วันนี้ (5ก.พ.2569) สตีเฟน คอลลินสัน นักวิเคราะห์การเมืองสหรัฐฯ ของ CNN ระบุว่า พายุการเมืองจากคดี "เจฟฟรีย์ เอปสตีน" กำลังแผ่ขยายอิทธิพลอย่างต่อเนื่อง แม้เวลาจะล่วงเลยมากว่า 7 ปีนับตั้งแต่เอปสตีนเสียชีวิตในเรือนจำสหรัฐฯ เมื่อปี 2562 แต่เงาของคดีล่วงละเมิดทางเพศและการค้ามนุษย์ที่เกี่ยวข้องกับชนชั้นนำระดับโลกกลับยังไม่จางหาย
และในห้วงเวลานี้ กลับกลายเป็นแรงสั่นสะเทือนทางการเมืองที่อาจโค่นผู้นำประเทศสำคัญได้ โดยผู้นำที่กำลังเผชิญความเสี่ยงสูงสุด ไม่ใช่ ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ หากแต่เป็นนายกฯ เคียร์ สตาร์เมอร์ แห่งสหราชอาณาจักร
แม้สตาร์เมอร์จะไม่เคยถูกกล่าวหาว่ามีความเกี่ยวข้องกับเอปสตีนโดยตรง แต่รัฐบาลของเขากลับถูกดูดเข้าสู่วิกฤตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จากความเชื่อมโยงของบุคคลสำคัญในแวดวงการเมืองอังกฤษกับเอปสตีน ซึ่งถูกเปิดเผยซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากเอกสารสอบสวนที่ทยอยออกมา ในทางกลับกัน ทรัมป์ ซึ่งมีชื่อปรากฏอยู่ในเอกสารบางส่วนของคดีเอปสตีน กลับไม่เคยเผชิญแรงกดดันทางการเมืองในระดับเดียวกัน และยังไม่ถูกตั้งข้อหาทางอาญาใด ๆ
ความแตกต่างนี้สะท้อนให้เห็นถึงสองภาพการเมืองที่สวนทางกันอย่างชัดเจน ระหว่างผู้นำที่ยืนอยู่บนโครงสร้างอำนาจที่เปราะบาง กับผู้นำที่กุมกลไกรัฐไว้อย่างเหนียวแน่น
ในอังกฤษ กลไกตรวจสอบ การตั้งคำถามในรัฐสภา และแรงกดดันจากสื่อและสาธารณชน ยังคงทำงานอย่างเข้มข้น ขณะที่ในสหรัฐฯ ทรัมป์ยังคงมีอิทธิพลเหนือกระทรวงยุติธรรม และมีฐานอำนาจในสภาคองเกรสจากพรรครีพับลิกันที่พร้อมปกป้องเขาจากการตรวจสอบเชิงลึก
ขณะเดียวกัน ผู้เสียหายของเอปสตีนยังคงเดินหน้าต่อสู้เพื่อเรียกร้องความยุติธรรม โดยเฉพาะในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าการดำเนินคดีหยุดชะงัก และขาดแรงผลักดันทางการเมือง แม้จะมีการเปิดเผยเอกสารเพิ่มเติมที่ขยายเครือข่ายความสัมพันธ์ของเอปสตีนไปยังหลายประเทศในยุโรป รวมถึงนอร์เวย์และโปแลนด์ ยิ่งตอกย้ำว่าคดีนี้ไม่ใช่เพียงอดีตที่จบลงแล้ว แต่เป็นบาดแผลทางศีลธรรมที่ยังเปิดกว้าง
เอปสตีนสะเทือนราชวงศ์ ถอดพระยศ "เจ้าชายแอนดรูว์"
ในสหราชอาณาจักร กระแสความไม่พอใจของสาธารณชนต่อผู้ที่มีความเกี่ยวข้องกับเอปสตีนรุนแรงถึงขั้นกระทบสถาบันสูงสุดของประเทศ เมื่อ สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ทรงตัดสินใจถอดพระยศของ "อดีตเจ้าชายแอนดรูว์" พระอนุชาที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเอปสตีน และบังคับให้ถอนตัวจากพระราชฐานในเขตพระราชวังวินด์เซอร์ มาตรการดังกล่าวถูกมองว่าเป็นการ "ตัดไฟแต่ต้นลม" เพื่อปกป้องความน่าเชื่อถือของสถาบันพระมหากษัตริย์
ภาพดังกล่าวแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับสหรัฐฯ ซึ่งยังไม่มีบุคคลระดับสูงรายใดถูกผลักออกจากเวทีอำนาจจากความเชื่อมโยงกับเอปสตีน แม้จะมีชื่อของนักการเมืองและบุคคลทรงอิทธิพลจำนวนมากปรากฏอยู่ในเอกสารสอบสวนก็ตาม
หนึ่งในไม่กี่คนที่ได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน คือ "แลร์รี ซัมเมอร์ส" อดีตรัฐมนตรีคลังและอดีตประธานมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ซึ่งออกมายอมรับความผิดพลาด พร้อมลดบทบาทสาธารณะ และแสดงความละอายใจอย่างยิ่ง หลังอีเมลที่เคยคุยส่วนตัวกับเอปสตีนถูกเปิดเผย
สำหรับทรัมป์ แม้จะมีการกล่าวอ้างใหม่ที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน รวมถึงคำบอกเล่าของผู้เสียหายบางรายที่ถูกเปิดเผยเพิ่มเติม แต่ทางการยืนยันว่าไม่มีหลักฐานเพียงพอในการตั้งข้อหาทางอาญา โดยกระทรวงยุติธรรมระบุว่าจะไม่มีการดำเนินคดีเพิ่มเติม ซึ่งทรัมป์เองกล่าวกับสื่อว่า "ถึงเวลาที่ประเทศควรไปสนใจเรื่องอื่นได้แล้ว"
อดีตทูตแมนเดลสัน ทำ "สตาร์เมอร์" ตกที่นั่งลำบาก
อย่างไรก็ตาม คำกล่าวเช่นนี้ไม่อาจใช้ได้กับฝั่งอังกฤษ วิกฤตของสตาร์เมอร์ทวีความรุนแรงขึ้น หลังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคแรงงานจำนวนหนึ่งแสดงความไม่พอใจต่อการบริหารงานของรัฐบาล และจุดชนวนการตั้งคำถามถึงการตัดสินใจของนายกฯ สตาร์เมอร์ โดยเฉพาะกรณีการแต่งตั้ง ปีเตอร์ แมนเดลสัน อดีตรัฐมนตรีและอดีตเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำสหรัฐฯ ซึ่งมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเอปสตีน
เอกสารที่เพิ่งเปิดเผยระบุว่า แมนเดลสันอาจส่งต่อข้อมูลลับทางเศรษฐกิจและการเมืองให้เอปสตีนในช่วงวิกฤตการเงินโลกปี 2551 ซึ่งเป็นข้อมูลที่อาจส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของตลาดการเงินในระดับมหาศาล ปัจจุบัน แมนเดลสันเผชิญการสอบสวนทางอาญา เขาลาออกจากสภาขุนนาง ถอนตัวจากพรรคแรงงาน และยอมรับว่าการตัดสินใจในอดีตของตนได้สร้างความเสียหายต่อพรรคและประเทศ
พายุลูกเดียวกันให้ผลลัพธ์ที่ต่างกัน
กรณีแมนเดลสันไม่เพียงเป็นปัญหาเฉพาะบุคคล แต่ยังตอกย้ำภาพการเมืองอังกฤษที่นายกรัฐมนตรีต้องเผชิญแรงกดดันอย่างต่อเนื่อง แม้จะเพิ่งชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายมาได้ไม่ถึง 2 ปี ในระบบที่นายกรัฐมนตรีสามารถถูกท้าทายและถูกโค่นได้จากภายในพรรคของตนเอง
เมื่อเทียบกับทรัมป์ ซึ่งมีวาระดำรงตำแหน่งที่ชัดเจน และสามารถใช้ยุทธศาสตร์ "ถมเสียงรบกวน" ด้วยประเด็นทางการเมืองอื่น ๆ อย่างต่อเนื่อง จนลดแรงโฟกัสต่อคดีเอปสตีน
ท้ายที่สุด คดีเอปสตีนจึงไม่ได้เป็นเพียงคดีอาชญากรรมในอดีต หากแต่เป็นบททดสอบของระบบการเมือง ความรับผิดชอบ และอำนาจของผู้นำในโลกตะวันตก ซึ่งกำลังเผยให้เห็นว่า ความยุติธรรมและการตรวจสอบ อาจไม่ได้ถูกบังคับใช้อย่างเท่าเทียมกันในทุกประเทศ
อ่านข่าวอื่น :
"กลาโหม" ชี้ยังไม่พบสิ่งบอกเหตุปะทะชายแดนรอบ 3 พร้อมดูแลช่วงเลือกตั้ง
ศาลสหรัฐฯ สั่งจำคุกตลอดชีวิตมือลอบสังหาร "โดนัลด์ ทรัมป์"
สหรัฐอเมริกา พร้อม เจ้าภาพ "โอลิมปิกเกมส์ 2028"










