ผลการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประเมินว่า ไทยอาจต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำกว่า 2% ในปี 2569 และเป็นครั้งแรกรอบกว่า 30 ปี และมีแนวโน้มว่าอยู่ในข่ายประเทศที่เศรษฐกิจเติบโตต่ำสุดในภูมิภาค
ท่ามกลางความผันผวนของสภาวะเศรษฐกิจโลก และการเปลี่ยนแปลงทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ “รศ.ธนวรรธน์ พลวิชัย” อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้วิเคราะห์ผลกระทบและสถานการณ์ต่างๆ ที่จะเป็นตัวแปรเศรษฐกิจปี 2569 ในรายการ “ตอบโจทย์” ทางสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส อย่างน่าสนใจ
สถานการณ์ไตรมาสที่ 1 (มกราคม, กุมภาพันธ์, มีนาคม) เรียกได้ว่า “หืดขึ้นคอ” ต่อเนื่องจากปัญหาการส่งออกขยายตัวติดลบมาตั้งแต่ปี 2568 โดยเฉพาะราคาข้าวอยู่ที่ 7,000 กว่าบาท/ตัน ทั้งที่ควรจะได้ราคา 9,000 – 10,000 บาท/ตัน รวมถึงธุรกิจ SME ท่องเที่ยว ธุรกิจส่งออก ที่คาดว่าจะขยายตัวติดลบเพิ่มอีก 1-3% จาก 11% ในปี 2568
สอดรับกับภาคการท่องเที่ยว ยังไม่มีสัญญาณชัดเจนว่าปี 2569 นักท่องเที่ยวจะกลับเข้ามามากเพียงใด โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนและนักท่องเที่ยวมาเลเซีย ลดน้อยลงจากผลพวงน้ำท่วมภาคใต้ ชี้วัดได้จากไตรมาสที่ 4 ปี 2568 (ตุลาคม,พฤศจิกายน,ธันวาคม) ปกติจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาเดือนละกว่า 3 ล้านคน แต่ปรากฎมีนักท่องเที่ยวเข้ามาไม่ถึง 3 ล้านคน แต่ก็ต้องดูเศรษฐกิจโลกถ้าไม่มีอะไรบานปลาย ไทยยังส่งออกได้ก็จะยังจะช่วยประคองเศรษฐกิจได้
“ที่ผมพูดมาทั้งหมดมันเป็นปัจจัยด้านลบที่ต่อเนื่องและสุดท้ายแม้ไทย - กัมพูชา จะเจรจาหยุดยิง ด่านชายแดนก็ยังไม่เปิด เงินที่เคยสะพัดเดือนละประมาณ 1 หมื่นล้านบาท ก็จะยังไม่มี ฉะนั้นจึงเป็นปีที่หลายคนหมดแรงและยังมีรัฐบาลรักษาการ ส่วนรัฐบาลใหม่ที่จะเริ่มทำงานจริง ๆ คาดว่าเดือนมิถุนายน 2569 จึงคิดว่าการขับเคลื่อนเม็ดเงินของรัฐบาลตัวจริงจึงไม่เกิดขึ้นในช่วงครึ่งปีแรก”
เศรษฐกิจฟื้น “สงครามการค้า” ไม่ส่งผลสะเทือนเศรษฐกิจโลก
รศ.ธนวรรธน์ มองว่า การเลือกตั้งในครั้งนี้ “ดุ” ทั้งพรรคการเมืองเก่า พรรคการเมืองใหม่ พรรคขนาดใหญ่ต้องการจะเป็นพรรคเบอร์ 1 พรรคขนาดกลางก็ต้องการเป็นพรรคที่มี สส. มากกว่า 25 คน เพื่อจะได้เสนอนายกรัฐมนตรี และต้องการให้มี สส. 50 คน ที่จะได้เป็นแกนในการจัดตั้งรัฐบาล ขณะที่พรรคใหม่ๆ ก็อยากจะมีเสียงในรัฐสภา ดังนั้นในช่วงเลือกตั้งคาดว่าจะมีเม็ดเงินที่ใช้ทั้งระบบประมาณ 4 - 6 หมื่นล้านบาท จะเป็นตัวพยุงเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 1
และหากนักท่องเที่ยวเข้ามาถึง 3 ล้านคน ก็จะช่วยประคองเศรษฐกิจไปได้ หลังการเลือกตั้งเรียบร้อยก็จะได้รู้ว่าใครได้เป็นนายกรัฐมนตรีเห็นหน้าตา สส. รัฐมนตรี และนโยบายต่างๆ ในช่วงเดือนมีนาคมจึงจะสามารถคาดการณ์ได้ว่าเศรษฐกิจจะฟื้นต่อไหมในไตรมาสที่ 2 (เมษายน, พฤษภาคม, มิถุนายน) และเมื่อมีรัฐบาลตัวจริงเข้ามาทำงานในกระทรวง มอบนโยบายเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจใช้เงินได้เต็มที่ในฐานะรัฐบาลตัวจริงก็จะทำให้เห็นภาพชัดขึ้นของสัญญาณเศรษฐกิจในช่วงไตรมาสที่ 3 - 4 ภายใต้เงื่อนไขเศรษฐกิจโลกไม่สะเทือนจากสงครามการค้า สถานการณ์ปัจจัยเสี่ยงไม่มีอะไรบานปลายเพิ่มเติม
“ไตรมาสที่ 1 รัฐบาลรักษาการทำอะไรไม่ได้ รัฐบาลตัวจริงยังไม่มี ไตรมาสที่ 2 ก็ยังเป็นการบริหารของรัฐบาลผสม ระหว่างรัฐบาลรักษาการและรัฐบาลตัวจริง ที่จะต้องกำหนดนโยบายเศษฐกิจให้เกิดเป็นรูปธรรมมากขึ้น แต่ในไตรมาสที่ 3 – 4 จะเป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากรัฐบาลตัวจริง ซึ่งจะเห็นเศรษฐกิจขยับตัวได้มากขึ้นในช่วงเดือนกันยายน, ตุลาคม 2569 ไม่ว่าจะเป็นการปรับดอกเบี้ยของธนาคารแห่งประเทศไทยที่จะกำหนดดอกเบี้ยขาลง จะทำให้ปล่อยสินเชื่อได้ง่ายขึ้น มีการปรับโครงสร้างหนี้ให้สถาบันการเงิน การปล่อยสินเชื่อให้กับ SME”
“ภาษีทรัมป์” ไม่ส่งผลให้การค้าโลกทรุดตัว
ภาษีทรัมป์ 39% แม้จะมีการกำหนดไว้ตั้งแต่เดือนเมษายน 2568 แต่ยังไม่ส่งผลต่อการส่งออกไทยที่ขยายตัวถึง 11% จากที่คาดการณ์ไว้ว่าจะชะงักเหลือเพียงแค่ 3% เนื่องด้วยสงครามการค้าที่เกิดขึ้น สินค้าบางโหมดไทยแข่งกับอินเดีย ที่เจอภาษี 50% ส่วนคู่แข่งสำคัญในอาเซียน เช่น มาเลเซีย เวียดนาม เจอภาษีเท่ากับไทย รวมถึงผู้นำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ ผู้บริโภคในสหรัฐฯ เริ่มมีการรับภาระภาษีไปบ้างแล้วไทยจึงยังส่งออกได้
ตอนนี้ทั้งโลกมองว่าการเก็บภาษีของสหรัฐฯ ไม่ได้รุนแรงจนทำให้โลกทรุดตัวลง ประกอบกับการคาดการณ์โดย IMF มองว่า เศรษฐกิจโลกจะไม่ทรุด แต่การค้าอาจจะชะลอลงไปบ้าง ทั้งประเทศต่างๆ ก็พยายามค้าขายระหว่างกันมากขึ้น ไม่ได้ค้ากับสหรัฐฯ เพียงประเทศเดียว เศรษฐกิจแต่ละประเทศจึงยังขยายตัวในระดับที่เหมาะสม ดังนั้นสงครามการค้าจึงประเมินว่าจะยังไม่กระทบรุนแรง แต่สำหรับไทยเป็นข้อยกเว้น เนื่องด้วยสินค้าไทยจำนวนมากส่งออกไปยังสหรัฐฯ และยังส่งไปประเทศที่นำสินค้าไทยไปเป็นวัตถุดิบผลิตสินค้าต่อ ซึ่งตรงนี้หลายคนก็มองว่าไทยจะเจอผลกระทบในปี 2569
อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจฯ มองว่า นโยบายที่ขับเคลื่อนด้วยเมกะโปรเจกต์ (โครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่มีการลงทุนด้วยเม็ดเงินมหาศาล) แต่ละพรรคการเมืองจะมีบางพรรคที่โดดเด่น แต่บางพรรคก็จะเป็นเมกะโปรเจกต์ที่ซ่อนไว้ ที่เห็นเด่นชัดของพรรคการเมืองที่หาเสียงด้วยการดึงกลับมาของโครงการแลนด์บริดจ์ (โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ เพื่อสร้างเส้นทางขนส่งทางน้ำและบกเชื่อมโยงอ่าวไทยกับทะเลอันดามัน) “มองว่านี้คือเมกะโปรเจกต์ แต่จะทำได้จริง จะมีผลระยะยาวหรือไม่”
บางพรรคก็หาเสียงว่าจะมีเมกะโปรเจกต์เพื่อคุณภาพชีวิต เช่น การวางระบบไฟฟ้า ระบบน้ำประปา ระบบโรงเรียน ระบบโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมและหลายๆ พรรคเป็นเรื่องการพัฒนาคุณภาพมนุษย์เงินเดือนหรือมนุษย์แรงงานพัฒนา ฉะนั้นจึงยังไม่เห็นความโดดเด่นนโยบายพรรคการเมืองที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มการแข่งขันในระยะปานกลาง ส่วนใหญ่จะเน้นนโยบายกึ่งประชานิยม “แจกเงิน”
ในอีกมุมหนึ่งหากระยะแรกรัฐบาลใช้ประชานิยมเงินแจกในระดับที่เหมาะสมไม่เกิน 4 หมื่นล้านบาท จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ แต่หลังจากนั้นรัฐบาลและพรรคการเมืองจะต้องเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้โตเกิน 3 - 5% และต้องทำให้ประเทศไทยกลับมาอยู่ในลำดับต้นๆ ของอาเซียน ปัจจุบันไทยอยู่ในลำดับที่ 6 (1. สิงคโปร์ 2. อินโดนีเซีย 3. เวียดนาม 4. ฟิลิปปินส์ 5. มาเลเซีย 6. ไทย)
“เมื่อก่อนเราเป็นรองแค่สิงคโปร์เราสูญเสียความโดดเด่นในการดึงชาวต่างชาติมาลงทุน เพราะเขาไม่รู้ว่าประเทศไทยจะเติบโตในอนาคตด้วยอะไร สินค้าตัวไหนหรือโหมดไหนเรามีพื้นที่ที่เราดึงดูดนักลงทุนต่างชาติก็คือพื้นที่ EEC แต่ก็ไม่รู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร อีกทั้งการพัฒนาก็ยังไม่เห็นรูปธรรม ภาคการเมืองอาจจะยังไม่ได้จับประเด็นมาก แต่ก็หวังว่ารัฐบาลจะเป็นคนที่มากำหนดทิศทาง ดึงความน่าสนใจของประเทศไทยให้ชาวต่างชาติมาลงทุน”
เศรษฐกิจไทย “เติบโตไม่ทัน” ประเทศเพื่อนบ้าน
ที่ผ่านมาประเทศไทยเติบโตพร้อมมาเลเซีย และพยายามแข่งขันเป็นเสือตัวที่ 5 กลายเป็นขณะที่เศรษฐกิจไทยโต 2% เศรษฐกิจมาเลเซียโตแซงหน้าไป 4 - 5% ส่วนประเทศ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ ที่เคยเติบโตไม่โดดเด่นเมื่อเทียบกับไทยในอดีต ตอนนี้เติบโตกว่า 5 - 7% ดังนั้นโครงการเมกะโปรเจกต์จึงเป็นโครงการที่จะบอกได้ว่าประเทศไทยจะกลับมาโต 4 - 5% ได้อย่างไร สิ่งสำคัญคือจะต้องหาตัวเองให้เจอว่าไทยจะไปทิศทางไหนต้องชัดเจน
“ถ้าไทยต้องการจะเป็นฮับท่องเที่ยว จะต้องเร่งสร้างคมนาคมขนส่งที่โดดเด่นเพื่ออำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวเดินทางได้สะดวก เพราะในปัจจุบันการท่องเที่ยวจังหวัดรองที่มีการส่งเสริมการท่องเที่ยว แต่การเดินทางกลับไม่สะดวก”
ในขณะที่พรรคการเมืองหนึ่งรณรงค์หาเสียงจะเป็น “AI Hub” หากทำได้ประเทศไทยจะโตแบบก้าวกระโดด สิ่งสำคัญคือการพัฒนามนุษย์ให้เป็นที่โดดเด่น เชิญชวนนักลงทุนต่างชาติ แต่เมื่อเปรียบเทียบกับมาเลเซียในปัจจุบัน สถิติคนมาเลเซีย 50% ในจำนวน 40 ล้านคน เข้าใจเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) ขณะที่คนไทยมีเพียง 10% ในจำนวน 60 กว่าล้านคนเท่านั้น
ส่วนคนเก่งๆ ระดับผู้เชี่ยวชาญ มาเลเซียมีประมาณ 10% ไทยมีประมาณ 1% อีกทั้งมาเลเซียก็ยังมีกฎหมายที่เอื้อประโยชน์และรองรับนักลงทุนชาวต่างชาติ จึงทำให้เป็นพื้นที่การลงทุนของหลายๆ ประเทศ มากกว่าประเทศไทย
เศรษฐกิจดี รองรับ “สังคมผู้สูงอายุ”
เมื่อถามว่าทำไมต้องทำให้เศรษฐกิจไทยโต 4–5% อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดขึ้นว่า ถ้าในประเทศไทยมีขนาด GDP (ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ) ประมาณ 20 ล้านล้านบาท การเติบโตทางเศรษฐกิจปีละ 5% จะทำให้มีเงินเข้ามาประเทศปีละ 1 ล้านล้านบาท กระจายให้คนไทยประมาณ 70 ล้านคนจะได้คนละประมาณ 1 แสนบาท/ปี
แต่หากเศรษฐกิจประเทศไทยโต 2% เพิ่มขึ้นมาเพียงแค่ 2 แสนล้านล้านบาทจะได้เงินเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเท่านั้นเองในแต่ละปี ดังนั้นความห่างระหว่าง 2% กับ 5% เมื่อฐานใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ 5% จะทำให้ประเทศไทยมีความมั่นคงมั่งคั่ง ยิ่งในอนาคตที่ประเทศไทยจะเป็นสังคมผู้สูงอายุจำเป็นจะต้องมีสวัสดิการเพื่อรองรับ “ดังนั้นการเติบโตของเศรษฐกิจที่โตได้ประมาณ 4 - 5% จึงสำคัญมาก”
“ส่วนหนึ่งมาจากเศรษฐกิจโลกจริง แต่อีกส่วนมาจากปัญหาภายในประเทศ ทั้งภัยพิบัติทางธรรมชาติ การเมืองที่ไม่นิ่ง เปลี่ยนแปลงรัฐบาลบ่อย มันก็เป็นปัญหาอื่นๆ ซ้ำเข้ามา แต่ส่วนใหญ่มาจากเศรษฐกิจ”
เศรษฐกิจโลกมีผลต่อเศรษฐกิจไทยมากน้อยเพียงใด…ต้องบอกว่าเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่ซับซ้อน บนพื้นฐานทางโครงสร้างเศรษฐกิจที่ไม่ทันสมัยเพียงพอ อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจฯ มองว่า ประเทศไทยมีโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่ไม่เอื้อต่อการเติบโตที่โดดเด่น เนื่องด้วยโครงสร้างเศรษฐกิจส่วนใหญ่พึ่งพาต่างชาติ การส่งออกและการท่องเที่ยว ดังนั้น ช่วงสถานการณ์โควิด ประเทศไทยจึงเป็นประเทศที่ประสบปัญหาหนักที่สุด
ย้อนไปปี 2560 - 2561 รัฐบาลในสมัยนั้น สามารถทำเศรษฐกิจโตได้ 4% หลังจากนั้นประธานาธิบดีทรัมป์ เริ่มมีสงครามการค้าในสมัยแรกโควิดเริ่มเข้ามาทำให้เศรษฐกิจไทยติดลบ โตไม่ถึงเป้าหมายที่วางไว้เพราะโควิดทำให้ต้องปิดประเทศ รายได้จากการท่องเที่ยวหายไปจากที่เคยมีเงินหมุนเวียนปีละกว่า 2 ล้านล้านบาทประกอบกับการส่งออกมีรายได้น้อย ยิ่งทำให้เศรษฐกิจไทยโตต่ำ ต่อมาในปี 2564 ไทยเริ่มฟื้นจากโควิด แต่กลับมาเจอสถานการณ์รัสเซีย - ยูเครน ส่งผลกระทบต่อต้นทุนราคาน้ำมันที่ไทยต้องนำเข้ามาอีกระลอก เศรษฐกิจไทยก็เริ่มประสบปัญหาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติเริ่มลดลง แก๊งสแกมเมอร์ลักพาตัวชาวจีนไป และสงครามการค้า
ถ้าตอนนี้มองยังไม่เห็นสัญญาณเศรษฐกิจในเชิงบวกอย่างชัดเจน แต่ถ้าถามว่าปี 2569 คนไทยหมดหวังไหม.. อยากบอกว่าอย่าเพิ่งหมดหวัง แต่ถามว่ามีความหวังให้เห็นไหม “ไม่มี” แต่ถ้าถามว่ามีความหวังหลงเหลือไหม “มี” รศ.ธนวรรธน์ แนะนำว่า ปีนี้ต้องประคองสถานการณ์เป็นปีที่เหมาะแก่การลงทุนสำหรับผู้ที่มีเงินเก็บมาก เพราะของดีราคาถูกจะอยู่ในช่วงนี้ แต่หากคนมีเงินแบบเดือนชนเดือน มีรายได้กับรายจ่ายพอๆ กันให้ประคองสถานการณ์ไว้ อย่าก่อหนี้ เพราะไม่รู้สถานการณ์ในอนาคตว่าจะมีอะไรบวกหรือลบเป็นปีที่ต้องเฝ้าระวังมากพอสมควร เพราะสถานการณ์ไม่นิ่งเลย
“20 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยผ่านวิกฤตมามากมายเหลือเกิน ตั้งแต่ปี 2540 วิกฤตการณ์ต้มยำกุ้ง ที่ทำให้เราเจ็บตัวมากที่สุด ต่อมาก็เจอสถานการณ์มหาอุทกภัย เราก็เจ็บตัวในเชิงของนิคมอุตสาหกรรม จนมาถึงปี 2563 - 2564 สถานการณ์ของโควิดก็ทำให้เราเหนื่อย แม้ในปี 2569เราไม่ได้เจอสถานการณ์รุนแรงขนาดนั้น แต่เป็นปีที่หลายคนหมดแรง เงินที่สะสมเริ่มหมด ดังนั้นสิ่งสำคัญมาก ๆ คือ ถ้าเราตั้งสติให้ดี ประคองตัวได้ สงครามการค้า ถ้าเขานิ่ง ส่งออกเราจะผงกหัวขึ้นมาได้ ถ้านักท่องเที่ยวกลับมาเราน่าจะค่อย ๆ ปรับตัวดีขึ้นได้ และต้องรอดูรัฐบาลใหม่ว่าจะสามารถใช้เม็ดเงินขับเคลื่อนการลงทุนให้เริ่มกลับมาได้ ก็คิดว่าอีก 2-3 ปี เราจะยิ้มออกได้มากขึ้น”
สงครามการค้า-อุตสาหกรรมนม ความพ่ายแพ้ของ อ.ส.ค.-สหกรณ์ฯ สู่การล่มสลายของเกษตรกร ?
จับตา ศาลปกครองสูงสุด พิพากษาคดีออกจากราชการ "บิ๊กโจ๊ก"
เคสแรกของปี สกัดไฟป่า พบพรานจุดไฟหวังไล่สัตว์เข้าติดบ่วง











