เกมเดิมพัน “ไทย-กัมพูชา” กลุ่มอำนาจการเมืองชิง “ขุมทรัพย์ใต้ทะเล”

การเมือง
13:06
จำนวนผู้ชม 113
Thai PBS
เกมเดิมพัน “ไทย-กัมพูชา” กลุ่มอำนาจการเมืองชิง “ขุมทรัพย์ใต้ทะเล”

พื้นที่ทับซ้อนทางทะเลกว่า 26,000 ตารางกิโลเมตร กับทรัพยากรพลังงานใต้ทะเล กลายเป็นอีกหนึ่งโจทย์สำคัญในความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา หลังทั้งสองประเทศเข้าสู่กระบวนการประนอมข้อพิพาทภายใต้ UNCLOS ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญมองว่า ปัญหาสำคัญอาจไม่ได้อยู่ที่ “ทรัพยากร” เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การกำหนดเส้นเขตแดน และปัจจัยการเมืองภายในของทั้งสองประเทศ

การประชุมนัดแรกของคณะกรรมาธิการประนอมข้อพิพาทระหว่างไทยกับกัมพูชา ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล หรือ UNCLOS ที่ประเทศสิงคโปร์ กลายเป็นอีกก้าวสำคัญของข้อพิพาทพื้นที่ทางทะเลระหว่างสองประเทศ

ฝ่ายไทย นำโดย สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ย้ำจุดยืนเรื่องการรักษาอธิปไตยและการปกป้องเขตแดน รวมถึงเกาะกูด ขณะที่ฝ่ายกัมพูชา นำโดย ปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เสนอให้พูดคุยเรื่องการแบ่งปันทรัพยากรพลังงานใต้ทะเลก่อน โดยยังไม่จำเป็นต้องกำหนดเส้นเขตแดนทางทะเลในทันที

เกมเดิมพัน “ไทย-กัมพูชา” กลุ่มอำนาจการเมืองชิง “ขุมทรัพย์ใต้ทะเล”

เกมเดิมพัน “ไทย-กัมพูชา” กลุ่มอำนาจการเมืองชิง “ขุมทรัพย์ใต้ทะเล”

ท่าทีที่แตกต่างกันนี้ ทำให้คำถามสำคัญกลับมาอีกครั้งว่า ข้อพิพาทไทย-กัมพูชาทางทะเล แท้จริงแล้วกำลังแข่งขันกันที่ “เส้นเขตแดน” หรือ “ขุมทรัพย์ใต้ทะเล”

ปัญหา “เส้นเขตแดน” ยังไม่จบ แต่กลับถกแบ่งทรัพยากร

ทรงฤทธิ์ โพนเงิน ผู้เชี่ยวชาญกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง มองว่า ปัญหาสำคัญพื้นที่ทางทะเลไทย-กัมพูชา คือการที่ทั้งสองประเทศยังมีความเห็นแตกต่างกันเรื่องแนวเส้นเขตแดน แต่ในช่วงหนึ่งกลับเดินหน้าเจรจาเรื่องการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรใต้ทะเลควบคู่กัน “จุดเริ่มต้นของข้อพิพาทเชื่อมโยงกับการกำหนดแนวเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งต่อเนื่องจากเขตแดนทางบกบริเวณ จ.ตราด ก่อนที่จะลากต่อออกไปยังอ่าวไทย”

เกมเดิมพัน “ไทย-กัมพูชา” กลุ่มอำนาจการเมืองชิง “ขุมทรัพย์ใต้ทะเล”

เกมเดิมพัน “ไทย-กัมพูชา” กลุ่มอำนาจการเมืองชิง “ขุมทรัพย์ใต้ทะเล”

หนึ่งในปัญหาคือ แนวเส้นที่แต่ละฝ่ายใช้เป็นฐานในการอ้างสิทธิทางทะเลแตกต่างกัน โดยกัมพูชาอ้างแนวที่ลากจากชายฝั่ง ขณะที่ไทยใช้หลักการตามกฎหมายทะเลและแนวเส้นมัธยฐาน หรือ Median Line (ในทางกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ คือเส้นแบ่งเขตทางทะเลที่ลากให้ทุกจุดมีระยะห่างเท่ากันจากเส้นฐาน Baseline ของรัฐประชิดหรือรัฐตรงข้าม)

ปัญหาจึงไม่ได้มีเพียงว่า “ใครจะได้ทรัพยากรเท่าไร” แต่ต้องย้อนกลับไปถึงคำถามว่า “เส้นเขตแดนทางทะเลควรอยู่ตรงไหน”

“MOU 2544” กับพื้นที่ทับซ้อนกว่า 26,000 ตารางกิโลเมตร

ในปี 2544 ไทยและกัมพูชาลงนามในบันทึกความเข้าใจ หรือ MOU ว่าด้วยพื้นที่ทั้งสองประเทศอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน โดยมีเป้าหมายเพื่อวางกรอบเจรจาทั้งเรื่องการกำหนดเขตทางทะเล และการพัฒนาทรัพยากรไฮโดรคาร์บอนร่วมกัน พื้นที่ดังกล่าวถูกเรียกว่า Overlapping Claims Area หรือ OCA ครอบคลุมพื้นที่กว่า 26,000 ตารางกิโลเมตร และเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพด้านทรัพยากรพลังงาน โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติและน้ำมัน

“ผู้เชี่ยวชาญกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง” อธิบายว่า การเจรจาหลังปี 2544 เคยมีแนวคิดเรื่องการแบ่งผลประโยชน์จากทรัพยากรใต้ทะเล โดยพื้นที่ถูกแบ่งออกเป็นส่วนต่าง ๆ และมีการพิจารณาสัดส่วนผลประโยชน์ตามตำแหน่งของพื้นที่ … “แต่การเจรจาไม่สามารถเดินหน้าไปถึงข้อยุติได้” นั่นก็เพราะผลผูกพันเกี่ยวกับการแบ่งทรัพยากรในพื้นที่ดังกล่าว

จึงเป็นปัญหาสำคัญ เพราะเมื่อยังไม่มีข้อยุติเรื่องเส้นแบ่งเขต การกำหนดว่าใครมีสิทธิในทรัพยากรใต้ทะเลมากน้อยเพียงใด ย่อมกลายเป็นเรื่องที่มีข้อโต้แย้งตามมา หรือเรียกได้ว่า “ติดกระดุมผิดตั้งแต่เม็ดแรก”

“ยุติขัดแย้ง” เริ่มจากแนวเส้นแบ่งเขตตามกฎหมายทะเล

“ทรงฤทธิ์” เสนอว่า หากต้องการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ ไทยและกัมพูชาควรเริ่มจากการกำหนดแนวเขตทางทะเลให้ชัดเจนเสียก่อน จากนั้นจึงค่อยพิจารณาเรื่องการใช้ประโยชน์จากทรัพยากร ในทางกลับกัน หากพูดถึงการแบ่งทรัพยากรก่อนที่เส้นเขตแดนจะเป็นที่ยอมรับร่วมกัน ก็อาจทำให้การเจรจาซับซ้อนขึ้น

ปัจจุบันหลังจากไทยยกเลิก MOU 2544 และหันมาใช้ UNCLOS เป็นกรอบดำเนินการ รัฐบาลไทยระบุว่า การเปลี่ยนกรอบดังกล่าวไม่ได้หมายถึงการยุติการเจรจากับกัมพูชา แต่เป็นการปรับกรอบให้สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ ขณะที่กัมพูชาเลือกใช้กลไกการประนอมข้อพิพาทภายใต้ UNCLOS หลังไทยยกเลิก MOU ดังกล่าว

เกมเดิมพัน “ไทย-กัมพูชา” กลุ่มอำนาจการเมืองชิง “ขุมทรัพย์ใต้ทะเล”

เกมเดิมพัน “ไทย-กัมพูชา” กลุ่มอำนาจการเมืองชิง “ขุมทรัพย์ใต้ทะเล”

“UNCLOS” เปลี่ยนเกมเจรจาเส้นแบ่ง

การเข้าสู่กระบวนการ UNCLOS ไม่ใช่สิ่งที่ไทยต้องหวาดวิตก หากทั้งสองฝ่ายใช้กฎหมายและหลักเกณฑ์เดียวกันในการพิจารณา ประเด็นสำคัญอยู่ที่การกำหนดสิทธิทางทะเลจากชายฝั่งและเกาะต่าง ๆ รวมถึงการพิจารณาเขตทะเลตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ

โดยทั่วไปกฎหมายทะเลกำหนดกรอบเรื่องทะเลอาณาเขต เขตต่อเนื่อง เขตเศรษฐกิจจำเพาะ และสิทธิในไหล่ทวีป แต่เมื่อพื้นที่ทางทะเลของรัฐสองประเทศอยู่ใกล้หรือทับซ้อนกัน ก็จำเป็นต้องเข้าสู่กระบวนการกำหนดเส้นเขตแดนร่วมกัน

ดังนั้น ในมุมของอาจารย์ทรงฤทธิ์ หากนำหลัก UNCLOS มาเป็นตัวตั้ง การเจรจาจะต้องกลับมาอยู่บนคำถามเรื่อง “เส้น” ก่อนเรื่อง “ทรัพยากร” และพื้นที่ทับซ้อนที่กล่าวถึงกว่า 26,000 ตารางกิโลเมตร ก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นพื้นที่ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะได้ไปทั้งหมด แต่เป็นพื้นที่ที่ทั้งสองประเทศมีข้ออ้างสิทธิทับซ้อนกันและต้องหาข้อยุติร่วมกัน

เกมเดิมพัน “ไทย-กัมพูชา” กลุ่มอำนาจการเมืองชิง “ขุมทรัพย์ใต้ทะเล”

เกมเดิมพัน “ไทย-กัมพูชา” กลุ่มอำนาจการเมืองชิง “ขุมทรัพย์ใต้ทะเล”

บทเรียนจาก “ติมอร์-เลสเต – ออสเตรเลีย”

เพื่ออธิบายว่า UNCLOS สามารถถูกนำมาใช้เป็นกลไกจัดการข้อพิพาทได้อย่างไร อาจารย์ทรงฤทธิ์ ยกกรณีติมอร์-เลสเต กับออสเตรเลียเป็นตัวอย่าง ข้อพิพาททางทะเลของทั้งสองประเทศเกี่ยวข้องกับการกำหนดเขตแดนและผลประโยชน์จากทรัพยากรใต้ทะเล ซึ่งมีการเจรจามายาวนาน ก่อนเข้าสู่กระบวนการภายใต้ UNCLOS

สะท้อนให้เห็นว่า การเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมายระหว่างประเทศไม่ได้หมายความว่าจะสามารถกำหนดเส้นเขตแดนได้ในทันที แต่เป็นกลไกที่ช่วยสร้างกรอบการเจรจา และเปิดทางให้คู่กรณีสามารถกลับไปจัดทำข้อตกลงร่วมกันได้ ในที่สุด ออสเตรเลียและติมอร์-เลสเตลงนามสนธิสัญญากำหนดเขตแดนทางทะเลในปี 2561

กรณีดังกล่าวจึงเป็นตัวอย่างหนึ่งของการใช้กระบวนการระหว่างประเทศเพื่อทำให้เห็นภาพพื้นที่และสิทธิของแต่ละฝ่ายชัดเจนขึ้น ก่อนนำไปสู่การจัดสรรผลประโยชน์จากทรัพยากร

จัดการพื้นที่ทับซ้อน “เวียดนาม-มาเลเซีย” ไร้ขัดแย้ง

นอกจากติมอร์-เลสเตแล้ว อาจารย์ทรงฤทธิ์ยังชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยเองมีประสบการณ์ในการเจรจาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลกับประเทศเพื่อนบ้านมาแล้ว

กรณีไทย-เวียดนาม ทั้งสองประเทศมีพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลในอ่าวไทย และสามารถเจรจาจนนำไปสู่การจัดทำข้อตกลงกำหนดเขตทางทะเลได้ โดยข้อตกลงดังกล่าวมีผลใช้บังคับในปี 2541 ตามข้อมูลของสหประชาชาติ

ส่วนไทย-มาเลเซีย ก็มีพื้นที่ทับซ้อนในอ่าวไทย และทั้งสองฝ่ายจัดทำกรอบความร่วมมือเกี่ยวกับการกำหนดเขตและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากร

ดังนั้น ในมุมของอาจารย์ทรงฤทธิ์ คำถามจึงไม่ใช่ว่า “พื้นที่ทับซ้อนจะเจรจาได้หรือไม่” แต่เป็นเหตุใดกรณีไทย-กัมพูชาจึงยังไม่สามารถหาข้อยุติได้

เขตแดนชน “การเมือง” ชิงผลประโยชน์ใต้ทะเล

ปัจจัยที่ทำให้ปัญหาไทย - กัมพูชาซับซ้อนกว่าบางกรณี ไม่ได้มีเพียงข้อกฎหมายทางทะเล แต่ยังมีเรื่องการเมืองภายในของทั้งสองประเทศเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเมื่อประเด็นเขตแดนถูกเชื่อมโยงกับเรื่องอธิปไตย ชาตินิยม และผลประโยชน์จากทรัพยากรใต้ทะเล พื้นที่ OCA จึงไม่ได้มีความหมายเพียงในเชิงภูมิศาสตร์ หากแต่ยังเป็นพื้นที่ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจจากทรัพยากรพลังงาน ซึ่งทำให้การกำหนดเส้นเขตแดนมีผลต่อสิทธิในการใช้ประโยชน์ในอนาคต

เกมเดิมพัน “ไทย-กัมพูชา” กลุ่มอำนาจการเมืองชิง “ขุมทรัพย์ใต้ทะเล”

เกมเดิมพัน “ไทย-กัมพูชา” กลุ่มอำนาจการเมืองชิง “ขุมทรัพย์ใต้ทะเล”

อาจารย์ทรงฤทธิ์ จึงตั้งข้อสังเกตว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นอาจมี “ผลประโยชน์ของกลุ่มอำนาจทางการเมือง” เข้ามาเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้การเจรจามีความซับซ้อน แต่ประเด็นดังกล่าวเป็นข้อสังเกตเชิงวิเคราะห์ ไม่ใช่ข้อยุติที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว

“ไทย-กัมพูชา” ชิงทรัพยากรไม่ใช่แค่เส้นแบ่ง

หลังไทยยกเลิก MOU 2544 และเข้าสู่กระบวนการประนอมข้อพิพาทภายใต้ UNCLOS เกมการเจรจาจึงเปลี่ยนจากกรอบเดิมไปสู่กรอบกฎหมายระหว่างประเทศมากขึ้น โดยไทยยืนยันว่าการดำเนินการภายใต้กระบวนการนี้มุ่งที่การกำหนดเขตแดนทางทะเล ขณะที่กัมพูชาผลักดันให้มีการหารือเรื่องทรัพยากรและการพัฒนาร่วมด้วย

นี่จึงเป็นโจทย์สำคัญว่า ทั้งสองประเทศจะสามารถแยก “เส้นเขตแดน” ออกจาก “ผลประโยชน์ใต้ทะเล” ได้มากน้อยเพียงใด เพราะหากเส้นยังไม่ชัด การแบ่งทรัพยากรก็ยังเต็มไปด้วยคำถาม

เกมเดิมพัน “ไทย-กัมพูชา” กลุ่มอำนาจการเมืองชิง “ขุมทรัพย์ใต้ทะเล”

เกมเดิมพัน “ไทย-กัมพูชา” กลุ่มอำนาจการเมืองชิง “ขุมทรัพย์ใต้ทะเล”

แต่ในอีกด้านหนึ่ง หากทรัพยากรจำนวนมหาศาลยังคงอยู่ใต้ทะเลโดยไม่มีการพัฒนา ความล่าช้าของการเจรจาก็หมายถึงการที่ทั้งสองประเทศยังไม่สามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรดังกล่าวได้

ท้ายสุด การเดิมพันอาจไม่ใช่เพียงว่า “ไทยหรือกัมพูชาจะได้พื้นที่มากกว่ากัน” แต่อาจอยู่ที่ว่า ใครจะสามารถวางกติกาให้เส้นเขตแดนและผลประโยชน์จากขุมทรัพย์ใต้ทะเลเดินไปด้วยกันได้ โดยไม่ให้ปัจจัยทางการเมืองกลายเป็นอุปสรรคต่อการหาข้อยุติ และนี่อาจเป็นโจทย์ใหญ่ที่สุดของเกม “ไทย-กัมพูชา” ในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล ที่กำลังเดินเข้าสู่เวที UNCLOS

อ่านข่าว

เทรนด์ใหม่มัดผม "มาลัยรัดเกล้า" TiKToKติดลมบน "วัยรุ่นเจน Z"

"ป่าล้อมเมือง" กลุ่มผึ้งหลวง ยุทธศาสตร์ส่ง "นฤพนธ์" นั่งนายก อบจ.นนทบุรี

ครม.ไฟเขียว ตั้ง "ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล" นั่งอธิบดี DSI