เพียงช่วงระยะ 10 วัน หลังธนาคารแห่งประเทศไทย ออกหนังสือเวียน ขอความร่วมมือธนาคารพาณิชย์ และสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ รายงานธุรกรรมการเบิกเงินสดที่มีลักษณะผิดปกติ
วันนี้ (28 ม.ค.2569) นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า แบงก์ชาติได้รับรายงานการเบิกเงินสด ที่มีลักษณะผิดปกติตั้งแต่หลัก 100 ล้านบาท ไปจนถึง 250 ล้านบาท โดยเฉพาะกรณีมีผู้เบิกเงินสด จำนวน 200 ล้านบาท พร้อมกับขอแลกเป็นธนบัตรฉบับละ 100 บาท และมีบางรายขอแลกเป็นธนบัตรฉบับละ 500 บาทเท่านั้น ถือเป็นการดำเนินธุรกรรมแลกเงินสดผิดปกติในช่วงก่อนการเลือกตั้ง
ธปท.ในฐานะผู้พิมพ์ธนบัตร ได้เริ่มเข้าไปดูแลการเบิกถอนเงินสดที่ผิดปกติ โดยในช่วง 10-14 วันที่ผ่านมา พบว่ามีบางรายเบิกเงินสดสูงถึง 200-250 ล้านบาท และบางเคสมีการเจาะจงขอเป็นธนบัตรใบละ 100 บาท หรือ 500 บาทอย่างเดียว
ทั้งนี้ แบงก์ชาติ จะรวบรวมข้อมูลให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตรวจสอบต่อไป
ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า แบงก์ชาติอยู่ระหว่างศึกษาตัวเลขที่เหมาะสม ก่อนกำหนดเพดานเบิกเงินสด เพื่อให้สถาบันการเงินมีหน้าที่ความรับผิดชอบที่ต้องวิเคราะห์ความเสี่ยงและตรวจสอบธุรกรรม อาจกำหนดเพดานตั้งแต่ 2-5 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนมาตรการสกัดการฟอกเงินธุรกิจสีเทา คาดว่าจะแล้วเสร็จใน 2 เดือนข้างหน้า
นอกจากนี้ แบงก์ชาติยังออกหนังสือเวียนให้ร้านแลกเงินตราต่างประเทศ รับแลกธนบัตรสกุลเงินตราต่างประเทศ หรือเช็คสำหรับเดินทางที่พึงจ่ายเป็นเงินตราต่างประเทศ ไม่เกินวันละ 800,000 บาทต่อคนต่อวัน
ขณะที่ร้านแลกเงินในจังหวัดชายแดน กำหนดรับแลกเงินสดไม่เกิน 200,000 บาท โดยให้ถือเป็นธุรกรรมแลกเงินที่มีความเสี่ยงฟอกเงิน คาดว่าจะออกเกณฑ์ได้เดือน ก.พ.นี้
เช่นเดียวกับความร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. ยกระดับความเข้มข้นในการตรวจสอบธุรกรรมโอนเงินผ่านกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ หรืออีวอลเล็ต ต้องสอดคล้องกับอาชีพและรายได้ หรืออี-โปรไฟลิ่ง หลังเคยมีกรณีศึกษาเจ้าของบัญชีประกอบอาชีพผู้ค้าหาบเร่แผงลอย แต่มีเงินผ่านเข้าออกอีวอลเล็ตหลักร้อยล้าน ซึ่งจะออกเกณฑ์ดังกล่าวภายในสิ้นเดือน ม.ค.นี้
นอกจากนี้ แบงก์ชาติยังพบพิรุธธุรกรรมซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่อิงสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ หรือยูเอสดีที ผ่านผู้ให้บริการไทย ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 52 ของมูลค่าซื้อขายสินทรัพย์ทั้งหมด หากเป็นธุรกรรมปกติปริมาณและมูลค่าไม่ควรมีสัดส่วนมากขนาดนี้ ในจำนวนนี้ร้อยละ 40 กลับเป็นชาวต่างชาติ เป็นผู้ทำธุรกรรมดังกล่าวในไทย ทั้งที่สามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องผ่านผู้ให้บริการไทย
ถ้าท่านเป็นคนสิงคโปร์ จะเอาเงิน USDT มาขายในประเทศไทยเหรอ และถ้าท่านเป็นคนฮ่องกง อยากได้ USDT ต้องมาซื้อประเทศไทยเหรอ ทำไมไม่ซื้อฮ่องกง หรือสิงคโปร์ มันน่าสงสัยเกี่ยวกับธุรกรรมที่ไม่ต้องการผ่านระบบชำระเงินปกติหรือไม่ ซึ่งแบงก์ชาติ ขอข้อมูลนี้จาก ก.ล.ต.แล้ว หวังว่าจะได้ภายในอาทิตย์นี้
นายวิทัย กล่าวอีกว่า หากได้ข้อมูลพบธุรกรรมขนาดใหญ่จะเร่งส่งข้อมูลให้ ปปง. พร้อมย้ำว่า แบงก์ชาติจำเป็นจ้องขยายบทบาทของตัวเองในการลงมือแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะปัญหาทุนเทาที่กำลังกัดกร่อนเศรษฐกิจไทย
อ่านข่าว :
จ่อหมายจับเพิ่มเครือข่าย "สจ.เนย์-ภรรยา" เงินหมุนเวียนกว่า 100 ล้าน
ชันสูตร "วาฬโอมูระ" จมน้ำตายจากการป่วย-พลัดหลงแม่
ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์เรียกร้อง สปสช. ฉีดวัคซีน PCV ฟรีเด็กไทยทุกคน











