ค้นหา
ทีวีออนไลน์
เว็บไซต์ในเครือ
เว็บไซต์บริการ

"หมอยง" แนะ "นิปาห์" ความเสี่ยงเชื้อกระจายตัวยังต่ำ - ระวังสัมผัสค้างคาว

สังคม
07:42
1,385
"หมอยง" แนะ "นิปาห์" ความเสี่ยงเชื้อกระจายตัวยังต่ำ - ระวังสัมผัสค้างคาว
อ่านให้ฟัง
04:12อ่านข่าวให้ฟังโดย Botnoi Voice เว็บแอปพลิเคชันสำหรับสร้างเสียงจากข้อความด้วย AI (Text to Speech)
นพ.ยง ภู่วรวรรณ ระบุว่าโรคนิปาห์มีมานานเกือบ 30 ปี อาการแตกต่างตามสายพันธุ์ ในอินเดียส่วนใหญ่เป็นปอดอักเสบ ติดต่อตรงจากค้างคาวกินผลไม้ อำนาจแพร่กระจายต่ำ (0.2-0.8) จึงไม่ก่อระบาดใหญ่ ไทยเฝ้าระวังผู้ป่วยเดินทางจากพื้นที่เสี่ยง

วันนี้ (26 ม.ค.2569) ศาสตราจารย์ นายแพทย์ยง ภู่วรวรรณ ราชบัณฑิต สำนักวิทยาศาสตร์ และศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับโรคนิปาห์ ว่าโรคนี้เป็นที่รู้จักมานานเกือบ 30 ปี มีการศึกษาและองค์ความรู้อย่างต่อเนื่อง การวินิจฉัยไม่ยุ่งยากซับซ้อน

ลักษณะอาการหลัก

ไข้สูง โดยสายพันธุ์ดั้งเดิมที่พบในมาเลเซียมักทำให้เกิดสมองอักเสบ แต่สายพันธุ์ที่ระบาดในเอเชียใต้ รวมถึงอินเดียปัจจุบัน ส่วนใหญ่ทำให้เกิดปอดอักเสบมากกว่า การติดเชื้อเกิดจากค้างคาวกินผลไม้โดยตรง ไม่ผ่านตัวกลางอย่างหมูเหมือนในมาเลเซีย

การแพร่ระบาด

โรคนี้มีอัตราการกระจายโรคต่ำ อยู่ระหว่าง 0.2 - 0.8 หมายความว่าผู้ป่วย 1 คนสามารถแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้เพียง 0.2 - 0.8 คน ซึ่งต่ำกว่าไข้หวัดใหญ่หรือโควิด-19 (1.5 - 2) จึงไม่ก่อให้เกิดการระบาดใหญ่ แต่จำกัดอยู่ในวงเล็ก เช่น ครอบครัวหรือบุคลากรทางการแพทย์ที่ดูแลผู้ป่วย

การระบาดพบในพื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถึงเอเชียใต้ ซึ่งมีค้างคาวกินผลไม้เป็นตัวกลางสายพันธุ์ที่พบในมาเลเซียและเอเชียใต้มีความแตกต่างกัน ส่งผลให้ลักษณะอาการไม่เหมือนกัน ปัจจุบันที่อินเดียเป็นสายพันธุ์เอเชียใต้ ติดต่อโดยตรงจากการสัมผัสค้างคาวหรือบริโภคน้ำตาลจากอินทผาลัมที่ไม่ต้ม ซึ่งคล้ายกับน้ำตาลสดจากต้นตาลหรือมะพร้าวในไทย จึงควรต้มก่อนบริโภคเพื่อความปลอดภัย

มาตรการป้องกันในประเทศไทยที่สำคัญ

ป้องกันการติดเชื้อจากค้างคาว โดยหลีกเลี่ยงผลไม้ดิบหรือผลไม้ที่มีรอยกัดแทะ ล้างและปอกเปลือกก่อนรับประทาน ไม่ดื่มน้ำหวานหรือน้ำผลไม้ดิบที่อาจปนเปื้อน ควบคุมแหล่งอาหารและที่อยู่อาศัยของค้างคาวไม่ให้ใกล้ชุมชนมากเกินไปโดยไม่ทำลายระบบนิเวศ

การเฝ้าระวังในประชากร เน้นติดตามผู้ป่วยที่มีไข้เฉียบพลันร่วมกับอาการทางระบบประสาทหรือทางเดินหายใจรุนแรง โดยเฉพาะผู้มีประวัติสัมผัสสัตว์ป่าหรือเดินทางกลับจากประเทศเสี่ยงในเอเชียใต้ พร้อมระบบรายงานโรคที่รวดเร็ว

ป้องกันการแพร่เชื้อจากคนสู่คน แยกผู้ป่วยต้องสงสัยทันที ใช้มาตรการป้องกันการติดเชื้อในโรงพยาบาลแบบ Standard + Contact + Droplet precautions บุคลากรทางการแพทย์สวมใส่ PPE อย่างเหมาะสม

การเตรียมความพร้อมของระบบสาธารณสุข รวมถึงห้องปฏิบัติการตรวจยืนยันตามระดับ BSL ที่เหมาะสม แนวทางสอบสวนและควบคุมการระบาดที่ชัดเจน รวมถึงการฝึกซ้อมแผนรับมือโรคอุบัติใหม่

สุดท้าย การสื่อสารความเสี่ยงกับประชาชน โดยให้ความรู้ที่ถูกต้องในพื้นที่เสี่ยง ลดความตื่นตระหนก เน้นพฤติกรรมป้องกันที่เหมาะสม และทำงานร่วมกับชุมชนเพื่อให้ข้อมูลอย่างรวดเร็วและถูกต้อง

อ่านข่าวอื่น :

ปิดฉากเลือกตั้ง "เมียนมา" คาดพรรค USDP ที่กองทัพหนุนหลังคว้าชัย

สภาพอากาศวันนี้ ทั่วไทยอุณหภูมิสูงขึ้น 1-2 องศาฯ ช่วงเช้าอากาศเย็นถึงหนาว

ไรเดอร์รวมตัว สน.ปทุมวัน หลังไรเดอร์สาวถูก 2 รปภ.สนามม้าทำร้าย