หากย้อนกลับไปเมื่อไม่กี่ปีก่อน แนวคิดของ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ต้องการ "ซื้อกรีนแลนด์" มักถูกมองว่าเป็นเพียงถ้อยคำยั่วยุทางการเมือง การรณรงค์หาเสียงในช่วงเลือกตั้งเมื่อปี 2567 ก่อนที่จะคว้าชัยเดินเข้าสู่ทำเนียบขาวเป็นสมัยที่ 2 หรือการโยนประเด็นเพื่อเรียกความสนใจในสไตล์ที่เขาถนัด
ระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์ต่อสภาคองเกรสเมื่อเดือน มี.ค.2568 ทรัมป์กล่าวอีกครั้งเรื่องกรีนแลนด์ว่า เขาคิดว่าสหรัฐฯ จะทำทุกทางให้ได้กรีนแลนด์มา ไม่ว่าทางใดก็ตาม ต่อมาในเดือนเดียวกัน รอง ปธน.เจดี แวนซ์ เยือนกรีนแลนด์ท่ามกลางกระแสดรามา และกล่าวว่า ขอบอกเดนมาร์กชัด ๆ ว่าพวกคุณดูแลประชาชนกรีนแลนด์ไม่ดีพอ พร้อมย้ำว่าเกาะนี้กำลังเสี่ยงภัย และสหรัฐฯ ต้องเพิ่มฐานทัพโดยไม่มีทางเลือกอื่น
แต่ในต้นปี 2569 สถานการณ์ได้เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อ CNN รายงาน ทำเนียบขาวสหรัฐฯ ออกมายืนยันอย่างเป็นทางการว่า "การใช้กำลังทางทหาร" เพื่อให้สหรัฐอเมริกาได้ครอบครองกรีนแลนด์ "ไม่ใช่สิ่งที่ถูกตัดออกจากตัวเลือก"
ถ้อยคำดังกล่าวไม่ใช่เพียงการแสดงจุดยืน หากแต่เป็นสัญญาณเชิงยุทธศาสตร์ที่สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของนโยบายต่างประเทศสหรัฐฯ จากการใช้อำนาจเชิงอิทธิพล ไปสู่การใช้อำนาจเชิงบังคับอย่างเปิดเผยมากขึ้น โดยเฉพาะต่อดินแดนที่เกี่ยวข้องกับพันธมิตรโดยตรง
โฆษกทำเนียบขาว คารอลีน เลวิตต์ ระบุชัดว่า ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ มองว่าการได้มาซึ่งกรีนแลนด์เป็นความสำคัญด้านความมั่นคงแห่งชาติ และทีมงานของเขากำลังพิจารณาทางเลือกที่หลากหลาย เพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว พร้อมย้ำว่าตัวเลือก "กองทัพสหรัฐฯ" ไม่ถูกตัดออกจากโต๊ะเจรจา และเป็นอำนาจโดยชอบธรรมของผู้บัญชาการทหารสูงสุด
ในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ถ้อยคำนี้มีความหมายมากกว่าที่ปรากฏ เพราะเท่ากับเป็นการส่งสัญญาณว่า สหรัฐฯ ภายใต้การนำของทรัมป์ กำลังนิยาม "ความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ" ให้ครอบคลุมถึงการครอบครองดินแดนเชิงยุทธศาสตร์ ไม่ว่าจะอยู่ภายใต้อธิปไตยของประเทศพันธมิตรหรือไม่ก็ตาม
"กรีนแลนด์" ดินแดนเล็กในเกมอำนาจใหญ่
กรีนแลนด์เป็นดินแดนปกครองตนเองภายใต้ราชอาณาจักรเดนมาร์ก มีพื้นที่ประมาณ 836,000 ตารางไมล์ และตั้งอยู่ในตำแหน่งยุทธศาสตร์ระหว่างอเมริกาเหนือ ยุโรป และรัสเซีย จุดนี้ทำให้กรีนแลนด์กลายเป็น "หมุดภูมิรัฐศาสตร์" สำคัญในภูมิภาคอาร์กติก ซึ่งกำลังถูกจับตามองมากขึ้นจากมหาอำนาจ
รัฐบาลทรัมป์พยายามเชื่อมโยงกรีนแลนด์เข้ากับการแข่งขันด้านความมั่นคงในอาร์กติก โดยอ้างความจำเป็นในการยับยั้งศัตรูในภูมิภาคนี้ กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้จัดทำการวิเคราะห์ทรัพยากรธรรมชาติในกรีนแลนด์ตามคำร้องขอของทีมรัฐมนตรีต่างประเทศ มาร์โก รูบิโอ ซึ่งการประเมินนี้ครอบคลุม แร่หายาก น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ อย่างไรก็ตาม ผลการประเมินกลับชี้ชัดถึงข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง นั่นคือ
- ไม่มีข้อมูลที่เชื่อถือได้ว่าทรัพยากรเหล่านี้มีปริมาณมากเพียงใด
- ต้นทุนในการเข้าแหล่งทรัพยากรนั้นสูงมาก จากปัจจัยสภาพอากาศที่หนาวจัดและขาดโครงสร้างพื้นฐาน
ข้อสรุปนี้ทำให้เห็นว่า แรงผลักดันของสหรัฐฯ ต่อกรีนแลนด์ ไม่ได้ตั้งอยู่บนทรัพยากรเพียงอย่างเดียว หากแต่ตั้งอยู่บน ตำแหน่งทางยุทธศาสตร์ และ อำนาจการควบคุมพื้นที่
จากเวเนซุเอลาถึงอาร์กติก เส้นทางเดียวกันของนโยบายขยายอำนาจ
ความสนใจในกรีนแลนด์ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว หากแต่เชื่อมโยงกับแนวโน้มการขยายอำนาจของทรัมป์ในซีกโลกตะวันตกอย่างชัดเจน หลังการจับกุมผู้นำเวเนซุเอลา นิโคลัส มาดูโร ซึ่งกลายเป็นจุดเปลี่ยนเชิงสัญลักษณ์ของรัฐบาลทรัมป์
นับตั้งแต่เหตุการณ์ดังกล่าว ทรัมป์และทีมงานได้แสดงจุดยืนเชิงขยายอำนาจอย่างเปิดเผยมากขึ้น ทั้งการอ้างสิทธิ์ในทรัพยากร การตั้งคำถามต่ออธิปไตยของประเทศอื่น และการใช้ถ้อยคำที่สะท้อนแนวคิด "ซีกโลกนี้เป็นของเรา"
ทรัมป์กล่าวบนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันว่า สหรัฐฯต้องการกรีนแลนด์ในมุมด้านความมั่นคง และเดนมาร์กไม่สามารถทำได้
ขณะที่ สตีเฟน มิลเลอร์ ที่ปรึกษาอาวุโสของทำเนียบขาว ยิ่งตอกย้ำแนวคิดนี้ เมื่อกล่าวว่า สหรัฐฯ มีสิทธิ์เหนือเดนมาร์ก และ จะไม่มีใครกล้าใช้กำลังทางทหารสู้กับสหรัฐฯ เพื่ออนาคตของกรีนแลนด์
นาโตกับรอยร้าวที่ไม่เคยชัดเท่านี้มาก่อน
ปฏิกิริยาจากยุโรปเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ผู้นำฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี โปแลนด์ สเปน อังกฤษ และ เดนมาร์ก ออกแถลงการณ์ร่วม ย้ำว่ากรีนแลนด์เป็นของประชาชนในพื้นที่ และความมั่นคงในอาร์กติกต้องดำเนินการผ่านกรอบความร่วมมือของนาโต
นายกฯ เดนมาร์ก เมตเต เฟรเดอริกเซน เตือนอย่างตรงไปตรงมาว่า หากสหรัฐฯ ใช้กำลังทหารกับกรีนแลนด์ อาจเท่ากับยุติความหมายของนาโต เนื่องจากนาโตตั้งอยู่บนหลักการปกป้องอธิปไตยของสมาชิก ไม่ใช่การคุกคามกันเอง
หากสหรัฐฯ ใช้กำลังหรือบีบบังคับพันธมิตร ผลกระทบจะไม่ใช่เพียงความขัดแย้งทวิภาคี แต่คือการสั่นคลอนระบบพันธมิตรแอตแลนติกเหนือทั้งระบบ
CNN ระบุ แม้กระทั่งในสหรัฐฯ เอง แนวคิดขยายอำนาจก็ไม่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนอย่างที่รัฐบาลอาจคาดหวัง ผลสำรวจของ Reuters–Ipsos ระบุว่า
- ร้อยละ 33 เห็นด้วยกับปฏิบัติการต่อเวเนซุเอลา
- ร้อยละ 34 ไม่เห็นด้วย
- ร้อยละ 72 กังวลว่าสหรัฐฯ จะเข้าไปพัวพันมากเกินไป โดยที่ร้อยละ 54 เป็นผู้สนับสนุนรีพับลิกันด้วย
- ร้อยละ 44 ไม่เห็นด้วยกับการปกครองเวเนซุเอลา แม้เพียงชั่วคราว
- ร้อยละ 46 คัดค้านการควบคุมน้ำมันเวเนซุเอลา
- ร้อยละ 29 เห็นด้วยกับการควบคุมน้ำมันเวเนซุเอลา
ที่สำคัญที่สุด เมื่อถามว่าควรให้สหรัฐฯ ครอบงำกิจการในซีกโลกตะวันตกหรือไม่ มีเพียงร้อยละ 26 ที่เห็นด้วย
สำหรับประเด็นกรีนแลนด์ โพลหลายสำนักก่อนหน้านี้พบว่าชาวอเมริกันคัดค้านการกดดันหรือยึดครองกรีนแลนด์ในสัดส่วนตั้งแต่ร้อยละ 55 ไปจนถึงร้อยละ 73 และการกดดันเดนมาร์กถูกต่อต้านมากกว่าสนับสนุนถึงร้อยละ 49 ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าทรัมป์กำลังเดินสวนกระแสความต้องการของประชาชน ซึ่งควรให้ความสำคัญกับค่าครองชีพและเศรษฐกิจภายในประเทศมากกว่านโยบายต่างประเทศที่ต้องการขยายดินแดนในช่วงเวลานี้
ในท้ายที่สุด กรีนแลนด์ อาจไม่ใช่เพียงประเด็นดินแดน แต่เป็นบททดสอบของระเบียบโลกหลังยุคสงครามเย็นว่า สหรัฐฯ ยังคงยึดมั่นในระบบพันธมิตรและหลักการอธิปไตย หรือกำลังมุ่งสู่ยุคที่มหาอำนาจใช้พลังเหนือกฎเกณฑ์
การยังไม่ปิดเปิดประตูตัวเลือกอย่าง "ทหาร" แม้ยังไม่เกิดขึ้นจริง แต่ก็เพียงพอที่จะสร้างแรงสั่นสะเทือนระดับโลก เพราะทำให้ประเทศเล็กและพันธมิตรใกล้ชิด ต้องเริ่มตั้งคำถามว่า "เส้นแดง" ของสหรัฐฯ อยู่ตรงไหน และอาจเป็นคำถามที่อันตรายที่สุดในยุคที่โลกกำลังเปราะบางมากกว่าที่เคยเป็น
อ่านข่าวอื่น :
ทนาย "บิ๊กโจ๊ก" ยื่น ป.ป.ช.ขอค้านส่งสำนวนคดีสินบนให้ตำรวจสอบสวน
จับตา "สหรัฐฯ" เดินเกมสกัดอิทธิพล "จีน" ในลาตินอเมริกา
"ทรัมป์" ประกาศ "เวเนซุเอลา" จะส่งมอบน้ำมันให้สหรัฐฯ 50 ล้านบาร์เรล











