ค้นหา
ทีวีออนไลน์
เว็บไซต์ในเครือ
เว็บไซต์บริการ

อดีตเอกอัครราชทูต แนะ "เลือกข้างขั้วดุลอำนาจ รักษาประโยชน์ชาติให้ได้"

ต่างประเทศ
10:49
2,050
อดีตเอกอัครราชทูต แนะ "เลือกข้างขั้วดุลอำนาจ รักษาประโยชน์ชาติให้ได้"
อ่านให้ฟัง
07:17อ่านข่าวให้ฟังโดย Botnoi Voice เว็บแอปพลิเคชันสำหรับสร้างเสียงจากข้อความด้วย AI (Text to Speech)

สถานการณ์ชายแดนไทย - กัมพูชา กลายเป็นกระดานหมากรุกสำคัญของ 2 ขั้วประเทศมหาอำนาจ “จีน”  และ “สหรัฐอเมริกา” ที่ทั่วโลกจับจ้องตาว่า นับจากนี้สงครามตัวแทนระหว่างสองประเทศในแถบเอเชียจะดำเนินไปในทิศทางใด

รายการ “ตอบโจทย์” สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส เชิญ “นายพิศาล  มาณวพัฒน์” อดีตเอกอัครราชทูต ผู้เชี่ยวชาญด้านการต่างประเทศ  วิเคราะห์สาเหตุและปัจจัยสำคัญที่จะส่งผลกระทบต่อสมรภูมิรบในครั้งนี้

“ในจังหวะแต่ละเหตุการณ์ ถ้าผลประโยชน์ของเราจำเป็นที่เราจะต้องมีความร่วมมือ เอาอกเอาใจประเทศใดประเทศหนึ่ง เพื่อผลประโยชน์ควรจะทำ” ถ้าต้องเลือกระหว่าง 2 ขั้วประเทศมหาอำนาจ อดีตเอกอัครราชทูตพิศาล มองว่า ประเทศไทยต้องเลือกข้างที่สามารถปกป้องผลประโยชน์ของเราให้ได้ 

สงครามการสื่อสาร ไทยปะทะกัมพูชา โจทย์ใหญ่ ต้องพลิกฟื้น

แม้กัมพูชาจะมีปัญหาภายในประเทศ แต่ยังให้ความสำคัญกับประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา “โดนัลด์  ทรัมป์”  ในฐานะเป็นสักขีพยานการลงนาม "ถ้อยแถลงร่วมไทย-กัมพูชาเพื่อสันติภาพ"  เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2025 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ และสื่อสารกับโลกว่ายังยึดมั่นในปฏิญญาสันติภาพ กลายเป็นเกมการทูตที่เหนือชั้น จึงไม่แปลกที่ “โดนัลด์  ทรัมป์” จะเขียนลงสื่อออนไลน์อย่างเข้าใจผิดว่าระเบิดที่ทำให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บขาขาดเป็นอุบัติเหตุ “แสดงว่าเขาได้รับการสื่อสารเข้าถึงข้อมูลจากฝ่ายตรงข้ามของเรามากกว่าการสื่อสารข้อเท็จจริงของเรา” สวนทางกับรัฐบาลไทยมองกระแสภายในเป็นหลัก โดยมุ่งแค่เป้าหมายไปถึงการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นอกจากจะไม่ให้ความสำคัญกับทรัมป์ ยังมีความเห็นในลักษณะด้อยค่า “จึงพ่ายแพ้ทั้งด้านการทูตและการสื่อสาร”

“จีน”  แม้มีความรู้สึกใกล้ชิดกับประเทศไทย แต่ผลประโยชน์และอิทธิพลในกัมพูชาที่มีมากมาย จึงไม่สามารถที่จะเสียกัมพูชาให้กับสหรัฐฯ ซึ่งกำลังเอาใจกัมพูชา รวมถึงการที่ไทยไม่พูดความจริงเพื่อปกป้องผลประโยชน์ตัวเอง ทำให้จีนมองว่าไทยเป็นหมูในอวย ดังนั้นจึงต้องการที่จำเป็นให้ความสำคัญกับฝ่ายกัมพูชาให้เห็นมากกว่า 

“ผมพูดในฐานะคนนอกที่ไม่ได้รู้เรื่องภาวะภายในของทหาร และกระทรวงการต่างประเทศ แต่มองจากคนนอกที่ติดตามข่าวว่าการสื่อสารของไทยเสียเปรียบ เห็นได้จากสื่อหลักระหว่างประเทศที่เสนอข่าวว่าไทยไม่สนใจปฏิญญาสันติภาพ และโจมตีด้วยเอฟ 16 - กริพเพน ในขณะที่กัมพูชามีการโดรนพลีชีพ (Kamikaze) ปืนใหญ่ยิงสะเปะสะปะ แต่ทั่วโลกกลับไม่มีการเสนอข่าว ถูกมองว่าประเทศใหญ่ รังแกประเทศที่อ่อนแอกว่า”

อดีตเอกอัครราชทูตพิศาล มองว่า กรุงเทพมหานครเป็นศูนย์กลางของสื่อมวลชน ถือเป็นประเทศที่ใหญ่ในภูมิภาคแห่งหนึ่ง แทบไม่ปรากฏผู้สื่อข่าวสำนักข่าวต่างประเทศ รายงานจากประเทศไทย แต่กลับไปรายงานในค่ายอพยพกัมพูชาซึ่งเป็นสภาพหดหู่ ส่งผลให้คะแนนความสงสารจากคนดูทั่วโลกมากขึ้น ทั้งที่มีโฆษกในหลายหน่วยงานทั้งรัฐบาลและกองทัพ แต่กลับไม่สามารถสื่อสารข้อเท็จจริงไปยังทั่วโลกได้ ดังนั้นจึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ไทยจะต้องพลิกฟื้นกลับมาให้ได้ 

ผลประโยชน์ทางการค้า 2 ขั้วมหาอำนาจ “ไทย” ควรยืนข้างใคร?

หากดูในเรื่องของการค้ากับระหว่าง 2 ขั้วประเทศมหาอำนาจ ประเทศไทยถือว่าได้ดุลการค้าจากสหรัฐฯ มากที่สุดในโลก ถือเป็นคู่ค้าที่สำคัญ แต่เราขาดดุลการค้ากับจีนมหาศาล อีกทั้งสินค้าจากจีนที่ทะลักผ่านไทยเข้าไปสู่ตลาดในสหรัฐฯ จึงถูกเรียกว่า “เขตกระสุนตก” ผลกระทบจากนโยบายภาษีของโดนัลด์ ทรัมป์ จึงส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย “ฉะนั้นตัวเลขเหล่านี้จึงเป็นตัวบอกว่าไทยต้องปรับโครงสร้าง เราต้องการพูดคุยกับรัฐบาลฝ่ายหนึ่ง ที่ได้ดุลการค้ากับเรามหาศาล แทนที่จะให้เขามาขู่ว่า ถ้าเราไปทำความตกลงกับสหรัฐฯ เรื่องการค้าและกระทบเขา เขาจะไม่พอใจ”

 “ผมรับไม่ได้  ถ้าเราไปปกป้องผลประโยชน์กับสหรัฐฯ และเรายังเป็นเพื่อนกับมหามิตรนึง เพื่อให้อีกมหามิตรหนึ่งเห็นอกเห็นใจเราแล้วก็ดูว่าจะปรับเปลี่ยนโครงสร้างอย่างไร ที่จะทำให้เราและเขาได้ประโยชน์ด้วยกันทั้งคู่”

ถ้าถามว่า การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ  ความนิยมของ “โดนัลด์  ทรัมป์”  ที่เพิ่มขึ้น หรือลดลง จะมีผลกระทบต่อการเมืองโลกไหม อดีตเอกอัครราชทูตพิศาล  มองว่า  ใน 1 ปี ที่ผ่านมาทรัมป์สามารถควบคุมทั้งสภาล่าง และสภาสูงได้อยู่หมัด ฉะนั้นสำหรับทรัมป์  ไม่ว่าจะแพ้หรือชนะ มันเป็นเรื่องการกระทบมรดกที่เขาต้องการวางไว้ 

ส่วนการต่างประเทศเขาได้พิสูจน์มาแล้วว่า 1 ปีที่ผ่านมา  สามารถใช้อำนาจคำสั่งฝ่ายบริหาร (Executive Order) แทนสิ่งที่รัฐสภาเคยหวงแหน  เป็นอำนาจของตัวเองได้หมด ทั้งการประกาศสงคราม การขึ้นภาษี  โดย 1 ปีที่ผ่านมาทรัมป์ลงนาม Executive Order ไปแล้วกว่า  225 ฉบับ ขณะที่รัฐสภาผ่านกฎหมายเพียง 60 กว่าฉบับเท่านั้น ทรัมป์จึงมีความภูมิอกภูมิใจกับผลงานที่ผ่านมา

หวังเลือกตั้งเปลี่ยน “ไทย”  พลิกสถานการณ์การเมือง-การทูต

ต้องยอมรับว่าในช่วง  20 ปีที่ผ่านมา การเปลี่ยนแปลงของไทยต่อสหรัฐฯ กลายเป็นจุดที่ทำให้สหรัฐฯ หันไปให้ความสำคัญกับเวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และกัมพูชา ดังนั้นการจะปรับดุลยภาพความสำพันธ์ให้กลับมาเหมือนเดิม อดีตเอกอัครราชทูตพิศาล มองว่า หลังการเลือกตั้งในวันที่  8 กุมภาพันธ์  ยังมีโอกาสที่จะใช้นโยบายในการวางดุลยภาพความสัมพันธ์ใกล้ชิดสหรัฐฯ และจีน  เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ

ในอดีตไทยเคยอยู่ในยุครุ่งเรืองของเวทีโลกในช่วงรัฐบาล “พลเอก เปรม ติณสูลานนท์”   และรัฐบาล “นายอานันท์  ปันยารชุน”  เนื่องด้วยการทำงานที่สอดประสานกันกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ   ความสง่างามของประเทศไทยอยู่ในจุดสูงสุดเวทีโลก ในช่วงรัฐบาลของสองนายกรัฐมนตรีอย่างเห็นได้ชัด 

 “ผมหวังว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นการปรับเปลี่ยนไทย  ให้กลับมาสง่างามได้อีกครั้ง  คณะทำงานชุดใหม่จะต้องมีความเข้าใจในการทูตเพื่อยุติความขัดแย้งชายแดนที่ยั่งยืน  มีความเชี่ยวชาญ  รู้ว่าจะใช้อำนาจอะไรต่อรองกับจีนและสหรัฐฯ”

"มาดูโร" ขึ้นศาลสหรัฐฯ ครั้งแรกปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา

สหรัฐฯ เปิดสอบเหตุคนบุกบ้านพัก "แวนซ์" รองประธานาธิบดีฯ

ฝ่ามรสุม “คำพิพากษา” เส้นทางวิบาก “บิ๊กโจ๊ก” คืนถิ่นสีกากี

ทบ.เตือนกัมพูชาเคร่งครัดข้อตกลงหยุดยิง หลังกระสุนปืน ค.ตกที่เนิน 469

ตร.เปิดคลิปคดีให้สินบนทองคำ ด้าน "ไตรรงค์" ย้ำหลักฐานชัดมัด "บิ๊กโจ๊ก" สั่งการ