วันนี้ (28 ม.ค.2569) ตัวแทนสมาชิกวุฒิสภา (สว.) สำรอง นำโดย พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว อดีตผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะแกนนำกลุ่ม สว.สำรอง ยื่นหนังสือต่ออธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพื่อเรียกร้องให้เร่งรัดการดำเนินคดีอาญา กรณีการได้มาซึ่ง สว.โดยมิชอบ
การยื่นหนังสือดังกล่าว มีขึ้นภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยกรณี 92 สว.ยื่นร้องว่านายภูมิธรรม เวชยชัย และ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง แทรกแซงการทำงานของดีเอสไอ โดยศาลวินิจฉัยว่าการดำเนินงานของดีเอสไอและคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายและสอดคล้องกับหลักนิติรัฐ
พล.ต.ท.คำรบ เปิดเผยว่า คณะ สว.สำรอง เดินทางมาเพื่อยืนยันและเน้นย้ำให้ดีเอสไอดำเนินคดีอั้งยี่และฟอกเงินอย่างเต็มที่ ซึ่งเป็นคดีพิเศษที่ 24/2568 หลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชัดเจนแล้วว่า การดำเนินการของฝ่ายบริหารในคดีนี้ไม่ถือเป็นการแทรกแซง ส่งผลให้กระบวนการสอบสวนทั้งหมดถือว่าชอบด้วยกฎหมาย
สำหรับคดีนี้อยู่ระหว่างการสอบสวนมากว่า 1 ปี และเกี่ยวพันทั้งอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และดีเอสไอ ซึ่งในทางปฏิบัติกลับพบว่าทั้ง 2 หน่วยงานมีลักษณะต่างฝ่ายต่างรอจนทำให้คดีล่าช้า จึงขอให้เร่งประสานข้อมูลและเร่งดำเนินการ
นอกจากนี้ยังกล่าวถึงกรณีที่พนักงานอัยการมีคำสั่งคืนสำนวนคดีฟอกเงิน ที่ดีเอสไอส่งฟ้องผู้ต้องหา 8 คน โดยให้นำไปสอบสวนเพิ่มเติม ทั้งการแจ้งข้อหาอั้งยี่ ซึ่งเป็นข้อหาหลัก การเชื่อมโยงเส้นทางการเงิน และการขยายผลไปยังผู้ต้องหาหรือผู้ถูกกล่าวหาที่อาจมีจำนวนมากกว่านี้ ซึ่งตามข้อเท็จจริงมีผู้เกี่ยวข้องเป็นจำนวนมาก ไม่ใช่เพียง 8 คนเท่านั้น
พล.ต.ท.คำรบ ระบุอีกว่า คณะ สว.สำรองเห็นว่าแนวทางของพนักงานอัยการเป็นไปอย่างรอบคอบและตรงกับข้อเท็จจริง พร้อมเรียกร้องให้ดีเอสไอดำเนินการตามข้อเสนอแนะของอัยการอย่างครบถ้วน เพื่อให้คดีมีความสมบูรณ์และไม่ถูกมองว่ามีความพยายามทำให้คดีเบาบางลง
ทั้งนี้ ภายหลังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ คณะ สว.สำรอง ได้ออกแถลงการณ์ 4 ข้อ ได้แก่
1. เรียกร้องให้ กกต.ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญอย่างตรงไปตรงมา โปร่งใส เป็นธรรมและไม่ล่าช้า ในการวินิจฉัยคดีร้องคัดค้านการได้มาซึ่ง สว.ที่ถูกกล่าวหาว่าไม่สุจริต
2. เรียกร้องให้ดีเอสไอเร่งรัดดำเนินคดีอาญาในคดีพิเศษที่ 24/2568 โดยเฉพาะความผิดฐานอั้งยี่และฟอกเงิน กับผู้ที่เกี่ยวข้องทุกกลุ่ม
3. เรียกร้องให้ สว.ที่มีชื่อเกี่ยวข้องกับกระบวนการทั้งหมด 138 คน แสดงความรับผิดชอบทางการเมืองและจริยธรรมด้วยการลาออก
4. จากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ มีเหตุอันควรสงสัยว่าการกระทำของ สว. 92 คนที่เป็นผู้ร้อง อาจอยู่บนพื้นฐานของความไม่ซื่อสัตย์สุจริต และเป็นการใช้กลไกรัฐธรรมนูญเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ อันอาจเข้าข่ายการแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของฝ่ายบริหาร
ส่วนความล่าช้าของ กกต. พล.ต.ท.คำรบ ระบุว่า ความรับผิดชอบหลักอยู่ที่ กกต. โดยเฉพาะขั้นตอนการอนุวินิจฉัย ซึ่งตามระเบียบปกติใช้เวลาประมาณ 90 วัน แต่กรณีสำนวนชุดที่ 26 ซึ่งส่งให้ กกต. ตั้งแต่วันที่ 17 ก.ย.2568 ครบกำหนดตั้งแต่วันที่ 17 ธ.ค.2568 แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่มีความคืบหน้าและไม่ปรากฏเหตุผลที่ชัดเจนในการขยายเวลา พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า กกต.ไม่เคยชี้แจงต่อสาธารณะถึงเหตุผลของความล่าช้า ทั้งที่สามารถอธิบายกรอบระยะเวลาและขั้นตอนให้สังคมรับทราบได้ หากมีความโปร่งใสเพียงพอ
นอกจากนี้ คณะ สว.สำรองยังได้ยื่นฟ้อง กกต.ชุดเก่า 8 คน ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 จากกรณีความล่าช้าในการดำเนินการ ซึ่งขณะนี้ศาลมีคำสั่งให้ กกต.ชี้แจงข้อเท็จจริงเพิ่มเติมและอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะรับไต่สวนหรือไม่
อ่านข่าว
ทนายอั๋นพาเพจ "แม่แนน น้องสมาร์ท" ทวงถามบรรทัดฐาน กกต.ปมสั่งลบคลิป
ศาลยกฟ้อง ปธ.ศาลปกครองสูงสุด ไม่ผิด ม.157 ปม "บิ๊กโจ๊ก" ฟ้องเเทรกเเซงคดีสั่งให้ออกจากราชการ
ทภ.1 ชี้หากวงเลขาฯ RBC ไทย-กัมพูชาไร้ข้อสรุปจะไม่ลงนามร่วม 29 ม.ค.











