"กสทช." เดินหน้าไม่ได้-ถอยหลังไม่ออก รอชี้ "ข้อยุติทางกฎหมาย"

การเมือง
13:52
จำนวนผู้ชม 355
Thai PBS
"กสทช." เดินหน้าไม่ได้-ถอยหลังไม่ออก รอชี้ "ข้อยุติทางกฎหมาย"
ผู้ช่วย AI

การประชุมบอร์ด คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ช่วงสายวันนี้ ( 5 ส.ค.2569) ล่มเป็นครั้งที่ 2 หลังกรรมการกสทช. ทั้ง 3 คน คือ พล.อ.ท. ดร.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ, ดร.ศุภัช ศุภัชลาศัย และ ดร.พิรงรอง รามสูต เดินออกจากห้องประชุม โดยต่างกังวลว่า อาจเป็นการปฏิบัติหน้าที่ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่อง จากได้รับหนังสือจากคณะกรรมการสรรหา กสทช. ในประเด็นการขาดคุณสมบัติของ "นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์" ประธานกสทช.

แม้การเลื่อนประชุมดังกล่าว อาจส่งผลต่อวาระค้างพิจารณาจำนวนมากก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง การพิจารณาข้อร้องเรียนผู้ใช้บริการโทรศัพท์และโทรทัศน์ การคุ้มครองผู้บริโภค การจัดสรรเลขหมายโทรคมนาคม และการอนุญาตด้านกิจการโทรทัศน์ การพิจารณาการขยายสิทธิใช้วงโคจรดาวเทียม การเรียกเก็บค่าบริการ SMS ล่วงหน้า และการใช้โครงข่ายโทร คมนาคม ดังนั้นหากเดินหน้าประชุมต่อไป มติหรือการตัดสินใจต่าง ๆ ก็ยากที่จะหลีกเลี่ยงผลผูกพันธ์ทางในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายปกครองหรือกฎหมายอาญา

"กสทช." เดินหน้าไม่ได้-ถอยหลังไม่ออก รอชี้ทาง "ข้อยุติทางกฎหมาย"

"กสทช." เดินหน้าไม่ได้-ถอยหลังไม่ออก รอชี้ทาง "ข้อยุติทางกฎหมาย"

ดร.พิรงรอง กล่าวว่า การที่ นพ.สรณ ยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง ขอเพิกถอนมติคณะกรรมการสรรหาเมื่อวันที่ 17 ก.ค. พร้อมยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราว เพื่อให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ประธาน กสทช. ระหว่างรอคำพิพากษา สะท้อนว่าตัวผู้ฟ้องเองก็รับทราบแล้วว่า ตามมติคณะกรรมการสรรหาไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ประธานได้ มิฉะนั้นคงไม่จำเป็นต้องขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว

ตามมาตรา 5 ของ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ นายกรัฐมนตรีเป็นผู้รักษาการตามกฎหมาย จึงหวังว่าจะเข้ามาคลี่คลายสถานการณ์ เพื่อให้ กสทช. สามารถเดินหน้าปฏิบัติหน้าที่ได้ ไม่ใช่เพียงประเด็นการนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ เท่านั้น ... กรอบเวลาการแก้ปัญหาไม่ได้ขึ้นอยู่กับกรรมการทั้ง 3 คน เรายืนยันว่าพร้อมทำงานตลอดเวลา และหากได้รับความชัดเจนจากนายกฯ ก็พร้อมเดินหน้าประชุมทันที แต่จะยังคงระมัดระวัง ไม่ดำเนินการใดที่อาจขัดต่อกฎหมาย

ขณะที่ นพ.สรณ ยืนยันว่า ยังจำเป็นต้องปฏิบัติหน้าที่ภายใต้ขอบเขตของกฎหมาย จนกว่าจะมีข้อยุติทางกฎหมายเป็นอย่างอื่น

ตามกฎหมายผมก็ยังต้องปฏิบัติหน้าที่ กฎหมายไม่ได้ให้ใครทำหน้าที่แทนประธาน แล้วผมก็มอบเรื่องหลายๆ เรื่องในตำแหน่งประธานให้ใครทำไม่ได้ อันนี้ก็เป็นเรื่องของกฎหมาย เพราะฉะนั้นก็หวังว่าพรุ่งนี้ ท่านกรรมการคงจะร่วมกันมาประชุม ...คำวินิจฉัยที่เกี่ยวข้องยังไม่ถือเป็นที่สิ้นสุด และเปิดช่องให้ใช้สิทธิทางศาลปกครอง ซึ่งผมได้ดำเนินการแล้ว ขณะเดียวกันยืนยันว่าศาลรับฟ้องคดีไว้พิจารณา ส่วนข้อยุติอาจเกิดขึ้นได้จากคำสั่งศาล หรือกระบวนการทางกฎหมายในช่องทางอื่น

ท่ามกลางความขัดแย้งในองค์กร กสทช. หลังกรรมการสรรหา กสทช.มีมติเอกฉันท์ ตามมาตรา 8(2) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ.2553 ชี้ว่า “นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์” ประธานคณะ กสทช มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายให้ถือว่าสละสิทธิ ตั้งแต่วันที่ 17 ก.ค.ที่ผ่านมา ขณะที่ นพ.สรณ ไม่ได้ลาออก โดยยืนยันว่าสถานะ “ประธานกสทช.” ยังคงอยู่ เนื่องจากยังไม่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าให้พ้นจากตำแหน่ง

"กสทช." เดินหน้าไม่ได้-ถอยหลังไม่ออก รอชี้ทาง "ข้อยุติทางกฎหมาย"

"กสทช." เดินหน้าไม่ได้-ถอยหลังไม่ออก รอชี้ทาง "ข้อยุติทางกฎหมาย"

“ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมายและกระบวนการทุกอย่าง ผมได้มอบมายให้ รองฯปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ตรวจสอบขั้นตอนกระบวนการต่าง ๆ ให้เรียบร้อยยืนยันว่า ในกรณีนี้ นายกฯ ไม่สามารถใช้ดุลยพินิจเองได้ กฎหมายและขั้นตอนว่ามาอย่างไรก็เป็นไปตามนั้น” อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าว เมื่อวันที่ 3 ส.ค.2569

มีรายงานระบุว่า มติดังกล่าวของกรรมการสรรหากสทช. ได้ถูกส่งไปที่สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาแล้ว และจะต้องเสนอต่อไปที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เพื่อให้นายกรัฐมนตรีนำชื่อขึ้นทูลเกล้า ฯ เพื่อให้ นพ.สรณ พ้นจากตำแหน่ง ล่าสุดวันนี้ (5 ส.ค.2569) ณัฐฏ์จารี อนันตศิลป์ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ชี้แจงว่า ขณะนี้เรื่องยังมาไม่ถึงสำนักเลขาธิการคณะ รัฐมนตรี (สลค.) ซึ่งตามขั้นตอนแล้ว เมื่อมีการยื่นเรื่องมาถึง สลค.แล้วก็ต้องพิจารณา ซึ่งก่อนที่จะให้นายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าฯ จะต้องดูข้อมูลทุกอย่างประกอบกัน

อย่างไรก็ตาม หากคลี่ปมพิพาทที่ นพ.สรณ ถูกวินิจฉัยว่า “ขาดคุณสมบัติ” ในการดำรงตำแหน่งดังกล่าว สืบจากการตรวจ สอบเอกสารประกอบกับหนังสือชี้แจงปรากฏข้อเท็จจริงของกรรมการสรรหา ฯ ว่า ในช่วงระหว่างวันที่ 8 ม.ค. 2565 ถึงวันที่ 12 เม.ย.2565 นพ.สรณ ยังคง ปฏิบัติหน้าที่ตรวจรักษาผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอก ที่โรงพยาบาลรามาธิบดี โดยมีสถานะเป็น “แพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมงเรื่อยมา” จนถึงวันก่อนหน้าที่จะมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งตั้งเพียง 1 วัน

จึงมีสถานะเข้าข่าย “ลูกจ้างหน่วยงานรัฐ” เป็นลักษณะต้องห้าม เนื่องจากการเป็นแพทย์คำตอบแทนรายชั่วโมงที่โรงพยาบาลรามาธิบดี ซึ่งเป็นส่วนงานของมหาวิทยาลัยมหิตล (หน่วยงานในกำกับของรัฐ) ย่อมอยู่ภายใต้การมอบหมายงาน การควบคุมดูแล และการจ่ายเงินค่าตอบแทนตามข้อบังคับมหาวิทยาลัย จึงถึงถือเป็น “ลูกจ้าง” ของหน่วยงานของรัฐ และผลทางกฎหมายถือว่า “สละสิทธิ” มาตั้งแต่แรก

"กสทช." เดินหน้าไม่ได้-ถอยหลังไม่ออก รอชี้ทาง "ข้อยุติทางกฎหมาย"

"กสทช." เดินหน้าไม่ได้-ถอยหลังไม่ออก รอชี้ทาง "ข้อยุติทางกฎหมาย"

ขณะที่ นพ.สรณ เคยชี้แจงว่า เหตุที่ถูกวินิจฉัยขาดคุณสมบัติเกิดจากการถูกมองว่า ยังเป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ ทั้งที่ในช่วงระหว่างรอการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง แต่ยังคงปฏิบัติหน้าที่ในฐานะแพทย์ เพื่อดูแลผู้ป่วยที่นัดหมายไว้ล่วงหน้า รวมถึงผู้ป่วยที่ต้องเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่อง เช่น การสวนหัวใจ การทำบอลลูนหัวใจ ตลอดจนการดูแลผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอก ซึ่งไม่สามารถยุติการรักษาหรือทอดทิ้งผู้ป่วยได้ เนื่องจากเป็นหน้าที่ตามมาตรฐานวิชาชีพ

สภาวะสุญญากาศในกสทช. เดินหน้าไม่ได้-ถอยหลังไม่ออก นพ.สรณ ได้ “สู้กลับ” คำวินิจฉัยดังกล่าว หลังคณะกรรมการสรรหา ตามมาตรา 15/1 แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ เปิดช่องให้ นพ.สรณ สามารถใช้สิทธิยื่นคำร้องต่อศาลปกครอง ได้ภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ได้รับทราบคำสั่ง

และเมื่อวันที่ 3 ส.ค.ที่ผ่านมา นพ.สรณ มอบอำนาจให้ทนายความ ยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองกลาง มีสาระสำคัญ เช่น คำวินิจฉัยดังกล่าวมีผลกระทบโดยตรงต่อสถานภาพของผู้ฟ้องคดีในฐานะประธานกรรมการกสทช. อันเป็นตำแหน่งที่ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งแล้ว และย่อมมีผลกระทบต่อเกียรติยศ ชื่อเสียง สิทธิในการดำรงตำแหน่งตลอดจนการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ฟ้องคดีอย่างร้ายแรง

นอกจากนี้ ยังเป็นการใช้อำนาจทางปกครองที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ขัดต่อหลักนิติธรรม ขาดความเป็นกลางในการพิจารณาดำเนินการโดยไม่โปร่งใสและไม่เป็นธรรม ละเว้นที่จะรับฟังและไม่ยอมพิจารณาข้อคัดค้านตามตัวบทกฎหมาย

รวมทั้งไม่ชี้แจงให้ผู้ฟ้องคดีทราบในทุกประเด็น อีกทั้งยังวินิจฉัยประเด็นคุณสมบัติ หรือลักษณะต้องห้าม ของผู้ฟ้องคดีในการดำรงตำแหน่งประธานกรรมการกสทช. คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริงและไม่สอดคล้องกับข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และผู้ถูกฟ้องคดีไม่พยายามที่จะแสวงหาข้อเท็จจริง ให้เป็นที่ยุติกลับเร่งรัดสรุปโดยเลือกที่จะรับฟังแต่พยานหลักฐานที่สนับสนุนว่าผู้ฟ้องคดีกระทำผิด เป็นต้น

ยังน่าติดตามว่า เส้นทางวิกฤตและสุญญากาศที่เกิดขึ้น ในสำนักคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จะจบลงอย่างไร เพราะต่างฝ่ายก็ต่างอ้างว่าต้อง “รอข้อยุติทางกฎหมาย” ให้สิ้นสุด

อ่านข่าว :

ปธ.กสถ.เผย ลงนามสั่งยกเลิกบัญชีผู้สอบ-ขึ้นบัญชีใหม่ วันนี้

นุ่งขาสั้นร่วมงานบุญยังไม่วายเจอ "ทัวร์ลง"

รัฐบาล "ส้ม-แดง-เขียว" ของยาก-เป็นได้แค่ "ปั่น"