"กสทช." เดินหน้าไม่ได้-ถอยหลังไม่ออก รอชี้ "ข้อยุติทางกฎหมาย"

การเมือง
13:52
จำนวนผู้ชม 64
Thai PBS
"กสทช." เดินหน้าไม่ได้-ถอยหลังไม่ออก รอชี้ "ข้อยุติทางกฎหมาย"

การจัดประชุมบอร์ดคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ช่วงสายวันนี้ ( 5 ส.ค.2569) ล่มเป็นครั้งที่ 2 หลังกรรมการกสทช. ทั้ง 3 คน คือ พลอากาศโท ดร.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ ,ดร.ศุภัช ศุภัชลาศัย และดร.พิรงรอง รามสูต เดินออกจากห้องประชุม โดยต่างกังวลว่า อาจเป็นการปฏิบัติหน้าที่ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่อง จากได้รับหนังสือจากคณะกรรมการสรรหา กสทช. ในประเด็นการขาดคุณสมบัติของ "นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์" ประธานกสทช.

แม้การเลื่อนประชุมดังกล่าว อาจส่งผลต่อวาระค้างพิจารณาจำนวนมากก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง การพิจารณาข้อร้องเรียนผู้ใช้บริการโทรศัพท์และโทรทัศน์ การคุ้มครองผู้บริโภค การจัดสรรเลขหมายโทรคมนาคม และการอนุญาตด้านกิจการโทรทัศน์ การพิจารณาการขยายสิทธิใช้วงโคจรดาวเทียม การเรียกเก็บค่าบริการ SMS ล่วงหน้า และการใช้โครงข่ายโทร คมนาคม ดังนั้นหากเดินหน้าประชุมต่อไป มติหรือการตัดสินใจต่าง ๆ ก็ยากที่จะหลีกเลี่ยงผลผูกพันธ์ทางในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายปกครองหรือกฎหมายอาญา

"กสทช." เดินหน้าไม่ได้-ถอยหลังไม่ออก รอชี้ทาง "ข้อยุติทางกฎหมาย"

"กสทช." เดินหน้าไม่ได้-ถอยหลังไม่ออก รอชี้ทาง "ข้อยุติทางกฎหมาย"

ดร.พิรงรอง กล่าวว่า การที่ นพ.สรณ ยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง ขอเพิกถอนมติคณะกรรมการสรรหาเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม พร้อมยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราว เพื่อให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ประธาน กสทช. ระหว่างรอคำพิพากษา สะท้อนว่าตัวผู้ฟ้องเองก็รับทราบแล้วว่า ตามมติคณะกรรมการสรรหาไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ประธานได้ มิฉะนั้นคงไม่จำเป็นต้องขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว

ตามมาตรา 5 ของ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ นายกรัฐมนตรีเป็นผู้รักษาการตามกฎหมาย จึงหวังว่าจะเข้ามาคลี่คลายสถานการณ์ เพื่อให้ กสทช. สามารถเดินหน้าปฏิบัติหน้าที่ได้ ไม่ใช่เพียงประเด็นการนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ เท่านั้น ... กรอบเวลาการแก้ปัญหาไม่ได้ขึ้นอยู่กับกรรมการทั้ง 3 คน เรายืนยันว่าพร้อมทำงานตลอดเวลา และหากได้รับความชัดเจนจากนายกฯ ก็พร้อมเดินหน้าประชุมทันที แต่จะยังคงระมัดระวังไม่ดำเนินการใดที่อาจขัดต่อกฎหมาย

ขณะที่นพ.สรณ ยืนยันว่า ยังจำเป็นต้องปฏิบัติหน้าที่ภายใต้ขอบเขตของกฎหมาย จนกว่าจะมีข้อยุติทางกฎหมายเป็นอย่างอื่น

ตามกฎหมายผมก็ยังต้องปฏิบัติหน้าที่ กฎหมายไม่ได้ให้ใครทำหน้าที่แทนประธาน แล้วผมก็มอบเรื่องหลายๆ เรื่องในตำแหน่งประธานให้ใครทำไม่ได้ อันนี้ก็เป็นเรื่องของกฎหมาย เพราะฉะนั้นก็หวังว่าพรุ่งนี้ ท่านกรรมการคงจะร่วมกันมาประชุม ...คำวินิจฉัยที่เกี่ยวข้องยังไม่ถือเป็นที่สิ้นสุด และเปิดช่องให้ใช้สิทธิทางศาลปกครอง ซึ่งตนได้ดำเนินการแล้ว ขณะเดียวกันยืนยันว่าศาลรับฟ้องคดีไว้พิจารณา ส่วนข้อยุติอาจเกิดขึ้นได้จากคำสั่งศาลหรือกระบวนการทางกฎหมายในช่องทางอื่น

ท่ามกลางความขัดแย้งในองค์กรกสทช. หลังกรรมการสรรหากสทช.มีมติเอกฉันท์ ตามมาตรา 8(2) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ.2553 ชี้ว่า “นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์” ประธานคณะ กสทช มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายให้ถือว่าสละสิทธิ ตั้งแต่วันที่ 17 ก.ค.ที่ผ่านมา ขณะที่ นพ.สรณ ไม่ได้ลาออก โดยยืนยันว่าสถานะ “ประธานกสทช.” ยังคงอยู่ เนื่องจากยังไม่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าให้พ้นจากตำแหน่ง

"กสทช." เดินหน้าไม่ได้-ถอยหลังไม่ออก รอชี้ทาง "ข้อยุติทางกฎหมาย"

"กสทช." เดินหน้าไม่ได้-ถอยหลังไม่ออก รอชี้ทาง "ข้อยุติทางกฎหมาย"

“ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมายและกระบวนการทุกอย่าง ผมได้มอบมายให้ รองฯปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ตรวจสอบขั้นตอนกระบวนการต่าง ๆ ให้เรียบร้อยยืนยันว่า ในกรณีนี้ นายกฯไม่สามารถใช้ดุลยพินิจเองได้ กฎหมายและขั้นตอนว่ามาอย่างไรก็เป็นไปตามนั้น” อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวเมื่อวันที่ 3 ส.ค.2569

มีรายงานระบุว่า มติดังกล่าวของกรรมการสรรหากสทช. ได้ถูกส่งไปที่สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาแล้ว และจะต้องเสนอต่อไปที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเพื่อให้นายกรัฐมนตรีนำชื่อขึ้นทูลเกล้า ฯ เพื่อให้ นพ.สรณ พ้นจากตำแหน่ง ล่าสุดวันนี้ (5 ส.ค.2569) ณัฐฏ์จารี อนันตศิลป์ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ชี้แจงว่า ขณะนี้เรื่องยังมาไม่ถึงสำนักเลขาธิการคณะ รัฐมนตรี (สลค.) ซึ่งตามขั้นตอนแล้วเมื่อมีการยื่นเรื่องมาถึง สลค.แล้วก็ต้องพิจารณา ซึ่งก่อนที่จะให้นายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าฯ จะต้องดูข้อมูลทุกอย่างประกอบกัน

อย่างไรก็ตาม หากคลี่ปมพิพาทที่นพ.สรณ ถูกวินิจฉัยว่า “ขาดคุณสมบัติ” ในการดำรงตำแหน่งดังกล่าว สืบจากการตรวจ สอบเอกสารประกอบกับหนังสือชี้แจงปรากฏข้อเท็จจริงของกรรมการสรรหา ฯ ว่า ในช่วงระหว่างวันที่ 8 ม.ค. 2565 ถึงวันที่ 12 เม.ย.2565 นพ.สรณ ยังคง ปฏิบัติหน้าที่ตรวจรักษาผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอก ที่โรงพยาบาลรามาธิบดี โดยมีสถานะเป็น “แพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมงเรื่อยมา” จนถึงวันก่อนหน้าที่จะมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งตั้งเพียง 1 วัน

จึงมีสถานะเข้าข่าย “ลูกจ้างหน่วยงานรัฐ” เป็นลักษณะต้องห้าม เนื่องจากการเป็นแพทย์คำตอบแทนรายชั่วโมงที่โรงพยา บาลรามาธิบดี ซึ่งเป็นส่วนงานของมหาวิทยาลัยมหิตล (หน่วยงานในกำกับของรัฐ) ย่อมอยู่ภายใต้การมอบหมายงาน การควบคุมดูแล และการจ่ายเงินค่าตอบแทนตามข้อบังคับมหาวิทยาลัย จึงถึงถือเป็น “ลูกจ้าง” ของหน่วยงานของรัฐ และผลทางกฎหมายถือว่า “สละสิทธิ” มาตั้งแต่แรก

"กสทช." เดินหน้าไม่ได้-ถอยหลังไม่ออก รอชี้ทาง "ข้อยุติทางกฎหมาย"

"กสทช." เดินหน้าไม่ได้-ถอยหลังไม่ออก รอชี้ทาง "ข้อยุติทางกฎหมาย"

ขณะที่ นพ.สรณ เคยชี้แจงว่า เหตุที่ถูกวินิจฉัยขาดคุณสมบัติเกิดจากการถูกมองว่า ยังเป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ ทั้งที่ในช่วงระหว่างรอการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง แต่ยังคงปฏิบัติหน้าที่ในฐานะแพทย์ เพื่อดูแลผู้ป่วยที่นัดหมายไว้ล่วงหน้า รวมถึงผู้ป่วยที่ต้องเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่อง เช่น การสวนหัวใจ การทำบอลลูนหัวใจ ตลอดจนการดูแลผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอก ซึ่งไม่สามารถยุติการรักษาหรือทอดทิ้งผู้ป่วยได้ เนื่องจากเป็นหน้าที่ตามมาตรฐานวิชาชีพ

สภาวะสุญญากาศในกสทช. เดินหน้าไม่ได้-ถอยหลังไม่ออก นพ.สรณ ได้ “สู้กลับ” คำวินิจฉัยดังกล่าว หลังคณะกรรมการสรรหา ตามมาตรา 15/1 แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ เปิดช่องให้นพ.สรณ สามารถใช้สิทธิยื่นคำร้องต่อ ศาลปกครอง ได้ภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ได้รับทราบคำสั่ง

และเมื่อวันที่ 3 ส.ค.ที่ผ่านมา นพ.สรณ ได้มอบอำนาจให้ทนายความ ยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองกลาง มีสาระสำคัญ เช่น คำวินิจฉัยดังกล่าวมีผลกระทบโดยตรงต่อสถานภาพของผู้ฟ้องคดีในฐานะประธานกรรมการกสทช. อันเป็นตำแหน่งที่ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งแล้ว และย่อมมีผลกระทบต่อเกียรติยศ ชื่อเสียง สิทธิในการดำรงตำแหน่งตลอดจนการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ฟ้องคดีอย่างร้ายแรง

นอกจากนี้ ยังเป็นการใช้อำนาจทางปกครองที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ขัดต่อหลักนิติธรรม ขาดความเป็นกลางในการพิจารณาดำเนินการโดยไม่โปร่งใสและไม่เป็นธรรม ละเว้นที่จะรับฟังและไม่ยอมพิจารณาข้อคัดค้านตามตัวบทกฎหมายรวมทั้งไม่ชี้แจงให้ผู้ฟ้องคดีทราบในทุกประเด็น อีกทั้งยังวินิจฉัยประเด็นคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้ฟ้องคดีในการดำรงตำแหน่งประธานกรรมการกสทช. คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริงและไม่สอดคล้องกับข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และผู้ถูกฟ้องคดีไม่พยายามที่จะแสวงหาข้อเท็จจริงให้เป็นที่ยุติกลับเร่งรัดสรุปโดยเลือกที่จะรับฟังแต่พยานหลักฐานที่สนับสนุนว่าผู้ฟ้องคดีกระทำผิด เป็นต้น

ยังน่าติดตามว่า เส้นทางวิกฤตและสุญญากาศที่เกิดขึ้นในสำนักคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จะจบลงอย่างไร เพราะต่างฝ่ายก็ต่างอ้างว่าต้อง “รอข้อยุติทางกฎหมาย” ให้สิ้นสุด

อ่านข่าว

ปธ.กสถ.เผย ลงนามสั่งยกเลิกบัญชีผู้สอบ-ขึ้นบัญชีใหม่ วันนี้

นุ่งขาสั้นร่วมงานบุญยังไม่วายเจอ "ทัวร์ลง"

รัฐบาล "ส้ม-แดง-เขียว" ของยาก-เป็นได้แค่ "ปั่น"