ในช่วงที่ ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ เตรียมเข้ารับตำแหน่งสมัยที่ 2 หลังชัยชนะในการเลือกตั้งปี 2567 ความสนใจต่อ "กรีนแลนด์" ดินแดนปกครองตนเองภายใต้อาณัติเดนมาร์ก ได้ถูกจุดขึ้นอีกครั้ง ทรัมป์เคยแสดงเจตจำนงชัดเจนตั้งแต่สมัยแรกของการนั่งเก้าอี้ผู้นำสหรัฐฯ โดยเปรียบการซื้อกรีนแลนด์เป็น "ดีลอสังหาริมทรัพย์ใหญ่"
ล่าสุดในปี 2568 ทรัมป์แต่งตั้งผู้แทนพิเศษเพื่อนำทีมเจรจา โดยย้ำว่าการครอบครองเกาะนี้เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อ "ความมั่นคงของสหรัฐฯ" BBC ระบุว่าความทะเยอทะยานนี้ไม่ได้เกิดจากอารมณ์ชั่ววูบ หากแต่มีรากฐานจากปัจจัยเชิงยุทธศาสตร์และเศรษฐกิจที่ซับซ้อน นักวิเคราะห์มองว่า สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของทรัมป์ในการเสริมสร้างอิทธิพลสหรัฐฯ ในยุคที่อาร์กติกกำลังกลายเป็นสมรภูมิใหม่ของมหาอำนาจโลก
ยุทธศาสตร์อาร์กติกที่สหรัฐฯ ไม่อาจละเลย
ปัจจัยหลักข้อแรกคือความมั่นคงทางทหาร ซึ่งทรัมป์ให้ความสำคัญสูงสุด "กรีนแลนด์" ตั้งอยู่ในตำแหน่งยุทธศาสตร์สำคัญ คร่อมช่องทาง GIUK Gap ซึ่งเป็นเส้นทางทะเลเชื่อมมหาสมุทรอาร์กติกกับแอตแลนติก ทำให้เป็นจุดเฝ้าระวังการเคลื่อนไหวของเรือดำน้ำและขีปนาวุธจากรัสเซียและจีน
สหรัฐฯ มีฐานทัพพิทูฟิก สเปซเบส (เดิมชื่อฐานทัพทูเล) บนเกาะนี้มาตั้งแต่สมัยสงครามเย็น เพื่อติดตามขีปนาวุธข้ามทวีป แต่ทรัมป์มองว่าการครอบครองเต็มรูปแบบจะช่วยเสริมระบบป้องกันภัยทางอากาศและอวกาศ โดยเฉพาะในยุคที่รัสเซียเพิ่มกิจกรรมทางทหารในอาร์กติก
The guardian ชี้ว่า การได้กรีนแลนด์จะช่วยสหรัฐฯ ควบคุมเส้นทางยุทธศาสตร์นี้ได้ดีขึ้น สร้างความได้เปรียบเหนือคู่แข่ง โดยไม่ต้องพึ่งพาพันธมิตรอย่างนาโต้เพียงฝ่ายเดียว ซึ่งทรัมป์เคยวิจารณ์ว่าบางประเทศ "ขี้เกียจ" ไม่จ่ายค่าใช้จ่ายด้านกลาโหม ดังนั้น การยึดครองกรีนแลนด์จึงไม่ใช่แค่การขยายดินแดน แต่เป็นการวางหมากเพื่อความมั่นคงระยะยาว ท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้น
"แร่หายาก" กุญแจเศรษฐกิจ ทรัมป์หมายปองกรีนแลนด์
อีกปัจจัยสำคัญคือทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ โดยเฉพาะ "แร่หายาก" ซึ่งกรีนแลนด์มีสำรองมากถึงร้อยละ 25 ของโลก แร่เหล่านี้จำเป็นสำหรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยี เช่น ชิปคอมพิวเตอร์ แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า และอาวุธยุทโธปกรณ์ ทรัมป์ ให้ความสำคัญกับการผลิตในสหรัฐฯ มองว่าการครอบครองกรีนแลนด์จะช่วยลดการพึ่งพาจีน ซึ่งครองตลาดแร่หายากกว่าร้อยละ 80 ของโลก
เกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลกแห่งนี้ ยังมีศักยภาพน้ำมัน ก๊าซ และยูเรเนียม ซึ่งสามารถสนับสนุนนโยบาย "พลังงานอเมริกาเป็นที่หนึ่ง" ของทรัมป์ได้ Reuters รายงานว่าทรัมป์มอบหมายให้ผู้ว่าการรัฐลุยเซียนาเป็นผู้แทนพิเศษ เพื่อสำรวจโอกาสทางเศรษฐกิจเหล่านี้ โดยคาดว่าจะดึงดูดนักลงทุนจากสหรัฐฯ เข้าพัฒนาโครงการขุดเจาะ
ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่าปัจจัยนี้จะเชื่อมโยงกับการแข่งขันทางเศรษฐกิจโลก โดยสหรัฐฯ ต้องการป้องกันไม่ให้จีนขยายอิทธิพลในอาร์กติก ที่อาจคุกคามห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีของอเมริกา ทำให้กรีนแลนด์กลายเป็น "สมบัติล้ำค่า" ในสายตาของทรัมป์
"โลกร้อน" ดึงดูดทรัมป์สู่กรีนแลนด์
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นตัวเร่งสำคัญทำให้กรีนแลนด์น่าดึงดูดยิ่งขึ้น อุณหภูมิในอาร์กติกสูงขึ้นเร็วกว่าค่าเฉลี่ยโลก 4 เท่า ส่งผลให้น้ำแข็งละลาย เปิดทางเดินทะเลเหนือ (Northwest Passage) ซึ่งสั้นกว่าเส้นทางปานามาร้อนละ 40 และประหยัดเวลาในการขนส่งสินค้ากว่า 20 วัน
The guardian รายงาน ทรัมป์มองว่า นี่คือโอกาสทางเศรษฐกิจมหาศาลสำหรับการค้าของสหรัฐฯ โดยเฉพาะสินค้าเหล็กและสินแร่ แม้ทรัมป์จะเคยปฏิเสธเรื่องผลกระทบการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่เขากลับใช้ประโยชน์จากผลกระทบ เพื่อเสริมสร้างอิทธิพล
AP News ชี้ว่าการละลายน้ำแข็ง ยังเพิ่มความเสี่ยงด้านความมั่นคง เนื่องจากเปิดโอกาสให้รัสเซียและจีนส่งเรือรบและเรือสำรวจเข้าใกล้ชายฝั่งอเมริกาเหนือมากขึ้น ดังนั้น ปัจจัยนี้ไม่เพียงขยายโอกาสเศรษฐกิจ แต่ยังเป็นเครื่องมือในการต่อรองกับเดนมาร์กและกรีนแลนด์ ซึ่งกำลังพิจารณาความเป็นอิสระมากขึ้น ท่ามกลางแรงกดดันจากมหาอำนาจ
จีน-รัสเซีย ทรัมป์อ้างจำเป็นต้องรักษา "สมดุลอาร์กติก"
การแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์กับจีนและรัสเซีย เป็นแรงผลักดันหลักอีกประเด็นที่ทำให้ทรัมป์ไม่ยอมถอย จีนลงทุนในโครงการขุดแร่และโครงสร้างพื้นฐานของกรีนแลนด์มานาน โดยมองว่าเป็นประตูสู่อาร์กติก ขณะที่รัสเซียเพิ่มฐานทัพในพื้นที่ใกล้เคียง ทรัมป์เคยขู่ว่าจะไม่ปกป้องพันธมิตรนาโต้ที่ "ขี้เกียจ" และการครอบครองกรีนแลนด์จะช่วยสหรัฐฯ ลดการพึ่งพาเดนมาร์ก ซึ่งเป็นสมาชิกนาโต้
ขณะที่ New York Times รายงานว่า ทรัมป์เชื่อว่าการปกป้องกรีนแลนด์ภายใต้ธงสหรัฐฯ จะดีกว่าสำหรับชาวกรีนแลนด์เอง โดยเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจและความมั่นคง ผู้เชี่ยวชาญมองว่าปัจจัยนี้สะท้อนถึงแนวคิด "อเมริกาเป็นที่หนึ่ง" ของทรัมป์ ที่มุ่งลดอิทธิพลคู่แข่งและเสริมสร้างพันธมิตรใหม่ในอาร์กติก
อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวนี้อาจสร้างความตึงเครียดในนาโต้ เนื่องจากเดนมาร์กยืนยันว่ากรีนแลนด์ไม่ใช่สินค้าที่เอาไว้ซื้อขาย และชาวกรีนแลนด์ส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการรวมตัวกับสหรัฐฯ ทรัมป์ได้หารือตัวเลือกต่าง ๆ รวมถึงการใช้กำลังทางทหาร แต่เน้นการโน้มน้าวมากกว่า
โดยรวมแล้ว ปัจจัยเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าความสนใจของทรัมป์ต่อกรีนแลนด์เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ใหญ่ในการขยายอิทธิพลสหรัฐฯ ในเวทีโลก ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสมดุลอำนาจในอาร์กติกอย่างมีนัยสำคัญ
อ่านข่าวอื่น :
"ทรัมป์" สั่งสหรัฐฯ ถอนตัวจาก 66 องค์กรโลก ชี้ขัดผลประโยชน์ของชาติ
รู้หรือไม่ ? "ทรัมป์" ไม่ใช่คนแรกที่อยากครอบครอง "กรีนแลนด์"
ประเมินทางเลือกสหรัฐฯ ยึด "กรีนแลนด์" ได้ด้วยวิธีไหน ?
ถ้า "ทรัมป์" ได้ครอบครองน้ำมันเวเนซุเอลา "โลก" จะเผชิญอะไรบ้าง ?











