทั่วโลกสูงเป็นประวัติการณ์
จากข้อมูลของโคเปอร์นิคัส เผยว่า ขณะที่ปรากฏการณ์เอลนีโญทวีความรุนแรงขึ้น อุณหภูมิเฉลี่ยของผิวน้ำทะเลทั่วโลกในเดือนกันยายนแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 21.05 องศาเซลเซียส แซงหน้าสถิติเดิมที่ 20.92 องศาเซลเซียสในเดือนเดียวกันของปี 2023
โดยรวมแล้ว เดือนกันยายนทั่วโลกเป็นเดือนที่ร้อนที่สุดเป็นอันดับสองในประวัติศาสตร์ โดยอุณหภูมิเฉลี่ยของอากาศบนพื้นผิวอยู่ที่ 16.27 องศาเซลเซียส ขณะที่ เดือนกันยายนมีอุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ยก่อนยุคอุตสาหกรรม ซึ่งกำหนดไว้ระหว่างปี 1850-1900 ถึง 1.63 องศาเซลเซียส
Carlo Buontempo ผู้อำนวยการโคเปอร์นิคัส กล่าวว่า ขณะนี้เราอยู่ในช่วงหลายเดือนที่อุณหภูมิเฉลี่ยสูงกว่า 1.5 องศาเซลเซียสติดต่อกัน และด้วยปรากฏการณ์เอลนีโญที่รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ คาดว่าจะเป็นเช่นนี้ไปจนถึงปี 2027 โดยการก้าวข้ามขีดจำกัดระยะยาวของข้อตกลงปารีสเป็นเพียงเรื่องของเวลาเท่านั้น แต่เราจะก้าวข้ามไปไกลแค่ไหน และนานแค่ไหนนั้น ยังขึ้นอยู่กับพวกเรา
ประเด็นสำคัญที่ผู้คนทั่วโลกต้องหันมาใส่ใจตั้งแต่ตอนนี้ก็คือ ต้องช่วยกันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากเชื้อเพลิงฟอสซิลซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อจำกัดระยะเวลาที่อุณหภูมิเฉลี่ยโลกสูงขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส และลดอุณหภูมิลงให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
ที่มาข้อมูล: reuters, france24, wmo
คอนเทนต์อื่น ๆ ที่น่าสนใจ
📌อ่าน : ผลตรวจสุขภาพโลกล่าสุด! เราข้ามขีดจำกัดของโลก ไปแล้ว 7 ใน 9 ข้อ
📌อ่าน : อธิบาย “ปรากฏการณ์เอลนีโญ” ทำให้โลกเกิดภัยแล้งและน้ำท่วมได้อย่างไร?
📌อ่าน : เปิดเหตุผล “โตเกียว” รอดน้ำท่วม แม้ฝนตกนานถึง 34 วัน
📌อ่าน : “ลูกเห็บหลงฤดู” เหตุการณ์ลูกเห็บตกกลางกรุง เมื่อ 1 ต.ค. 69
📌อ่าน : มีโอกาสเกิดน้ำท่วมสูงมาก! ทำไม? ช่วงนี้จะเกิดฝนตกหนักและตกแช่
📌อ่าน : “พยากรณ์อากาศ” รู้ได้อย่างไร? ฝนจะตก แดดจะออก พายุจะเข้า
📌อ่าน : ชวนรู้จัก “พยากรณ์อากาศ” คืออะไร ? ทำไมรู้ว่าวันนี้ฝนตก
📌อ่าน : ทำไม? การคาดการณ์ปรากฏการณ์เอลนีโญและผลกระทบแบบเป๊ะ ๆ จึงเป็นเรื่องยาก
อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS
“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech












