‘พท.-ปชน.-ปชป.’ ร่วมผ่า พ.ร.บ.การศึกษา42 ต้นเหตุปฏิรูปเหลว ชูปฏิวัติ กฎหมายใหม่

สังคม
13:01
จำนวนผู้ชม 104
Thai PBS
‘พท.-ปชน.-ปชป.’ ร่วมผ่า พ.ร.บ.การศึกษา42 ต้นเหตุปฏิรูปเหลว ชูปฏิวัติ กฎหมายใหม่

นายสุทิน คลังแสง รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวในการอภิปรายเรื่อง “พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ เพื่ออนาคตการศึกษา” ในงานสัมมนาเรื่อง “พ.ร.บ.การศึกษา เพื่ออนาคตการศึกษา และการวิจัยไทย” ดำเนินรายการโดย ศ.ดร.ภาวิช ทองโรจน์ หัวหน้าศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญเพื่อการปฏิรูปการศึกษาไทย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ที่อาคารสถาบัน 3 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อเร็วๆ นี้ ว่า ที่พูดวันนี้ไม่ใช่ข้อสรุปของพรรค พท.ตนมองว่าการปฏิรูปการศึกษาที่ผ่านมา มีทั้งผ่าตัดเล็ก และผ่าตัดใหญ่

ที่พูดกันมาก คือ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ซึ่งต้องมาดูกันว่าให้ยาผิดหรือไม่ผิด ทำไมไม่ได้ผล ทั้งงบประมาณด้านการศึกษาที่เป็นงบค่าจ้าง 80% แทบไม่มีงบพัฒนาการศึกษาเลย หลักสูตรฐานสมรรถนะที่ยังไม่เกิด ขณะที่ครูต้องสอนรูปแบบใหม่ แต่ถ้าดูที่ผ่านมา จะเห็นจากตัวชี้วัดต่างๆ ว่าเด็กไทยตกต่ำลงเรื่อยๆ ยิ่งเด็กในชนบทยิ่งถูกทิ้งห่าง ถ้าเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ ประเทศไปไม่รอดแน่

‘พท.-ปชน.-ปชป.’ ร่วมผ่า พ.ร.บ.ศึกษา’42 ต้นเหตุปฏิรูปเหลว ชูปฏิวัติ กฎหมายใหม่

‘พท.-ปชน.-ปชป.’ ร่วมผ่า พ.ร.บ.ศึกษา’42 ต้นเหตุปฏิรูปเหลว ชูปฏิวัติ กฎหมายใหม่

“ยิ่งปฏิรูปการศึกษา ยิ่งไม่ได้อย่างที่ พ.ร.บ.การศึกษาฯ 2542 ต้องการ วันนี้ต้องกล้าหาญ ไม่ใช่แค่ปฏิรูป แต่ต้องปฏิวัติการศึกษา ออกกฎหมายที่แก้ปัญหาได้เบ็ดเสร็จ นอกจากนี้ เห็นว่าเมื่อกฎหมายในวันนี้ได้แยก พ.ร.บ.อาชีวศึกษา พ.ร.บ.การอุดมศึกษา และ พ.ร.บ.ปฐมวัยออกมาแล้ว ก็ควรแยกการศึกษาขั้นพื้นฐานออกมาต่างหาก ให้โรงเรียนมีอิสระ หรือจะเป็นนิติบุคคล ต้องชัดเจน ส่วน พ.ร.บ.การศึกษาใหญ่ก็ให้เป็น ‘ธรรมนูญ’ ที่พูดถึงหลักการกว้างๆ ต้องมีซุปเปอร์บอร์ด

แต่อย่าคาดหวังว่าจะเป็นคณะซุปเปอร์แมน ต้องวางนโยบายระยะยาว ส่วนสาเหตุที่ทำให้การปฏิรูปการศึกษาไม่สำเร็จ จากการเมืองที่ไม่ต่อเนื่อง หรือเปลี่ยนรัฐบาล ทำให้การปฏิรูปการศึกษาถูกบอนไซ ดังนั้น ซุปเปอร์บอร์ดต้องมีอิสระจริงๆ ต้องเป็นองค์กรการศึกษาแห่งชาติ เหมือนธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาล จะเข้ามาแทรกแซงไม่ได้” นายสุทิน กล่าว

‘พท.-ปชน.-ปชป.’ ร่วมผ่า พ.ร.บ.ศึกษา’42 ต้นเหตุปฏิรูปเหลว ชูปฏิวัติ กฎหมายใหม่

‘พท.-ปชน.-ปชป.’ ร่วมผ่า พ.ร.บ.ศึกษา’42 ต้นเหตุปฏิรูปเหลว ชูปฏิวัติ กฎหมายใหม่

ด้าน นายพริษฐ์ วัชรสินธุ รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวว่า ไม่มั่นใจว่าทุกพรรคเห็นปัญหาที่ต้องปฏิรูปการศึกษาตรงกันหรือไม่ การศึกษาไทยปัจจุบันขาด 3E คือ 1.Emergency การรับมือกับภาวะฉุกเฉิน ซึ่งปัจจุบันงบลงถึงมือนักเรียนน้อยมาก เพียง 15% ของงบด้านการศึกษาเกือบ 3 แสนล้านบาท เรียนเยอะเป็นลำดับต้นๆ แต่คะแนน PISA ถดถอยกว่าประเทศอื่นๆ 2.Empathy ความเข้าอกเข้าใจผู้เรียน จากคะแนน PISA พบว่าการประเมินด้านอื่นๆ อย่างด้านการกิน หรือสุขภาพใจที่ดีของเด็กไทย น่าตกใจมาก และ 3.Elasticity ความยืดหยุ่นของระบบ และหลักสูตร จะทำอย่างไรให้ระบบการศึกษาไทยรองรับการยืดหยุ่นได้มากขึ้น

“อย่าคิดว่าทุกเรื่องจะแก้ได้ผ่านการแก้กฎหมาย จริงๆ แก้ได้โดยไม่ต้องแก้กฎหมาย แต่ พ.ร.บ.การศึกษาฯ ฉบับใหม่ก็จำเป็น ต้องมาดูว่าจะใส่อะไรเข้าไป อาทิ 1.ต้องรับประกันสิทธิอะไรบ้างให้ผู้เรียนให้ได้มากที่สุด 2.โครงสร้างรัฐ จะแบ่งภารกิจภายในกระทรวง ทั้งระดับชาติ และระดับพื้นที่อย่างไร หรือโครงสร้างหลักสูตร ต้องปรับทุกกี่ปี และ 3.จะแบ่งกฎหมายการศึกษาแต่ละฉบับอย่างไร

ขณะนี้มีกฎหมายลูกหลายฉบับแยกออกมาแล้ว ทั้ง พ.ร.บ.อาชีวะฯ พ.ร.บ.อุดมฯ และ พ.ร.บ.ปฐมวัย ขณะที่กำลังจะแก้กฎหมายแม่ ฉะนั้น จะแก้อย่างไร และวางกฎหมายแต่ละฉบับไว้อย่างไร สุดท้ายต้องแก้กฎหมายลูกอย่างไรให้สอดคล้องกับกฎหมายแม่ ตรงนี้จะไปนำเสนอให้พรรค ปชน.เพราะก่อนหน้านี้ในพรรคก็ถกกันในเรื่องนี้ ถ้าทุกอย่างเรียบร้อย ก็ต้องเดาใจว่ารัฐบาลอยากให้กฎหมายออกเร็วหรือไม่” นายพริษฐ์ กล่าว

นายพริษฐ์ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ เป้าหมายของการยกร่าง พ.ร.บ.การศึกษาฯ ฉบับนี้ ต้องมี 3 เป้าหมาย คือ ออกเร็ว สร้างการมีส่วนร่วม และต้องแก้ปัญหาได้จริง แต่ที่กังวลใจ คือ มุมที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) บอกว่าอะไรที่ยังเห็นไม่ตรงกันให้พักไว้ก่อน ซึ่งจะทำให้ได้ พ.ร.บ.การศึกษาฯ ฉบับใหม่ที่แก้ปัญหาไม่ได้ ประเด็นนี้ไม่ได้พูดเฉพาะกับฝ่ายรัฐบาล แต่พูดกับฝ่ายค้านด้วย อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่ทำให้การปฏิรูปการศึกษาไม่สำเร็จ ไม่ใช่เพราะเปลี่ยนรัฐมนตรีบ่อย ต้องแยกแยะระหว่างความต่อเนื่องของนโยบาย กับการเมือง แต่สิ่งที่เป็นปัญหา คือ การเมืองที่ขาดเจตจำนงที่จะแก้ปัญหา นอกจากนี้ ปัญหาจริงๆ คือ ระบบราชการ และการแทรกแซงของกลุ่มผลประโยชน์ รวมถึง ฝ่ายการเมืองที่ขาดเจตจำนง

นางรัดเกล้า สุวรรณคีรี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวว่า พรรค ปชป.มองว่าการจัดการศึกษาในขณะนี้ ทั้งเรื่องกฎหมาย โครงสร้าง และงบการศึกษาที่เยอะมาก แต่คุณภาพไม่มา จึงต้องแยกการบริหารจัดการศึกษา ให้รู้ว่าประเทศจะไปทิศทางไหน โดยแยกกับการจัดการหลักสูตร บวกกับสถานการณ์ของ AI ที่เข้ามามีบทบาทกับการจัดการศึกษาเพิ่มขึ้น

โดยปี 2024 มีถึง 93% ของบุคลากรอุดมศึกษา คาดว่าอีก 2 ปีจะใช้ AI ในการออกแบบการเรียนให้เด็ก และปี 2025 มีนักศึกษาทั่วโลก 86% ใช้ AI ในการเรียน จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนรูปแบบการเรียน ดังนั้น การปฏิรูปการศึกษา และการยกร่าง พ.ร.บ.การศึกษาฯ ฉบับใหม่ จึงต้องออกแบบให้ทันโลก พัฒนาครูให้ดี และแก้ปัญหางบที่เหลือแค่กว่า 10% ที่ถูกนำมาพัฒนานักเรียน และนักศึกษา

“การจัดการศึกษาแย่มาก แต่รัฐบาลไม่เคยพูดถึงการแก้ปัญหาการศึกษาเลย ทำให้คนส่วนใหญ่ของประเทศถูกทิ้งไว้ข้างหลัง รัฐบาลเอาใจแต่คนบนยอดปิรามิด ทำให้ประเทศไม่มีทางเจริญ ทั้งนี้ ปชป.เห็นด้วยกับการทำให้โรงเรียนเป็นนิติบุคคลโดยสมบูรณ์ หรือจัดสรรงบเองได้ โดยวาดฝันอยากให้โรงเรียนกับท้องถิ่นร่วมมือกัน เพื่อให้พ่อแม่มีทางออกที่จะให้ลูกอยู่ในโรงเรียนคุณภาพ ทั้งการจัดรถโรงเรียน จัดอาหารเช้า-กลางวันให้เด็ก และหลักสูตรต้องเป็นอิสระ

โดยโรงเรียนออกแบบให้เหมาะกับท้องถิ่น และตอบโจทย์การประเมินได้ อย่างไรก็ตาม หากต้องการปฏิรูปการศึกษา และแก้ปัญหาความต่อเนื่องทางการเมือง จะต้องดูเจตจำนงทางการเมืองเป็นตัวตั้ง และการบริหารของประเทศ ต้องตั้ง KPI ให้ชัดเจน และกำหนดระยะเวลาในการปฏิรูปให้ชัด ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นแค่นโยบายหาเสียง และอ้างเป็นเหตุผลต่างๆ นาๆ ที่ปฏิรูปไม่สำเร็จ” นางรัดเกล้า กล่าว

ศ.ดร.ภาวิช ทองโรจน์ กล่าวในการบรรยายพิเศษเรื่อง กฎหมายการศึกษาไทยในฐานะเครื่องมือหลักเพื่อการพัฒนาการศึกษาของชาติความเป็นมา : สถานภาพปัจจุบัน และแนวทางสำหรับอนาคต ว่า การปฏิรูปการศึกษาที่ผ่านมา ไม่บรรลุผลเท่าไหร่ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ 2542 ในปัจจุบัน เป็นผลพวงจาก พ.ร.บ.การศึกษา 2540 ผ่านมา 27 ปี จำเป็นต้องมาดูเรื่อง พ.ร.บ.การศึกษาฉบับใหม่ ที่ไม่ใช่ฉบับเดียว แต่เป็นโครงสร้างทั้งระบบ และเครือข่าย กลายเป็นนิติสถาปัตยกรรมของระบบการพัฒนาทุนมนุษย์แห่งชาติ ต้องเป็นกฎหมายของประเทศ

อีกทั้ง ปัจจุบัน AI เข้ามาดิสรัปชั่นเยอะมาก ดังนั้น ใน พ.ร.บ.การศึกษาฯ ควรจะมี 1 หมวดที่กล่าวถึง AI ถ้าไม่ตั้งรับตอนนี้ จะลำบาก ขณะนี้จะเห็นการตกต่ำของการศึกษา ทั้งการประเมิน ครู และหลักสูตร การยกร่างกฎหมายใหม่ น่าจะเป็นทางออกที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงใหม่ได้ ส่วนที่ผ่านมาที่แก้ปัญหาไม่ได้ เพราะกระบวนการต่างๆ ที่เกิดขึ้นเป็นแบบเลี่ยงบาลี

ศ.ดร.ภาวิช กล่าวว่า สำหรับ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ จะต้องวางหลักการ และทิศทางให้เหมาะสม ต้องบูรณาการกระทรวงต่างๆ ที่เกี่ยวกับเรื่องทรัพยากรมนุษย์ มีซุปเปอร์บอร์ด เปลี่ยนรูปแบบการบริหารจากปัจจุบันเป็นการบริหารเชิงกลยุทธ์ กำหนดยุทธศาสตร์ และบูรณาการระหว่างกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ปรับสภาการศึกษา เป็นสภาการศึกษาแห่งชาติ มีหน้าที่สั่งการ ศธ.โดยในการยกร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ จะเป็นภาพรวม

และภายใต้กฎหมายฉบับนี้ จะแบ่งเป็นกฎหมาย 4 ฉบับ คือ พ.ร.บ.อาชีวะ พ.ร.บ.อุดมฯ พ.ร.บ.ปฐมวัย และ พ.ร.บ.ขั้นพื้นฐาน ขณะที่ พ.ร.บ.แม่บทฉบับใหม่ ต้องมีอิสระ ซึ่งประเด็นนี้ถูกเบี้ยวมาตลอด ต้องออกแบบให้โรงเรียนเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ มีอิสระในการบริหารจัดการอย่างแท้จริง ปลดล็อกห้องเรียนด้วยคณะกรรมการสถานศึกษา ที่เป็นนิติบุคคลอย่างแท้จริง เข้มแข็ง และมีเสรีภาพทางวิชาการ

“นอกจากนี้ ขอเสนอให้ยกเลิกการแยกการจัดการศึกษาระดับประถม ป.1-6 และมัธยม ม.1-6 โดยจัดโครงสร้างตามวิทยาวิทยาศาสตร์การเรียนรู้เป็น 9 ปี คือประถมมี 9 ปี และมัธยม 3 ปี เพื่อลดความเครียดของเด็กที่ต้องแข่งขัน และติวเพื่อจะสอบเข้าเรียนชั้น ม.1” ศ.ดร.ภาวิช กล่าว

อ่านข่าว :

เช็กรายชื่อ! กสถ.ประกาศขึ้นบัญชีใหม่สอบท้องถิ่น 2568 ทุกภาค

ศาลไม่รับคำฟ้อง "หมอสรณ" ขอเพิกถอนมติพ้นประธาน กสทช.

"เอกนิติ" แจงเงินกู้ 2 แสนล้านเน้นเปลี่ยนผ่านพลังงาน - รอประเมินไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2