ค้นหา
ทีวีออนไลน์
เว็บไซต์ในเครือ
เว็บไซต์บริการ

กฟผ.ปรับแผน PDP เดินหน้าศึกษา "โรงไฟฟ้านิวเคลียร์"

สังคม
16:53
534
กฟผ.ปรับแผน PDP เดินหน้าศึกษา "โรงไฟฟ้านิวเคลียร์"
แม้ว่าความไม่แน่นอนทางการเมืองจะทำให้แผนพีดีพีฉบับใหม่ต้องรอรัฐบาลใหม่พิจารณา แต่การเดินหน้าศึกษาความเป็นไปได้ในการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กยังคงเดินหน้าต่อ โดย กฟผ. มีการศึกษาเทคโนโลยีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก SMR จากหลายประเทศ ตามแผนพัฒนากำล

หากพิจารณาผู้เล่นสำคัญในอุตสาหกรรมพลังงานนิวเคลียร์ของโลก สาธารณรัฐเกาหลีใต้ เป็นหนึ่งในประเทศที่มีการสร้างโรงไฟฟ้า การส่งออกเทคโนโลยี และการวิจัยพัฒนา นักวิชาการด้านพลังงาน ระบุว่า การก่อสร้างโรงไฟฟ้า SMR อาจสร้างความกังวลให้กับประชาชน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งทำความเข้าใจ เพราะไทยมีเวลาเตรียมตัวอย่างน้อยอีก 10 ปี ก่อนที่จะมีการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งแรก

ที่ศูนย์วิจัยกลาง (KHNP : Central Researh Institute) หรือ CRI ของบริษัท Korea Hydro & Nuclear Power (KHNP) เกาหลีใต้ ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักด้านการวิจัยเทคโนโลยีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก I-SMR (Innovative Small Modular Reactor)

มีการจำลองรูปแบบโรงไฟฟ้า SMR จำนวน 4 โมดูล โดยใช้น้ำเป็นตัวหล่อเย็น ติดตั้งแบบฝังใต้ดิน พร้อมระบบความปลอดภัยแบบ Passive Safety สามารถหยุดการทำงานอัตโนมัติในสถานการณ์ฉุกเฉินโดยไม่ต้องพึ่งไฟฟ้าหรือบุคลากรควบคุม โดย KHNP มีเป้าหมายเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ภายในปี 2035 ตามแผนพลังงานแห่งชาติฉบับที่ 11 เกาหลีใต้ยังมีแผนพัฒนาโรงไฟฟ้า SMR ขนาด 680 เมกะวัตต์ด้วย

ส่วนการผลิตเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ทั้งหมด บริษัท KNF ผู้ผลิตเชื้อเพลิงนิวเคลียร์รายเดียวของประเทศเป็นผู้ผลิต สามารถผลิตได้ ทั้งเชื้อเพลิงทั้งสำหรับเครื่องปฏิกรณ์ชนิด Light Water (LWR) และ Heavy Water (HWR)

นายวฤต รัตนชื่น รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ระบุว่า เกาหลีใต้ ถือเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์อยู่ในอันดับ 1 ใน 5 ของโลก ที่มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มากที่สุด จำนวน 26 โรง คิดเป็นร้อยละ 30 ของกำลังผลิตไฟฟ้าทั้งประเทศ

โดย กฟผ.อยู่ระหว่างกำลังศึกษาเทคโนโลยี SMR ของประเทศต่างๆ ตามร่างแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือ PDP 2024 รวมทั้งเตรียมบุคลากรและกฎหมายกำกับดูแล

“ผมคิดว่าร่างแผนพีดีพี มีอยู่แล้วแต่เนื่องจากยังไม่ถูกอนุมัติด้วยอุบัติเหตุทางการเมืองต่างๆ แต่เชื่อว่าเมื่อมีรัฐบาลแล้ว จะมีการพิจารณาเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ ทั้งเรื่อง SMR และ ไฮโดรเจน เพราะเป้าหมาย Net Zero เป็นเป้าหมายที่ประเทศได้ประกาศไว้ ไม่ว่าการเมืองจากพรรคไหนจะมา เชื่อว่าเรื่องนี้จะถูกขับเคลื่อนต่อไป” นายวฤต กล่าว

สำหรับ พลังงานไฮโดรเจน กฟผ.ได้ศึกษาร่วมกับหลายหน่วยงาน เช่น Doosan เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีพลังงานปลอดคาร์บอน อาทิ ไฮโดรเจน แอมโมเนีย และเซลล์เชื้อเพลิง ซึ่งเกาหลีใต้ เป็นหนึ่งในผู้พัฒนาระบบไฮโดรเจนที่ก้าวหน้าที่สุด ภายใต้นโยบาย Hydrogen Economy Roadmap ครอบคลุมตั้งแต่การผลิต การขนส่ง การกักเก็บ ไปจนถึงระบบสถานีบริการและการใช้ในภาคพลังงาน โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าเซลล์เชื้อเพลิงที่มีการพัฒนาเชิงพาณิชย์จำนวนมาก เช่น โครงการ Shinincheon Bitdream

โรงไฟฟ้าเซลล์เชื้อเพลิงขนาดใหญ่ที่สุดในโลก กำลังผลิต 78.96 เมกะวัตต์ ซึ่งใช้เทคโนโลยีของ Doosan ทั้งหมด โดยเห็นว่า โรงไฟฟ้า SMR และ ไฮโดรเจน เป็นอีกทางเลือกที่จะช่วยทำให้ไทยบรรลุเป้าหมาย Net Zero ได้เร็วขึ้นจากปี 2065 เป็นปี 2050

โดย กฟผ. ได้ศึกษาความเป็นไปได้ในการผสมไฮโดรเจนร้อยละ 5 กับก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม กฟผ. จำนวน 6 แห่ง ได้แก่ โรงไฟฟ้าพระนครเหนือ โรงไฟฟ้าพระนครใต้ โรงไฟฟ้าวังน้อย โรงไฟฟ้าบางปะกง โรงไฟฟ้าน้ำพอง และโรงไฟฟ้าจะนะ

ปัจจุบันอยู่ระหว่างการรายงานผลการศึกษาข้อจำกัดของโรงไฟฟ้าต่อคณะกรรมการ กฟผ. นอกจากนี้ ยังจับมือบริษัทชั้นนำของญี่ปุ่น เช่น บริษัท มิตซูบิชิ ประเทศไทย ศึกษาและพัฒนาการผลิตเชื้อเพลิงไฮโดรเจนและแอมโมเนียบนพื้นที่ศักยภาพ กฟผ.

ศ.พลายพล คุ้มทรัพย์ นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน และอดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่า การกำหนดให้มีโรงไฟฟ้า SMR ในแผน PDP นั้น อาจจะมีความจำเป็น เพราะกำลังการผลิตโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่สะอาด ไม่สร้างมลภาวะหรือก๊าซเรือนกระจก นอกเหนือไปจากพลังงานหมุนเวียนแล้วมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่รองรับได้

โดยโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก SMR มีความเหมาะสมในหลายด้าน เช่น สถานที่ตั้งหาได้ง่าย เพราะมีขนาดเล็ก ในทางเทคนิคการป้องกันอุบัติเหตุเกี่ยวกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มีความปลอดภัย เป็นการผลิตในโรงงานและนำมาประกอบ สามารถใช้ร่วมกับการผลิตไฟฟ้า เช่น ไอน้ำ หรือในอนาคตอาจจะมีการผลิตไฮโดรเจนก็ตาม แต่การสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ก็ยังเป็นเรื่องใหม่ที่ประชาชนมีความกังวลเรื่องความปลอดภัย

“สำหรับความกังวลของประชาชน ตามแผนพีดีพี ยังมีเวลาสร้างความเข้าใจกับสังคม ไม่ต้องรีบร้อน รอให้เทคโนโลยีมีการพัฒนา จะรู้ถึงว่าประสิทธิภาพในการผลิตของ SMR ว่าดีหรือไม่ ซึ่งตามแผนอีก 15 ปี ไทยถึงจะมีโรงไฟฟ้าแห่งแรก ในระหว่างนี้ ต้องสร้างความเข้าใจให้ชัดเจนกับประชาชนหรือสังคม ว่ามีความปลอดภัยอย่างไร ในระหว่างนี้จะเห็นบางประเทศเริ่มใช้ ต้องนำข้อมูลเหล่านี้มาพิจารณาเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคมว่ามีความปลอดภัยขณะเดียวกันก็สร้างความพร้อมด้านกฎหมาย การกำกับดูแล และ ความพร้อมอุตสาหกรรม” ศ.พลายพล กล่าว

สำหรับความคืบหน้าของการจัดทำแผนพีดีพี ล่าสุดเฟซบุ๊คของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ได้เผยแพร่ความคืบหน้าว่า อยู่ระหว่างการจัดทำแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) ฉบับใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทพลังงานที่เปลี่ยนแปลงไป และทิศทางการพัฒนาประเทศในอนาคต

โดยสาระสำคัญ มีการขยายระยะเวลาของแผนจาก 20 ปี เป็น 25 ปี (2026–2050) เพื่อให้สอดรับเป้าหมาย Net Zero และปรับเป้าหมายจากปี 2065 เป็นปี 2050 โดย คำนึงถึงอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยใช้ข้อมูล GDP เฉลี่ย 25 ปี

เกณฑ์ความมั่นคงต้องเหมาะสม โดยใช้ดัชนีโอกาสเกิดไฟฟ้าดับ LOLE พิจารณาปัจจัยรอบด้าน เช่น จำนวนประชากร ภูมิอากาศ และความต้องการใช้ไฟฟ้าจากกลุ่มใหม่ เช่น รถยนต์ไฟฟ้า (EV) และ Data Center

นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างพิจารณาประเด็นสำคัญเพิ่มเติม ได้แก่ เป้าหมายของแผนอนุรักษ์พลังงาน (EEP) พิจารณาสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของ กฟผ. ให้เพียงพอในการดูแลความมั่นคงของระบบไฟฟ้าเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ลอยน้ำในเขื่อน กฟผ. ทั่วประเทศ เพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด ผ่านโครงการโซลาร์ฟาร์ม พลังงานลม และโซลาร์เซลล์ชุมชนการพิจารณาเทคโนโลยีพลังงานสะอาด เช่น โรงไฟฟ้านิวเคลียร์โมดูลาร์ขนาดเล็ก (SMR) และโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS)

ถือเป็นความเคลื่อนไหวล่าสุด หลังมีการปรับปรุงแผนพีดีพี 2024 ที่ล่าช้ามากว่า 2 ปี โดยมีการเปลี่ยนชื่อเพื่อให้สอดคล้องกับปีปัจจุบัน หรือ พีดีพี 2026

นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน ระบุว่า การจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยฉบับใหม่ (PDP2026) จะมีการปรับแผนให้ตอบโจทย์ความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลงไป ภายใต้ปัจจัยทั้งปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ การเกิดขึ้นของธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ เทคโนโลยี AI การเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และเป้าหมายการลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ของประเทศไทยในปี 2050 ซึ่งต้องรอนำเสนอให้รัฐบาลชุดใหม่พิจารณา

วิเคราะห์โดย ลักขณา หมานระเด่น ผู้สื่อข่าวไทยพีบีเอส

อ่านข่าว

สบส. ชี้ "วัยทำงาน" ป้องกันฝุ่น PM 2.5 ต่ำ

ตรึงราคา "น้ำมันดีเซล" กบน.ช่วยลดภาระประชาชน

เด็กเล็กปลอดภัย กทม. เร่งขยาย "ห้องเรียนปลอดฝุ่น" รับมือวิกฤต PM 2.5