“วาทะกรรมทำลายขั้วตรงข้าม” กลายเป็นกลยุทธ์สู้ศึกบนเวทีปราศรัยของพรรคการเมืองจนเกกลายเป็นกระแสในโลกโซเชียล และลุกลามไปยังกองเชียร์แต่ละฝั่งฝ่าย จนเป็น “อีเว้นท์สาดโคลน” ไปในที่สุด
เมื่อเร็ว ๆนี้ ในรายการ “ห้องข่าวไทยพีบีเอส NEWSROOM” ศาสตราจารย์ สิริพรรณ นกสวน สวัสดี อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิเคราะห์ถึงสถานการณ์ดังกล่าว โดยเรียกว่า “กระบี่ไร้สำนัก” เป็นยุทธศาสตร์ที่เล่นกับอารมณ์ของประชาชนเกิดขึ้นในทุกยุคทุกสมัย ไม่ใช่แค่ประเทศไทย แต่ในต่างประเทศก็มีเช่นกัน
“เรื่องนี้ต้องระมัดระวัง เมื่อเริ่มสาดโคลนใส่อีกฝั่ง โคลนนั้นอาจจะกลับมาหาที่ตัวเองหรือเปล่า บางทีมันเหมือนจะพยายามไปทำลายขั้วตรงข้าม แต่มันเหมือนยิงปืนใส่ขาตัวเอง ไม่ได้มีประสิทธิภาพ หรือได้ผลที่ดีเสมอไป”
อาจารย์สิริพรรณ มองว่า กรณีปลด นายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ออกจากราชการ โดยกล่าวหาว่ามีความผิดปกติในการจัดซื้อชุดตรวจ ATK กลายเป็นการสร้างกระแสและความนิยมเพิ่มขึ้นให้กับนายแพทย์สุภัทรมี ส่วนกระแสความรักชาติ ความขัดแย้งชายแดน มาเป็นตัวเปิดประเด็นของพรรคการเมือง อาจจะได้ผลบ้าง แต่กับคนอีกกลุ่มจะตัดสินใจบนเหตุผล นโยบายความคาดหวังว่าเลือกพรรคคุณไปแล้ว จะทำได้ตามนโยบายอย่างไร
“ปัญหาชายแดน ไม่ต้องพูดเรื่องรักชาติ แต่ให้นำเสนอการแก้ปัญหาจัดการข้อพิพาท หรือการรุกล้ำดินแดนอย่างไร ปัญหาการค้าขายในระยะยาว เรื่องนี้มากกว่าที่คนอยากฟัง ไม่ใช่เป็นเรื่องรักชาติ”
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า สื่อมวลชนต้องเสนอข่าวตามความจริงให้จบมากกว่าการขยายประเด็น เพื่อนำไปใช้สาดโคลนกันไปมาที่ทำให้เกิดกระแสตัดสินเชิงอารมณ์ของประชาชนต่อการเลือกตั้ง ยกเว้นหากเป็นเรื่องที่ต้องสืบหาความจริงเพื่อพิสูจน์ว่าใครผิดใครถูก และยุทธศาสตร์การสาดโคลน ไม่ใช่การเมืองที่สร้างสรรค์ ไม่ใช่การเมืองหลังเลือกตั้งที่จะกอบกู้ความตกต่ำถดถอยของประเทศไทย”
ยุทธศาสตร์ “ไม่แบ่งใจ” เป็นการเชิญชวนที่พรรคประชาชนลงคาราวานทั่วประเทศในการหาเสียงครั้งนี้ คือการเชิญชวนในประชาชนเลือกสองใบ เนื่องด้วยการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 ได้คะแนนบัญชีรายชื่อ 14 ล้านเสียง แต่คะแนน สส.เขต ได้ 9 ล้านเสียง ครั้งนี้พรรคประชาชนจึงจะต้องดึงคะแนนนเสียง สส.เขตกลับมาให้ได้ ขณะที่พรรคภูมิใจไทย สส.เขต ได้มา 5 ล้านเสียง สส.บัญชีรายชื่อได้ 1 ล้านเสียง ดังนั้นหากสามารถเรียกกระแสให้คนมาลงคะแนนบัญชีรายชื่อเท่ากับ สส.เขต ก็จะมีคะแนนเพิ่มขึ้นมา
เปิดเหตุผล “คนที่ยังไม่เลือกข้าง”
…หลายคนมีพรรคที่อยู่ในใจแล้ว แต่บางคนก็ยังไม่ตัดสินใจแม้จะเข้าสู่โค้งสุดท้าย… อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า คนกลุ่มแรกมองไม่เห็นความแตกต่างเชิงนโยบายการเมืองครั้งเก่ากับครั้งนี้ว่าต่างกันอย่างไร ดังนั้นก็จะหันกลับมาตัดสินใจบนความคาดหวังว่าผู้นำคนใดจะทำในสิ่งที่สัญญาไว้ให้เกิดขึ้นได้
กลุ่มที่สองคือเบื่อการเมือง เพราะยังไม่มีความมั่นใจพรรคใด และกลุ่มที่สามคือ คนที่มีตัวเลือกในใจอยู่แล้ว แต่ครั้งนี้อาจจะหวั่นไหวบ้างว่าจะเลือกพรรคเดิม หรือจะไปพรรคใหม่
ส่วนกลุ่มสุดท้ายก็คือไม่ประสงค์ลงคะแนนทั้งสองใบ จากข้อมูลการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 มีบัตรไม่ประสงค์ลงคะแนนในระบบเขตถึง 2.1% ระบบบัญชีรายชื่อมี 1.2% ดังนั้นการเลือกครั้งนี้ต้องดูว่าจำนวนบัตรที่ไม่ประสงค์ลงคะแนนจะสูงขึ้นหรือไม่
“การเล่นงานพรรคการเมือง ไม่ว่าจะการยุบพรรค การถอดถอนนายกรัฐมนตรี 2 คน ทำให้พรรคการเมืองไม่สานต่อนโยบายที่พรรคตั้งใจจะทำ พูดง่ายๆ คือถูกขัดจังหวะตลอดเวลา มันทำให้ความรู้สึกผูกพันระหว่างประชาชน กับพรรคการเมืองลดลง ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ดีกับประชาธิปไตย”
“ผูกพันธ์” ตัวแปรคะแนนเสียงโค้งสุดท้าย
ในประเด็นจะเห็นว่าพรรคคาดว่ามีความเชื่อมโยงระหว่างประชาชนกับพรรคสูงคือ พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคเพื่อไทย นโยบายไม่ได้ต่างกันมาก แต่สิ่งที่ประชาชนจะตัดสินใจส่วนใหญ่เชื่อว่าเป็นเรื่องของความผูกพันที่เคยมีกันมา พรรคประชาธิปัตย์ ครั้งที่แล้วได้ 25 ที่นั่งแต่การกลับมาของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทำให้พรรคได้กระแสมากขึ้น สะท้อนได้ว่า มีประชาชนที่เหนียวแน่นกับประชาธิปัตย์อยู่ อย่างน้อยก็ประมาณ 1 ล้านคนเดิม และอาจกลับมาได้อีก
คือกลุ่มคนที่เคยไปเลือกพรรครวมไทยสร้างชาติ ประมาณ 13% หรือ 4 ล้านกว่า มีแนวโน้มจะกลับมาพรรคประชาธิปัตย์ และอาจกระจายไปเลือกพรรคอื่น ขณะที่พรรคเพื่อไทย ฐานเสียงเก่าเริ่มกลับมา เพราะจะเห็นเริ่มใส่เสื้อแดง ส่วนพรรคประชาชนที่มองว่ากระแสดี แต่ด้วยระบบเลือกตั้งไทยต้องมีบัญชีรายชื่อ 400 ที่นั่ง จึงเป็นความท้าทายของแต่ละพรรค ที่ต้องใช้ยุทธศาสตร์เรียกคะแนนในพื้นที่อย่างหนัก และพอถึงวันเลือกตั้งจริงๆ จะเป็นจุดตัดที่สำคัญ หลายพรรคถึงเน้นให้กาบัตรสองใบ ทั้งบัญชีรายชื่อ และ สส.เขต
3 หน้าไพ่ “สมการ” การเมืองไทย หลังการเลือกตั้ง
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิเคราะห์ภาพหลังการเลือกตั้งของ 3 พรรคตัวเต็ง คือ พรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทย และพรรคประชาชน ส่วนตัวเชื่อว่ารวมกันทั้ง 3 พรรคจะได้ 400 ที่นั่ง แต่การจัดตั้งรัฐบาลคาดว่าจะ 3 สมการ
สมการแรก : พรรคประชาชนชนะเป็นอันดับหนึ่ง สามารถเลือกที่จะร่วมกับพรรคภูมิใจไทย หรือพรรคเพื่อไทยก็ได้ แต่คำถาม.. พรรคภูมิใจไทยกับพรรคเพื่อไทยจะจับมือกันหรือไม่ โดยเฉพาะหากพรรคน้ำเงินมาเป็นอันดับ 2 ด้วยคะแนนไม่ต่างกันมาก พรรคภูมิใจไทยจะยอมยกให้พรรคประชาชนจัดตั้งรัฐบาล หรือพรรคภูมิใจไทย อยากจะจัดตั้งรัฐบาลเอง
ดังนั้นหากพรรคภูมิใจไทย อยากจัดตั้งรัฐบาลเอง ก็แค่รอ เนื่องจากพรรคประชาชนบอกแล้วว่าจะไม่ขานชื่อนายอนุทิน ดังนั้นทางเลือกที่พรรคภูมิใจไทยจัดตั้ง และมีพรรคประชาชนร่วมอยู่ด้วยคาดว่าจะไม่เกิดขึ้นทางเลือกนี้จึงตัองตัดออกไป ซึ่งอาจจะเป็นพรรคน้ำเงิน, แดง, ฟ้า หรือ น้ำเงิน, แดง เขียว
“หากพรรคประชาชนชนะ จะต้องมีคะแนนทิ้งห่าง ขาดลอยจากพรรคอันดับ 2 ถึง 50 ที่นั่ง และต้องได้เกิน 200 ที่นั่ง ไม่อย่างนั้นการจัดตั้งรัฐบาลจะเกิดขึ้นได้ยาก”
สมการสอง : หากพรรคภูมิใจไทยชนะเป็นอันดับ 1 โดยตรรกะการเลือกพรรคประชาชน จะเป็นประโยชน์มากกว่า เนื่องด้วยพรรคประชาชนจะเลือกกระทรวงที่ไม่ได้คุมงบประมาณ บนพื้นฐานที่พรรคประชาชนจะไม่เลือกโหวตนายอนุทิน ดังนั้นพรรคภูมิใจไทยอาจจะไปรวมกับพรรคเพื่อไทย และจะเลือกพรรคกล้าธรรม หรือพรรคประชาธิปัตย์ เข้ามาเสริม
สมการสาม : พรรคเพื่อไทยเป็นอันดับ 1 จริง ๆ หากมองตามที่หลายคนมีความหวัง ก็อยากให้พรรคเพื่อไทย รวมกับพรรคประชาชน แต่สิ่งสำคัญคือพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นรัฐบาลอยู่ในขณะนี้จะมีกลยุทธ์อะไร อันนี้เป็นเรื่องที่ตัวเลขของผลเลือกตั้ง ซึ่งมาจากการตัดสินใจของประชาชนเท่านั้นที่จะเป็นคนบอกเราได้
อ่านข่าว
รัฐบาลใหม่ "ความหวัง" เศรษฐกิจไทยขับเคลื่อน "เม็ดเงิน" สู่การลงทุน
อดีตเอกอัครราชทูต แนะ "เลือกข้างขั้วดุลอำนาจ รักษาประโยชน์ชาติให้ได้"










