ทีมโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา อยู่ระหว่างการพิจารณาถึงแนวทางต่างๆ ในการเข้าควบคุมกรีนแลนด์ เกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลกของเดนมาร์ก ซึ่งสหรัฐฯ มองว่าเกาะนี้มีความสำคัญเป็นอันดับแรกต่อความมั่นคงของชาติ และจำเป็นต่อการขัดขวางศัตรูของสหรัฐฯ ในภูมิภาคอาร์กติก โดยแนวทางที่พูดถึงกันในปัจจุบัน หลักๆ มี 4 แนวทาง
แนวทางแรก เป็นแนวทางที่น่าจะดีกับทุกฝ่ายและเป็นสิ่งที่กรีนแลนด์ รวมถึงเดนมาร์กและยุโรปอยากให้เกิดขึ้นคือการเจรจา แต่นายกรัฐมนตรีกรีนแลนด์ ระบุว่า การเจรจาที่ว่า ต้องอยู่บนพื้นฐานของการเคารพซึ่งกันและกัน เป็นไปตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศและการเคารพหลักบูรณภาพแห่งดินแดน
ผลการเจรจาที่อาจเป็นไปได้ อาจออกมาในรูปของการขยายฐานทัพสหรัฐฯ บนเกาะ โดยในช่วงทศวรรษที่ 1950 สหรัฐฯ สร้างฐานทัพอากาศทูเล หลังลงนามสนธิสัญญาด้านกลาโหมกับเดนมาร์ก ก่อนเปลี่ยนชื่อฐานทัพแห่งนี้เป็นฐานทัพอวกาศ "บีดูฟีค" ซึ่งมีภารกิจหลักในการเตือนภัยขีปนาวุธ ป้องกันการโจมตีด้วยขีปนาวุธ และสอดแนมในอวกาศ รวมทั้งสนับสนุนกองทัพชาติอื่นๆ ที่มาทำภารกิจในอาร์กติก
การเจรจาจะช่วยเพิ่มโอกาสให้กับกรีนแลนด์และเดนมาร์กในการต่อรองกับสหรัฐฯ ซึ่งยุโรปอาจเข้ามาช่วยเป็นแต้มต่อรองเพิ่มได้อีกทางหนึ่ง แต่หากสหรัฐฯ จะใช้วิธีนี้จริงๆ คงไม่ออกมาทั้งกดดันและข่มขู่มากขนาดนี้
แนวทางหนึ่งที่มีรายงานว่ารัฐบาลทรัมป์กำลังสนใจ มีโมเดลมาจากความร่วมมือของสหรัฐฯ กับประเทศในแปซิฟิก ได้แก่ ปาเลา ไมโครนีเซีย และหมู่เกาะมาร์แชลล์ โดยทั้ง 3 ประเทศลงนามข้อตกลงสมาคมเสรี หรือ Compacts of Free Association เมื่อปี 1982 หลังจากปฏิเสธข้อเสนอในการผนวกรวมเข้าเป็นดินแดนของสหรัฐฯ และเลือกที่จะประกาศตัวเป็นรัฐอิสระ
ข้อตกลงนี้จะให้สิทธิแก่สหรัฐฯ ในการเข้าถึงพื้นที่อธิปไตยของประเทศ แลกกับการได้รับความช่วยเหลือทางการเงินและการทหาร ซึ่งตามเอกสารสภาคองเกรส พูดชัดเจนว่า ความร่วมมือนี้มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนความมั่นคงของสหรัฐฯ ในภูมิภาคหมู่เกาะแปซิฟิก ในห้วงเวลาที่สหรัฐฯ ต้องแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์กับทั้งพันธมิตรและจีน โดยภูมิภาคนี้อยู่ใกล้ทะเลจีนใต้และไต้หวันมากกว่าสหรัฐฯ
หากใช้โมเดลเดียวกันนั่นหมายความว่า กรีนแลนด์จะได้สิทธิประโยชน์หลายอย่าง ทั้งทางเศรษฐกิจและความมั่นคง ในขณะที่พลเมืองของกรีนแลนด์จะมีสิทธิพำนักและทำงานในสหรัฐฯ ถือ 2 สัญชาติ ไปจนถึงสมัครเข้าร่วมกองทัพสหรัฐฯ ได้
แต่กรีนแลนด์ไม่ใช่ประเทศหมู่เกาะในแปซิฟิกที่ต้องช่วยเหลือตัวเอง หากไม่มีสหรัฐฯ เพราะเกาะนี้เป็นดินแดนของเดนมาร์ก หนึ่งในประเทศร่ำรวยในซีกโลกตะวันตก ดังนั้น กรีนแลนด์ไม่ได้ขาดการสนับสนุนและสามารถร้องขอความช่วยเหลือจากเดนมาร์ก หรือแม้แต่ยุโรป ผ่านความร่วมมือเดิมที่มีอยู่ได้
แนวทางที่ทั่วโลกกังวลมากที่สุด แต่สหรัฐฯ ยืนยันว่าไม่ตัดแนวทางนี้ออกไป นั่นคือการใช้กำลังทางทหาร ซึ่งหากสหรัฐฯ เลือกแนวทางนี้จริงๆ คงไม่มีใครต้านทานได้ โดยหากเปรียบเทียบขีดความสามารถของกองทัพสหรัฐฯ กับสมาชิก NATO อีก 31 ชาติที่เหลือ จะเห็นว่าสหรัฐฯ อัดฉีดงบประมาณด้านกลาโหมมากถึง 980,000 ล้านดอลลาร์ สูงกว่างบของ 31 ชาติรวมกัน
นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังมีอาวุธล้ำสมัยเต็มคลังแสง ทั้งหัวรบนิวเคลียร์มากกว่า 5,000 หัวรบ เรือบรรทุกเครื่องบินที่สามารถขนกำลังพลและอาวุธจำนวนมากไปได้ทุกภูมิภาคทั่วโลก ทำให้สหรัฐฯ โจมตีได้ในทุกพื้นที่และสกัดได้ยาก ซึ่งแม้ว่าอาวุธของ NATO ชาติอื่นๆ จะล้ำสมัย แต่ก็เทียบศักยภาพของสหรัฐฯ ไม่ติด
มาตรา 5 ในสนธิสัญญาก่อตั้งองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) กำหนดว่า การโจมตีสมาชิกประเทศใดประเทศหนึ่งจะเท่ากับเป็นการโจมตีทุกประเทศ แต่ในกรณีนี้ที่คู่ขัดแย้งทั้งสหรัฐฯ และเดนมาร์กเป็นสมาชิก NATO ดังนั้นมาตรานี้จึงไร้ประโยชน์ และหากสหรัฐฯ เกิดบุกกรีนแลนด์ขึ้นมาจริงๆ คงตอบได้ยากว่าจะเกิดอะไรขึ้นในความสัมพันธ์ของสหรัฐฯ กับชาติสมาชิก NATO ที่เหลือ รวมถึงอนาคตของ NATO ด้วย
แต่หากมองโลกในแง่ดีขณะนี้อาจยังพอเบาใจได้บ้าง เพราะมีรายงานว่า มาร์โก รูบิโ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุกับสภาคองเกรสว่ารัฐบาลไม่มีแผนบุกกรีนแลนด์ แต่ต้องการซื้อเกาะนี้จากเดนมาร์กเท่านั้น ทั้งนี้ในยุคหลังสงครามเย็น สหรัฐฯ เคยขอซื้อเกาะกรีนแลนด์จากเดนมาร์ก แต่ถูกปฏิเสธ ซึ่งครั้งนี้หากสหรัฐฯ ยื่นข้อเสนอนี้จริง ก็คาดว่าจะถูกปฏิเสธอีกเช่นกัน
อ่านข่าว
"กรีนแลนด์" ในเกมมหาอำนาจ สัญญาณอันตรายจาก ทรัมป์ ถึง NATO
จับตา "สหรัฐฯ" เดินเกมสกัดอิทธิพล "จีน" ในลาตินอเมริกา
ไม่คล้อยตามทรัมป์! บ.น้ำมันรายใหญ่อเมริกัน "ลังเล" ฟื้นลงทุนในเวเนซุเอลา
แท็กที่เกี่ยวข้อง:











