ค้นหา
ทีวีออนไลน์
เว็บไซต์ในเครือ
เว็บไซต์บริการ

พายุเอปสตีน ส่อโค่น "สตาร์เมอร์" นายกฯ อังกฤษ ขณะที่ "ทรัมป์" แทบไม่สะเทือน

ต่างประเทศ
17:04
484
พายุเอปสตีน ส่อโค่น "สตาร์เมอร์" นายกฯ อังกฤษ ขณะที่ "ทรัมป์" แทบไม่สะเทือน
"สตาร์เมอร์" นายกฯ อังกฤษที่ไม่เคยเกี่ยวข้องกับ "เจฟฟรีย์ เอปสตีน" โดยตรง แต่อาจเสี่ยงเสียตำแหน่งเพราะความสัมพันธ์ของ ปีเตอร์ แมนเดลสัน ทูตประจำสหรัฐฯ และ เอปสตีน ขณะที่ "ทรัมป์" แม้ชื่อจะปรากฏในเอกสาร แต่แทบไม่ได้รับผลกระทบทางการเมือง

วันนี้ (5ก.พ.2569) สตีเฟน คอลลินสัน นักวิเคราะห์การเมืองสหรัฐฯ ของ CNN ระบุว่า พายุการเมืองจากคดี "เจฟฟรีย์ เอปสตีน" กำลังแผ่ขยายอิทธิพลอย่างต่อเนื่อง แม้เวลาจะล่วงเลยมากว่า 7 ปีนับตั้งแต่เอปสตีนเสียชีวิตในเรือนจำสหรัฐฯ เมื่อปี 2562 แต่เงาของคดีล่วงละเมิดทางเพศและการค้ามนุษย์ที่เกี่ยวข้องกับชนชั้นนำระดับโลกกลับยังไม่จางหาย

และในห้วงเวลานี้ กลับกลายเป็นแรงสั่นสะเทือนทางการเมืองที่อาจโค่นผู้นำประเทศสำคัญได้ โดยผู้นำที่กำลังเผชิญความเสี่ยงสูงสุด ไม่ใช่ ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ หากแต่เป็นนายกฯ เคียร์ สตาร์เมอร์ แห่งสหราชอาณาจักร

แม้สตาร์เมอร์จะไม่เคยถูกกล่าวหาว่ามีความเกี่ยวข้องกับเอปสตีนโดยตรง แต่รัฐบาลของเขากลับถูกดูดเข้าสู่วิกฤตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จากความเชื่อมโยงของบุคคลสำคัญในแวดวงการเมืองอังกฤษกับเอปสตีน ซึ่งถูกเปิดเผยซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากเอกสารสอบสวนที่ทยอยออกมา ในทางกลับกัน ทรัมป์ ซึ่งมีชื่อปรากฏอยู่ในเอกสารบางส่วนของคดีเอปสตีน กลับไม่เคยเผชิญแรงกดดันทางการเมืองในระดับเดียวกัน และยังไม่ถูกตั้งข้อหาทางอาญาใด ๆ

ความแตกต่างนี้สะท้อนให้เห็นถึงสองภาพการเมืองที่สวนทางกันอย่างชัดเจน ระหว่างผู้นำที่ยืนอยู่บนโครงสร้างอำนาจที่เปราะบาง กับผู้นำที่กุมกลไกรัฐไว้อย่างเหนียวแน่น

ในอังกฤษ กลไกตรวจสอบ การตั้งคำถามในรัฐสภา และแรงกดดันจากสื่อและสาธารณชน ยังคงทำงานอย่างเข้มข้น ขณะที่ในสหรัฐฯ ทรัมป์ยังคงมีอิทธิพลเหนือกระทรวงยุติธรรม และมีฐานอำนาจในสภาคองเกรสจากพรรครีพับลิกันที่พร้อมปกป้องเขาจากการตรวจสอบเชิงลึก

ขณะเดียวกัน ผู้เสียหายของเอปสตีนยังคงเดินหน้าต่อสู้เพื่อเรียกร้องความยุติธรรม โดยเฉพาะในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าการดำเนินคดีหยุดชะงัก และขาดแรงผลักดันทางการเมือง แม้จะมีการเปิดเผยเอกสารเพิ่มเติมที่ขยายเครือข่ายความสัมพันธ์ของเอปสตีนไปยังหลายประเทศในยุโรป รวมถึงนอร์เวย์และโปแลนด์ ยิ่งตอกย้ำว่าคดีนี้ไม่ใช่เพียงอดีตที่จบลงแล้ว แต่เป็นบาดแผลทางศีลธรรมที่ยังเปิดกว้าง

เอปสตีนสะเทือนราชวงศ์ ถอดพระยศ "เจ้าชายแอนดรูว์"

ในสหราชอาณาจักร กระแสความไม่พอใจของสาธารณชนต่อผู้ที่มีความเกี่ยวข้องกับเอปสตีนรุนแรงถึงขั้นกระทบสถาบันสูงสุดของประเทศ เมื่อ สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ทรงตัดสินใจถอดพระยศของ "อดีตเจ้าชายแอนดรูว์" พระอนุชาที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเอปสตีน และบังคับให้ถอนตัวจากพระราชฐานในเขตพระราชวังวินด์เซอร์ มาตรการดังกล่าวถูกมองว่าเป็นการ "ตัดไฟแต่ต้นลม" เพื่อปกป้องความน่าเชื่อถือของสถาบันพระมหากษัตริย์

ภาพดังกล่าวแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับสหรัฐฯ ซึ่งยังไม่มีบุคคลระดับสูงรายใดถูกผลักออกจากเวทีอำนาจจากความเชื่อมโยงกับเอปสตีน แม้จะมีชื่อของนักการเมืองและบุคคลทรงอิทธิพลจำนวนมากปรากฏอยู่ในเอกสารสอบสวนก็ตาม

หนึ่งในไม่กี่คนที่ได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน คือ "แลร์รี ซัมเมอร์ส" อดีตรัฐมนตรีคลังและอดีตประธานมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ซึ่งออกมายอมรับความผิดพลาด พร้อมลดบทบาทสาธารณะ และแสดงความละอายใจอย่างยิ่ง หลังอีเมลที่เคยคุยส่วนตัวกับเอปสตีนถูกเปิดเผย

สำหรับทรัมป์ แม้จะมีการกล่าวอ้างใหม่ที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน รวมถึงคำบอกเล่าของผู้เสียหายบางรายที่ถูกเปิดเผยเพิ่มเติม แต่ทางการยืนยันว่าไม่มีหลักฐานเพียงพอในการตั้งข้อหาทางอาญา โดยกระทรวงยุติธรรมระบุว่าจะไม่มีการดำเนินคดีเพิ่มเติม ซึ่งทรัมป์เองกล่าวกับสื่อว่า "ถึงเวลาที่ประเทศควรไปสนใจเรื่องอื่นได้แล้ว"

อดีตทูตแมนเดลสัน ทำ "สตาร์เมอร์" ตกที่นั่งลำบาก

อย่างไรก็ตาม คำกล่าวเช่นนี้ไม่อาจใช้ได้กับฝั่งอังกฤษ วิกฤตของสตาร์เมอร์ทวีความรุนแรงขึ้น หลังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคแรงงานจำนวนหนึ่งแสดงความไม่พอใจต่อการบริหารงานของรัฐบาล และจุดชนวนการตั้งคำถามถึงการตัดสินใจของนายกฯ สตาร์เมอร์ โดยเฉพาะกรณีการแต่งตั้ง ปีเตอร์ แมนเดลสัน อดีตรัฐมนตรีและอดีตเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำสหรัฐฯ ซึ่งมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเอปสตีน

เอกสารที่เพิ่งเปิดเผยระบุว่า แมนเดลสันอาจส่งต่อข้อมูลลับทางเศรษฐกิจและการเมืองให้เอปสตีนในช่วงวิกฤตการเงินโลกปี 2551 ซึ่งเป็นข้อมูลที่อาจส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของตลาดการเงินในระดับมหาศาล ปัจจุบัน แมนเดลสันเผชิญการสอบสวนทางอาญา เขาลาออกจากสภาขุนนาง ถอนตัวจากพรรคแรงงาน และยอมรับว่าการตัดสินใจในอดีตของตนได้สร้างความเสียหายต่อพรรคและประเทศ

พายุลูกเดียวกันให้ผลลัพธ์ที่ต่างกัน

กรณีแมนเดลสันไม่เพียงเป็นปัญหาเฉพาะบุคคล แต่ยังตอกย้ำภาพการเมืองอังกฤษที่นายกรัฐมนตรีต้องเผชิญแรงกดดันอย่างต่อเนื่อง แม้จะเพิ่งชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายมาได้ไม่ถึง 2 ปี ในระบบที่นายกรัฐมนตรีสามารถถูกท้าทายและถูกโค่นได้จากภายในพรรคของตนเอง

เมื่อเทียบกับทรัมป์ ซึ่งมีวาระดำรงตำแหน่งที่ชัดเจน และสามารถใช้ยุทธศาสตร์ "ถมเสียงรบกวน" ด้วยประเด็นทางการเมืองอื่น ๆ อย่างต่อเนื่อง จนลดแรงโฟกัสต่อคดีเอปสตีน

ท้ายที่สุด คดีเอปสตีนจึงไม่ได้เป็นเพียงคดีอาชญากรรมในอดีต หากแต่เป็นบททดสอบของระบบการเมือง ความรับผิดชอบ และอำนาจของผู้นำในโลกตะวันตก ซึ่งกำลังเผยให้เห็นว่า ความยุติธรรมและการตรวจสอบ อาจไม่ได้ถูกบังคับใช้อย่างเท่าเทียมกันในทุกประเทศ

อ่านข่าวอื่น :

"กลาโหม" ชี้ยังไม่พบสิ่งบอกเหตุปะทะชายแดนรอบ 3 พร้อมดูแลช่วงเลือกตั้ง

ศาลสหรัฐฯ สั่งจำคุกตลอดชีวิตมือลอบสังหาร "โดนัลด์ ทรัมป์"

สหรัฐอเมริกา พร้อม เจ้าภาพ "โอลิมปิกเกมส์ 2028"