ศาลไม่รับคำฟ้อง "หมอสรณ" ขอเพิกถอนมติพ้นประธาน กสทช.

การเมือง
12:03
จำนวนผู้ชม 176
Thai PBS
ศาลไม่รับคำฟ้อง "หมอสรณ" ขอเพิกถอนมติพ้นประธาน กสทช.

วันนี้ (8 ส.ค.2569) ศาลปกครองกลาง มีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณาวินิจฉัยในคดีที่ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และ กิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้ฟ้องคดีต่อศาลปกครองกลาง เพื่อขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของกรรมการสรรหา กสทช. ที่ 1/2569 และขอให้ทุเลาการบังคับทางปกครองและขอบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนศาลมีคำพิพากษา โดยขอให้ทุเลาการบังคับตามคำวินิจฉัยของกรรมการสรรหาฯ ขอให้ระงับการนำความกราบบังคมทูลให้พ้นจากตำแหน่ง โดยให้ตนปฏิบัติหน้าที่ประธาน กสทช. ต่อไป และขอให้ระงับการคัดเลือกและแต่งตั้งประธาน กสทช. คนใหม่แทนตนเอง

ในที่สุดศาลปกครองกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณาและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ เมื่อวันที่ 7 ส.ค.2569 โดยศาลมีความเห็นว่า เมื่อกรรมการสรรหาฯ วินิจฉัยว่า น.พ.สรณ กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 8(2) แห่ง พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ เป็นกรณีที่มีบัญญัติไว้ในมาตรา 20 ให้นำความกราบบังคมทูลเพื่อให้มีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง ซึ่งความเห็นเกี่ยวกับกระบวนการในส่วนนี้ มีข้อสังเกตว่า ศาลไม่ได้ระบุถึงขั้นตอนตามที่นายกรัฐมนตรีระบุว่า ต้องแจ้งวุฒิสภาก่อนนำความกราบบังคมทูล เนื่องจากเป็นขั้นตอนที่ไม่ได้กำหนดในกฎหมายแต่อย่างใด

ผลของคำสั่งศาลปกครองกลางดังกล่าว ทำให้คำวินิจฉัยของกรรมการสรรหาฯ เป็นที่สุดในทางคดี ไม่มีเหตุที่ นพ.สรณ จะกล่าวอ้างได้อีกว่า คำวินิจฉัยดังกล่าวยังไม่มีผลเป็นที่สุด และคำขอต่าง ๆ ที่ขอต่อศาล ย่อมไม่ได้รับความคุ้มครองทางกฎหมาย ไม่ว่า การขอทุเลาการบังคับตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ การขอให้ระงับการนำความกราบบังคมทูลให้พ้นจากตำแหน่ง หรือแม้แต่การขอให้ระงับการคัดเลือกและแต่งตั้ง ผู้ที่จะดำรงตำแหน่งแทนตนเอง พนักงานเจ้าหน้าที่ในกระบวนการต่าง ๆ จึงสามารถดำเนินการตามกฎหมายต่อไปได้ เนื่องจากไม่มีเหตุให้ระงับหรือชะลอการดำเนินการใดๆ ตามมาตรา 15 แห่ง พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ

นอกจากนี้ คณะกรรมการกฤษฎีกาเคยมีความเห็นเกี่ยวกับการนำความกราบบังคมทูล ตาม พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ไว้แล้วว่า กสทช. เป็นกรรมการขององค์กรของรัฐที่เป็นอิสระตามรัฐธรรมนูญ และสำนักงาน กสทช. เป็นหน่วยงานของรัฐที่ไม่ใช่ส่วนราชการ ไม่เป็นรัฐวิสาหกิจ และกฎหมายมิได้บัญญัติให้กระบวนการที่เกี่ยวข้อง อยู่ในอำนาจหน้าที่ของฝ่ายบริหารที่นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีต้องรับผิดชอบ ดังนั้น นายกรัฐมนตรีจึงมีหน้าที่ต้องนำความกราบบังคมทูล พร้อมทั้งเสนอข้อมูลทั้งปวงและความเห็นประกอบพระบรมราชวินิจฉัย

จึงไม่มีเหตุใดที่นายกรัฐมนตรีจะไม่ดำเนินการตามความเห็นของศาลปกครองและคณะกรรมการกฤษฎีกาอีกต่อไป เพื่อเร่งยุติปัญหาการชะงักงันในการประชุม กสทช. เนื่องจาก นพ.สรณ ดึงดันที่จะเข้าร่วมประชุม กสทช. ทั้งที่มีคำวินิจฉัยเป็นที่สุดไปแล้วว่า ตามกฎหมายถือได้ว่า นพ.สรณ สละสิทธิอย่างสมบูรณ์แล้ว

ในส่วน นพ.สรณ ย่อมทราบดีว่า เมื่อศาลมิได้สั่งตามคำขอให้ศาลทุเลา การบังคับทางของคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ และได้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ พร้อมแจ้งคำสั่งให้ทราบแล้ว ย่อมหมายถึงว่า ปัจจุบันคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ มีผลบังคับต่อตนเองอย่างไม่อาจโต้แย้งได้อีกต่อไป

อ่านข่าว :

ประชุมบอร์ด กสทช.ล่มรอบ 3 กรรมการ 3 คนกังขาสถานะ "นพ.สรณ"

"กสทช." เดินหน้าไม่ได้-ถอยหลังไม่ออก รอชี้ "ข้อยุติทางกฎหมาย"

"ปกรณ์" ยันเดินหน้าตามกฎหมาย ปม "นพ.สรณ" หลุดประธาน กสทช.