ค้นหา
ทีวีออนไลน์
เว็บไซต์ในเครือ
เว็บไซต์บริการ

รัฐบาลใหม่ "ความหวัง" เศรษฐกิจไทยขับเคลื่อน "เม็ดเงิน" สู่การลงทุน

เศรษฐกิจ
10:35
1,050
รัฐบาลใหม่ "ความหวัง" เศรษฐกิจไทยขับเคลื่อน "เม็ดเงิน" สู่การลงทุน

ผลการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประเมินว่า ไทยอาจต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำกว่า 2% ในปี 2569 และเป็นครั้งแรกรอบกว่า 30 ปี  และมีแนวโน้มว่าอยู่ในข่ายประเทศที่เศรษฐกิจเติบโตต่ำสุดในภูมิภาค

ท่ามกลางความผันผวนของสภาวะเศรษฐกิจโลก และการเปลี่ยนแปลงทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ “รศ.ธนวรรธน์  พลวิชัย”  อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ  มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้วิเคราะห์ผลกระทบและสถานการณ์ต่างๆ ที่จะเป็นตัวแปรเศรษฐกิจปี 2569  ในรายการ “ตอบโจทย์”  ทางสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส อย่างน่าสนใจ

สถานการณ์ไตรมาสที่ 1  (มกราคม, กุมภาพันธ์, มีนาคม)   เรียกได้ว่า “หืดขึ้นคอ”  ต่อเนื่องจากปัญหาการส่งออกขยายตัวติดลบมาตั้งแต่ปี 2568 โดยเฉพาะราคาข้าวอยู่ที่ 7,000  กว่าบาท/ตัน ทั้งที่ควรจะได้ราคา 9,000 – 10,000 บาท/ตัน   รวมถึงธุรกิจ SME ท่องเที่ยว ธุรกิจส่งออก ที่คาดว่าจะขยายตัวติดลบเพิ่มอีก 1-3% จาก 11%  ในปี 2568

สอดรับกับภาคการท่องเที่ยว ยังไม่มีสัญญาณชัดเจนว่าปี 2569 นักท่องเที่ยวจะกลับเข้ามามากเพียงใด โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนและนักท่องเที่ยวมาเลเซีย ลดน้อยลงจากผลพวงน้ำท่วมภาคใต้ ชี้วัดได้จากไตรมาสที่ 4 ปี 2568 (ตุลาคม,พฤศจิกายน,ธันวาคม) ปกติจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาเดือนละกว่า 3  ล้านคน แต่ปรากฎมีนักท่องเที่ยวเข้ามาไม่ถึง 3 ล้านคน แต่ก็ต้องดูเศรษฐกิจโลกถ้าไม่มีอะไรบานปลาย ไทยยังส่งออกได้ก็จะยังจะช่วยประคองเศรษฐกิจได้

“ที่ผมพูดมาทั้งหมดมันเป็นปัจจัยด้านลบที่ต่อเนื่องและสุดท้ายแม้ไทย - กัมพูชา จะเจรจาหยุดยิง ด่านชายแดนก็ยังไม่เปิด   เงินที่เคยสะพัดเดือนละประมาณ 1 หมื่นล้านบาท ก็จะยังไม่มี ฉะนั้นจึงเป็นปีที่หลายคนหมดแรงและยังมีรัฐบาลรักษาการ  ส่วนรัฐบาลใหม่ที่จะเริ่มทำงานจริง ๆ คาดว่าเดือนมิถุนายน  2569 จึงคิดว่าการขับเคลื่อนเม็ดเงินของรัฐบาลตัวจริงจึงไม่เกิดขึ้นในช่วงครึ่งปีแรก”  

เศรษฐกิจฟื้น “สงครามการค้า” ไม่ส่งผลสะเทือนเศรษฐกิจโลก

รศ.ธนวรรธน์ มองว่า การเลือกตั้งในครั้งนี้  “ดุ”  ทั้งพรรคการเมืองเก่า พรรคการเมืองใหม่ พรรคขนาดใหญ่ต้องการจะเป็นพรรคเบอร์ 1 พรรคขนาดกลางก็ต้องการเป็นพรรคที่มี สส. มากกว่า 25 คน เพื่อจะได้เสนอนายกรัฐมนตรี และต้องการให้มี สส.  50  คน ที่จะได้เป็นแกนในการจัดตั้งรัฐบาล ขณะที่พรรคใหม่ๆ ก็อยากจะมีเสียงในรัฐสภา ดังนั้นในช่วงเลือกตั้งคาดว่าจะมีเม็ดเงินที่ใช้ทั้งระบบประมาณ 4 - 6 หมื่นล้านบาท จะเป็นตัวพยุงเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 1 

และหากนักท่องเที่ยวเข้ามาถึง 3 ล้านคน ก็จะช่วยประคองเศรษฐกิจไปได้ หลังการเลือกตั้งเรียบร้อยก็จะได้รู้ว่าใครได้เป็นนายกรัฐมนตรีเห็นหน้าตา สส.  รัฐมนตรี และนโยบายต่างๆ ในช่วงเดือนมีนาคมจึงจะสามารถคาดการณ์ได้ว่าเศรษฐกิจจะฟื้นต่อไหมในไตรมาสที่ 2  (เมษายน, พฤษภาคม, มิถุนายน) และเมื่อมีรัฐบาลตัวจริงเข้ามาทำงานในกระทรวง  มอบนโยบายเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจใช้เงินได้เต็มที่ในฐานะรัฐบาลตัวจริงก็จะทำให้เห็นภาพชัดขึ้นของสัญญาณเศรษฐกิจในช่วงไตรมาสที่ 3 - 4  ภายใต้เงื่อนไขเศรษฐกิจโลกไม่สะเทือนจากสงครามการค้า สถานการณ์ปัจจัยเสี่ยงไม่มีอะไรบานปลายเพิ่มเติม

“ไตรมาสที่ 1  รัฐบาลรักษาการทำอะไรไม่ได้ รัฐบาลตัวจริงยังไม่มี ไตรมาสที่  2 ก็ยังเป็นการบริหารของรัฐบาลผสม ระหว่างรัฐบาลรักษาการและรัฐบาลตัวจริง ที่จะต้องกำหนดนโยบายเศษฐกิจให้เกิดเป็นรูปธรรมมากขึ้น แต่ในไตรมาสที่ 3 – 4  จะเป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากรัฐบาลตัวจริง ซึ่งจะเห็นเศรษฐกิจขยับตัวได้มากขึ้นในช่วงเดือนกันยายน, ตุลาคม 2569  ไม่ว่าจะเป็นการปรับดอกเบี้ยของธนาคารแห่งประเทศไทยที่จะกำหนดดอกเบี้ยขาลง จะทำให้ปล่อยสินเชื่อได้ง่ายขึ้น มีการปรับโครงสร้างหนี้ให้สถาบันการเงิน  การปล่อยสินเชื่อให้กับ SME”

“ภาษีทรัมป์” ไม่ส่งผลให้การค้าโลกทรุดตัว

ภาษีทรัมป์  39%  แม้จะมีการกำหนดไว้ตั้งแต่เดือนเมษายน 2568 แต่ยังไม่ส่งผลต่อการส่งออกไทยที่ขยายตัวถึง 11%  จากที่คาดการณ์ไว้ว่าจะชะงักเหลือเพียงแค่  3% เนื่องด้วยสงครามการค้าที่เกิดขึ้น สินค้าบางโหมดไทยแข่งกับอินเดีย ที่เจอภาษี 50% ส่วนคู่แข่งสำคัญในอาเซียน เช่น มาเลเซีย เวียดนาม เจอภาษีเท่ากับไทย รวมถึงผู้นำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ  ผู้บริโภคในสหรัฐฯ เริ่มมีการรับภาระภาษีไปบ้างแล้วไทยจึงยังส่งออกได้ 

ตอนนี้ทั้งโลกมองว่าการเก็บภาษีของสหรัฐฯ  ไม่ได้รุนแรงจนทำให้โลกทรุดตัวลง ประกอบกับการคาดการณ์โดย  IMF  มองว่า เศรษฐกิจโลกจะไม่ทรุด แต่การค้าอาจจะชะลอลงไปบ้าง ทั้งประเทศต่างๆ ก็พยายามค้าขายระหว่างกันมากขึ้น ไม่ได้ค้ากับสหรัฐฯ  เพียงประเทศเดียว เศรษฐกิจแต่ละประเทศจึงยังขยายตัวในระดับที่เหมาะสม ดังนั้นสงครามการค้าจึงประเมินว่าจะยังไม่กระทบรุนแรง  แต่สำหรับไทยเป็นข้อยกเว้น เนื่องด้วยสินค้าไทยจำนวนมากส่งออกไปยังสหรัฐฯ และยังส่งไปประเทศที่นำสินค้าไทยไปเป็นวัตถุดิบผลิตสินค้าต่อ ซึ่งตรงนี้หลายคนก็มองว่าไทยจะเจอผลกระทบในปี 2569 

อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจฯ มองว่า นโยบายที่ขับเคลื่อนด้วยเมกะโปรเจกต์ (โครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่มีการลงทุนด้วยเม็ดเงินมหาศาล) แต่ละพรรคการเมืองจะมีบางพรรคที่โดดเด่น  แต่บางพรรคก็จะเป็นเมกะโปรเจกต์ที่ซ่อนไว้ ที่เห็นเด่นชัดของพรรคการเมืองที่หาเสียงด้วยการดึงกลับมาของโครงการแลนด์บริดจ์ (โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ เพื่อสร้างเส้นทางขนส่งทางน้ำและบกเชื่อมโยงอ่าวไทยกับทะเลอันดามัน) “มองว่านี้คือเมกะโปรเจกต์ แต่จะทำได้จริง จะมีผลระยะยาวหรือไม่”

บางพรรคก็หาเสียงว่าจะมีเมกะโปรเจกต์เพื่อคุณภาพชีวิต เช่น การวางระบบไฟฟ้า ระบบน้ำประปา ระบบโรงเรียน ระบบโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมและหลายๆ พรรคเป็นเรื่องการพัฒนาคุณภาพมนุษย์เงินเดือนหรือมนุษย์แรงงานพัฒนา   ฉะนั้นจึงยังไม่เห็นความโดดเด่นนโยบายพรรคการเมืองที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มการแข่งขันในระยะปานกลาง ส่วนใหญ่จะเน้นนโยบายกึ่งประชานิยม “แจกเงิน” 

ในอีกมุมหนึ่งหากระยะแรกรัฐบาลใช้ประชานิยมเงินแจกในระดับที่เหมาะสมไม่เกิน 4 หมื่นล้านบาท จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ แต่หลังจากนั้นรัฐบาลและพรรคการเมืองจะต้องเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้โตเกิน 3 - 5%  และต้องทำให้ประเทศไทยกลับมาอยู่ในลำดับต้นๆ ของอาเซียน ปัจจุบันไทยอยู่ในลำดับที่ 6 (1. สิงคโปร์ 2. อินโดนีเซีย 3. เวียดนาม 4. ฟิลิปปินส์ 5. มาเลเซีย 6. ไทย)

“เมื่อก่อนเราเป็นรองแค่สิงคโปร์เราสูญเสียความโดดเด่นในการดึงชาวต่างชาติมาลงทุน เพราะเขาไม่รู้ว่าประเทศไทยจะเติบโตในอนาคตด้วยอะไร สินค้าตัวไหนหรือโหมดไหนเรามีพื้นที่ที่เราดึงดูดนักลงทุนต่างชาติก็คือพื้นที่ EEC แต่ก็ไม่รู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร อีกทั้งการพัฒนาก็ยังไม่เห็นรูปธรรม ภาคการเมืองอาจจะยังไม่ได้จับประเด็นมาก แต่ก็หวังว่ารัฐบาลจะเป็นคนที่มากำหนดทิศทาง ดึงความน่าสนใจของประเทศไทยให้ชาวต่างชาติมาลงทุน”

เศรษฐกิจไทย  “เติบโตไม่ทัน”  ประเทศเพื่อนบ้าน

ที่ผ่านมาประเทศไทยเติบโตพร้อมมาเลเซีย และพยายามแข่งขันเป็นเสือตัวที่ 5 กลายเป็นขณะที่เศรษฐกิจไทยโต 2% เศรษฐกิจมาเลเซียโตแซงหน้าไป 4 - 5% ส่วนประเทศ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ ที่เคยเติบโตไม่โดดเด่นเมื่อเทียบกับไทยในอดีต  ตอนนี้เติบโตกว่า 5 - 7% ดังนั้นโครงการเมกะโปรเจกต์จึงเป็นโครงการที่จะบอกได้ว่าประเทศไทยจะกลับมาโต 4 - 5%  ได้อย่างไร  สิ่งสำคัญคือจะต้องหาตัวเองให้เจอว่าไทยจะไปทิศทางไหนต้องชัดเจน   

“ถ้าไทยต้องการจะเป็นฮับท่องเที่ยว จะต้องเร่งสร้างคมนาคมขนส่งที่โดดเด่นเพื่ออำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวเดินทางได้สะดวก  เพราะในปัจจุบันการท่องเที่ยวจังหวัดรองที่มีการส่งเสริมการท่องเที่ยว  แต่การเดินทางกลับไม่สะดวก” 

 ในขณะที่พรรคการเมืองหนึ่งรณรงค์หาเสียงจะเป็น “AI Hub” หากทำได้ประเทศไทยจะโตแบบก้าวกระโดด สิ่งสำคัญคือการพัฒนามนุษย์ให้เป็นที่โดดเด่น เชิญชวนนักลงทุนต่างชาติ แต่เมื่อเปรียบเทียบกับมาเลเซียในปัจจุบัน สถิติคนมาเลเซีย 50% ในจำนวน 40 ล้านคน เข้าใจเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) ขณะที่คนไทยมีเพียง 10%  ในจำนวน 60 กว่าล้านคนเท่านั้น 

ส่วนคนเก่งๆ ระดับผู้เชี่ยวชาญ มาเลเซียมีประมาณ 10%   ไทยมีประมาณ 1% อีกทั้งมาเลเซียก็ยังมีกฎหมายที่เอื้อประโยชน์และรองรับนักลงทุนชาวต่างชาติ จึงทำให้เป็นพื้นที่การลงทุนของหลายๆ ประเทศ มากกว่าประเทศไทย

เศรษฐกิจดี  รองรับ “สังคมผู้สูงอายุ” 

เมื่อถามว่าทำไมต้องทำให้เศรษฐกิจไทยโต 4–5% อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดขึ้นว่า  ถ้าในประเทศไทยมีขนาด GDP (ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ)  ประมาณ 20 ล้านล้านบาท การเติบโตทางเศรษฐกิจปีละ 5% จะทำให้มีเงินเข้ามาประเทศปีละ 1 ล้านล้านบาท  กระจายให้คนไทยประมาณ 70 ล้านคนจะได้คนละประมาณ 1 แสนบาท/ปี  

แต่หากเศรษฐกิจประเทศไทยโต 2%  เพิ่มขึ้นมาเพียงแค่ 2 แสนล้านล้านบาทจะได้เงินเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเท่านั้นเองในแต่ละปี ดังนั้นความห่างระหว่าง 2% กับ 5% เมื่อฐานใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ 5% จะทำให้ประเทศไทยมีความมั่นคงมั่งคั่ง ยิ่งในอนาคตที่ประเทศไทยจะเป็นสังคมผู้สูงอายุจำเป็นจะต้องมีสวัสดิการเพื่อรองรับ  “ดังนั้นการเติบโตของเศรษฐกิจที่โตได้ประมาณ  4 - 5% จึงสำคัญมาก”

“ส่วนหนึ่งมาจากเศรษฐกิจโลกจริง  แต่อีกส่วนมาจากปัญหาภายในประเทศ ทั้งภัยพิบัติทางธรรมชาติ การเมืองที่ไม่นิ่ง  เปลี่ยนแปลงรัฐบาลบ่อย มันก็เป็นปัญหาอื่นๆ ซ้ำเข้ามา แต่ส่วนใหญ่มาจากเศรษฐกิจ”

เศรษฐกิจโลกมีผลต่อเศรษฐกิจไทยมากน้อยเพียงใด…ต้องบอกว่าเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่ซับซ้อน บนพื้นฐานทางโครงสร้างเศรษฐกิจที่ไม่ทันสมัยเพียงพอ อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจฯ มองว่า ประเทศไทยมีโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่ไม่เอื้อต่อการเติบโตที่โดดเด่น เนื่องด้วยโครงสร้างเศรษฐกิจส่วนใหญ่พึ่งพาต่างชาติ การส่งออกและการท่องเที่ยว ดังนั้น ช่วงสถานการณ์โควิด ประเทศไทยจึงเป็นประเทศที่ประสบปัญหาหนักที่สุด

ย้อนไปปี 2560 - 2561  รัฐบาลในสมัยนั้น สามารถทำเศรษฐกิจโตได้ 4% หลังจากนั้นประธานาธิบดีทรัมป์ เริ่มมีสงครามการค้าในสมัยแรกโควิดเริ่มเข้ามาทำให้เศรษฐกิจไทยติดลบ โตไม่ถึงเป้าหมายที่วางไว้เพราะโควิดทำให้ต้องปิดประเทศ รายได้จากการท่องเที่ยวหายไปจากที่เคยมีเงินหมุนเวียนปีละกว่า 2 ล้านล้านบาทประกอบกับการส่งออกมีรายได้น้อย  ยิ่งทำให้เศรษฐกิจไทยโตต่ำ   ต่อมาในปี  2564  ไทยเริ่มฟื้นจากโควิด  แต่กลับมาเจอสถานการณ์รัสเซีย - ยูเครน   ส่งผลกระทบต่อต้นทุนราคาน้ำมันที่ไทยต้องนำเข้ามาอีกระลอก  เศรษฐกิจไทยก็เริ่มประสบปัญหาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติเริ่มลดลง แก๊งสแกมเมอร์ลักพาตัวชาวจีนไป  และสงครามการค้า   

ถ้าตอนนี้มองยังไม่เห็นสัญญาณเศรษฐกิจในเชิงบวกอย่างชัดเจน แต่ถ้าถามว่าปี  2569 คนไทยหมดหวังไหม..  อยากบอกว่าอย่าเพิ่งหมดหวัง แต่ถามว่ามีความหวังให้เห็นไหม “ไม่มี” แต่ถ้าถามว่ามีความหวังหลงเหลือไหม “มี” รศ.ธนวรรธน์  แนะนำว่า ปีนี้ต้องประคองสถานการณ์เป็นปีที่เหมาะแก่การลงทุนสำหรับผู้ที่มีเงินเก็บมาก เพราะของดีราคาถูกจะอยู่ในช่วงนี้ แต่หากคนมีเงินแบบเดือนชนเดือน มีรายได้กับรายจ่ายพอๆ กันให้ประคองสถานการณ์ไว้  อย่าก่อหนี้ เพราะไม่รู้สถานการณ์ในอนาคตว่าจะมีอะไรบวกหรือลบเป็นปีที่ต้องเฝ้าระวังมากพอสมควร เพราะสถานการณ์ไม่นิ่งเลย

“20 ปีที่ผ่านมา  ประเทศไทยผ่านวิกฤตมามากมายเหลือเกิน  ตั้งแต่ปี 2540  วิกฤตการณ์ต้มยำกุ้ง  ที่ทำให้เราเจ็บตัวมากที่สุด   ต่อมาก็เจอสถานการณ์มหาอุทกภัย  เราก็เจ็บตัวในเชิงของนิคมอุตสาหกรรม   จนมาถึงปี  2563 - 2564  สถานการณ์ของโควิดก็ทำให้เราเหนื่อย แม้ในปี 2569เราไม่ได้เจอสถานการณ์รุนแรงขนาดนั้น แต่เป็นปีที่หลายคนหมดแรง  เงินที่สะสมเริ่มหมด  ดังนั้นสิ่งสำคัญมาก ๆ คือ ถ้าเราตั้งสติให้ดี  ประคองตัวได้  สงครามการค้า ถ้าเขานิ่ง  ส่งออกเราจะผงกหัวขึ้นมาได้ ถ้านักท่องเที่ยวกลับมาเราน่าจะค่อย ๆ ปรับตัวดีขึ้นได้  และต้องรอดูรัฐบาลใหม่ว่าจะสามารถใช้เม็ดเงินขับเคลื่อนการลงทุนให้เริ่มกลับมาได้  ก็คิดว่าอีก 2-3 ปี  เราจะยิ้มออกได้มากขึ้น”

สงครามการค้า-อุตสาหกรรมนม ความพ่ายแพ้ของ อ.ส.ค.-สหกรณ์ฯ สู่การล่มสลายของเกษตรกร ?

จับตา ศาลปกครองสูงสุด พิพากษาคดีออกจากราชการ "บิ๊กโจ๊ก"

เคสแรกของปี สกัดไฟป่า พบพรานจุดไฟหวังไล่สัตว์เข้าติดบ่วง