นับถอยหลังเหลือเวลาอีกไม่ถึง 20 วัน ก็จะเข้าสู่โหมดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อย่างเป็นทางการวันที่ 8 ก.พ.2569 ช่วงเวลาที่ผ่านมา นอกจากผู้สมัครสส.และบรรดาหัวหน้าพรรคการเมืองต่าง ๆ จะลงพื้นที่โชว์ตัวหาเสียงกันแข็งขันไม่เว้นแต่ละวันแล้ว ยังมีนโยบายที่เป็น “เรือธง” จูงใจให้ประชาชน ลงคะแนนให้ด้วย โดยเฉพาะเรื่องใกล้ตัวอย่าง “นโยบายสาธารณสุข”
ไทยพีบีเอส ออนไลน์ นำไปพลิกสมุดดูนโยบายด้านสาธารณสุขของ 7 พรรคการเมืองใหญ่ ซึ่งเป็นอีกทางเลือกหนึ่งเพื่อนำมาประกอบในการตัดสินใจในการเลือกผู้แทนฯ เข้าสภาหินอ่อน
ประเดิม ค่ายสีน้ำเงิน “พรรคภูมิใจไทย” กับนโยบาย "สูงวัยพลัส" ให้ความสำคัญผู้สูงวัย แก้ปัญหาสังคมสูงวัยที่กำลังจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ของสังคมไทยในอนาคตอันใกล้ ด้วยการออกมาตรการดูแลหลายด้าน ทั้งการรักษาพยาบาล การจัดตั้งชุดดูแล "1 หมู่บ้าน 1 พยาบาลอาสา" ที่ไม่ได้ดูแลเฉพาะผู้สูงอายุ จะรวมไปถึงหญิงตั้งครรภ์ และอื่น ๆ ด้วย
พร้อมผลักดันการสร้างศูนย์ดูและผู้สูงอายุ ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ และเตรียมออกมาตรการ การลดหย่อนภาษีให้เอกชนเพิ่ม สำหรับการจ้างงานผู้สูงอายุในภาคเอกชน
ค่ายสีแดง พรรคเพื่อไทย นำเสนอโครงการ 30 บาท รักษาทุกโรค เหมือนเดิม แต่ที่เพิ่มเติม คือ ยกเครื่องเป็น "30 บาท รักษาทุกที่ ด้วย AI" พร้อมเพิ่มสวัสดิการให้กับ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.), อาสาสมัครสาธารณสุขกรุงเทพมหานคร (อสส.) และชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ทั่วประเทศ และ ผลักดัน Medical Hub ให้ประเทศไทย เป็นศูนย์กลางการแพทย์และสุขภาพระดับโลก
นอกจากนี้ ยังมีนโยบายที่เกี่ยวกับคุณภาพชีวิตด้านอื่นๆ เช่น เปิดบัญชีเงินฝากเด็กแรกเกิด 3,000 บาท/ ปี เพื่อให้เมื่อเด็กมีอายุครบ 15 ปี จะได้มีเงินก้อนตั้งตัว รวมถึงนโยบบายด้านยาเสพติด ที่ต้องเปลี่ยนผู้เสพเป็นผู้ป่วย
ขยับมาที่ “ค่ายสีส้ม” พรรคประชาชน เป็นอีกพรรคที่เล็งเห็นปัญหากลุ่มผู้สูงอายุ จึงออกนโยบายเกี่ยวกับผู้สูงอายุมากมาย ไม่ว่าจะเป็น การเพิ่มเบี้ยสูงอายุ และคนพิการ, การจัดตั้งหน่วยดูแล นักบริบาลอาชีพ และนักกายภาพบำบัด สำหรับผู้สูงอายุ และผู้ป่วยติดเตียง และผลักดันโครงการ ธนาคารอุปกรณ์ท้องถิ่น เพื่อใช้เป็นสถานที่กลาง สำหรับดูแล และฟื้นฟูสุขภาพคนเหล่านี้ ในแต่ละพื้นที่
รวมทั้งนโยบายเกี่ยวกับ แม่และเด็ก, นโยบายด้านสุขภาพจิต, การฟื้นฟูสุขภาพแรงงาน และการสร้างเสริมสุขภาพ และป้องกันโรคในพื้นที่แรงงานเพื่อนบ้านด้วย
ค่ายพระแม่ธรณีบีบมวยผม พรรคประชาธิปัตย์ ก็เป็นอีกพรรค ที่เล็งเห็นปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากสังคมสูงวัย โดยชูนโยบาย ให้งบประมาณซ่อมแซม และปรับปรุงบ้าน สำหรับผู้สูงอายุ ที่มีอายุเกิน 70 ปี บ้านละ 5,000 บาท เพื่อสุขอนามัยของผู้สูงอายุ เช่น การทำราวจับ, การลดขั้นบันได และปรับปรุงห้องน้ำ เป็นต้น
และนโยบายเอาใจผู้สูงอายุ โครงการทำฟันผู้สูงวัย สำหรับผู้ที่อายุเกิน 70 ปี สามารถเข้าทำฟันได้โดยไม่ต้องรอคิวนาน
ในส่วนปัญหาด้านยาเสพติด ก็มีแผนผลักดันการขยายศูนย์บำบัด และฟื้นฟูให้มากขึ้น ครอบคลุมทุกพื้นที่ เพื่อให้เพียงพอต่อผู้ป่วย และที่สำคัญต้องเข้าถึงง่าย
พรรคไทยสร้างไทย ของ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยึราพันธุ์ ไม่น้อยหน้า เตรียมผลักดันโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค เป็น "30 บาทพลัส" ยกระดับบริการสาธารณสุข เพิ่มคุณภาพการรักษาพยาบาล และอำนวยความสะดวกประชาชน ด้วย AI Mobile Doctor ที่เข้าถึงได้ง่ายทุกคน ผ่านโทรศัพท์มือถือ ซึ่งในส่วนนี้ นอกจากจะช่วยดูและสุขภาพประชาชนได้อย่างทั่วถึงแล้ว ยังช่วยแก้ปัญหาความแออัดในโรงพยาบาล ลดภาระแพทย์ และพยาบาลลงได้มาก
ขณะที่ พรรคพลังประชารัฐ ก็ชูนโบายสวัสดิการ ดูแลตั้งแต่ในครรภ์ ด้วยมารดาประชารัฐ สวัสดิการที่จะดูแล ก็มีตั้งแต่การดูแลด้านโภชนาการ โครงการอาหารกลางวันฟรี สำหรับเยาวชน, การเพิ่มทักษะเพื่อประกอบอาชีพ, การเพิ่มสวัสดิการสุขภาพสำหรับแรงงาน และการเพิ่มเบี้ยยังชีพ สำหรับผู้สูงอายุ
ปิดท้ายที่ พรรคกล้าธรรม เน้นนโยบายเสริมสร้างคุณภาพชีวิตระยะยาว และระบบสุขภาพชุมชน โดยเฉพาะการดูแลผู้สูงอายุและผู้ดูแล (Long Term Care) ผ่านการสนับสนุนนักบริบาล และการพัฒนาศักยภาพบุคลากรด่านหน้า เช่น อสม. ให้เป็น "แนวหน้าสุขภาพ" พร้อมค่าตอบแทนที่เหมาะสม สร้างระบบประกันสุขภาพที่ครอบคลุมและยั่งยืน โดยมุ่งยกระดับจาก "นโยบายสาธารณสุข" (รักษาโรค) สู่ "นโยบายสุขภาพ" (ป้องกันและส่งเสริม) เพื่อลดภาระโรงพยาบาลและสร้างสุขภาพดีอย่างครบวงจร
รักใคร เลือกพรรคไหน อย่าลืมใช้สิทธิตรวจสอบเรื่องใกล้ตัว นโยบายสาธารณสุข เพื่อสุขภาพของคนไทย
อ่านข่าว
"ภูมิธรรม” ดีใจ รอด คดีแทรกแซงคดี "ฮั้ว สว."
"ประชามติ" ใบเบิกทางสู่รัฐธรรมนูญใหม่ หรือ ตีเช็คเปล่า?











