เหมือนเป็นเรื่องชิลล์ๆ ไม่มีอะไรเป็นปัญหา เพราะประชาชนเทคะแนนเลือก พรรคภูมิใจไทย ท่วมท้น ขณะที่พรรคพันธมิตรทางการเมือง และพรรคที่อยากร่วมรัฐบาล มีมากกว่าค่อนสภา ไม่มีปัญหาเสียงปริ่มน้ำ
ไม่ว่าจะเป็นสูตรแรก ภูมิใจไทย 193 เสียง เพื่อไทย 74 เสียง และ กล้าธรรม 58 เสียง รวม 325 เสียง ที่จะทำให้เสถียรภาพรัฐบาลแน่นปึ้ก
หรือสูตรถัดมา เปลี่ยนจาก กล้าธรรม เป็น ประชาธิปัตย์ 22 เสียง รวม 289 เสียง เกินกึ่งหนึ่งของสภาประมาณ 30-40 คน
หรือสูตร 2 พรรคหลัก ภูมิใจไทย กับ เพื่อไทย รวม 267 เสียง แล้วเติมพรรคเล็กพรรคน้อยอีก 15-20 เสียง ให้ได้เสียงประมาณ 300 เสียง
แล้วให้วิปพรรคร่วมรัฐบาลคุมเข้มเสียง สส.ให้แน่น
แต่ในทางปฏิบัติอาจไม่ง่ายแบบนั้น ด้วยปัจจัยหลายอย่าง รวมทั้งบริบทการเมืองที่เปลี่ยนไป อาทิ ข้อจำกัดจำนวนพรรคการเมืองใหญ่และกลาง มีจำกัดแค่ 5 พรรค แต่อย่างน้อย 2 พรรค ปชน. และ ปชป. ยังประกาศจุดยืนไม่ร่วมรัฐบาลเดียวกันกับพรรคกล้าธรรม
จากประเด็นที่ถูกกล่าวหาว่าเชื่อมโยงกับกลุ่มทุนเทา และนักธุรกิจที่มีประเด็นคำถาม อย่าง นายเบน สมิธ แม้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า จะปฎิเสธไม่มีส่วนเกี่ยวข้องมาตลอด
แต่เพราะถูกวิพากษ์กล่าวหา ทำให้ในทุกสูตรตั้งรัฐบาลที่มี พรรคกล้าธรรม รวมอยู่ด้วย จะกลายเป็นประเด็นร้อนและอาจกลายเป็นจุดอ่อนทันที ทั้งที่เพิ่งได้เสียงสนับสนุนและคะแนนนิยมจากประชาชน ผ่านสนามเลือกตั้ง สส.หมาดๆ
เป็นความสุ่มเสี่ยง จึงมีปรากฎกระแสข่าวอ้างวงในว่า นายอนุทินจะไม่เลือก พรรคกล้าธรรม แต่จะเลือก พรรคประชาธิปัตย์ มาแทนที่ โดยอ้างความขัดแย้งไม่พอใจกันในสนามเลือกตั้ง และหลายเขต พรรคกล้าธรรมชนะผู้สมัครจากพรรคภูมิใจไทย
แต่เป็นเพียงข้ออ้างที่ดูมีน้ำหนักน้อยมาก เพราะสำหรับนักเลือกตั้งอาชีพ ต่างรู้ดีว่า ในสนามเลือกตั้งไม่มีมิตร ต้องแข่งกันเต็มที่ เพื่อผู้ชนะหนึ่งเดียว
เหตุผลหลักจึงน่าเป็นเรื่องความเชื่อมโยงดังกล่าวเสียมากกว่า
อย่างไรก็ตาม การจะดึงพรรคประชาธิปัตย์มาแทนก็ไม่ใช่เรื่องง่าย และอาจไม่ตอบโจทย์ เพราะ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ปชป. ประกาศชัดแล้วว่า พร้อมจะเป็นฝ่ายค้าน
และจากบทเรียนเข้าร่วมรัฐบาลพรรคเพื่อไทย หนุน น.ส.แพทองธาร ชินวัตร เป็นนายกฯ แทบจะทำให้พรรคประชาธิปัตย์หายไปจากสาระบบพรรคการเมืองมาแล้ว
คนใน พรรคประชาธิปัตย์ จึงน่าจะพร้อมและต้องการทำหน้าที่ฝ่ายค้าน เพื่อเรียกความศรัทธา และตุนคะแนนนิยม ใส่กระเป๋าไว้เสียมากกว่า
ส่วนสูตร ที่มีเพียง 2 พรรคใหญ่ ภูมิใจไทย กับ เพื่อไทย แล้วดึงพรรคเล็กเข้าร่วมรัฐบาล ยิ่งจะไม่เป็นผลดีต่อเสถียรภาพรัฐบาล เพราะเท่ากับทำให้ 3 พรรคสำคัญ คือ พรรคประชาชน ประชาธิปัตย์ และ กล้าธรรม ทำหน้าที่ฝ่ายค้านพร้อมๆ กัน
ที่โดดเด่นชัดเจนสำหรับทำหน้าที่ฝ่ายค้าน 2 สมัยที่ผ่านมา พรรคประชาธิปัตย์ ที่เคยได้รับการยอมรับว่า ทำหน้าที่ฝ่ายค้านได้ดีกว่าเป็นรัฐบาลด้วยซ้ำ ในอดีตที่ผ่านๆ มา
ขณะเดียวกัน ร.อ.ธรรมนัส ยังส่งสัญญาณถึงแกนนำพรรคภูมิใจไทย ว่าพรรคมี สส. ไม่ใช่แค่ 58 คน แต่ความจริงมีถึง 30 คน จากพรรคเล็กพรรคน้อยที่เป็นพันธมิตร หรือเกื้อกูลกันอยู่
แล้วอยากจะให้ พรรคกล้าธรรม อยู่ฝ่ายรัฐบาล หรือเป็นฝ่ายค้าน
จึงทำให้ อาจมี "สีส้ม" เข้ามาอยู่ในสมการอีกหนึ่งสูตรด้วย
เพราะการคิดเฉพาะตัวเลขและสมการการเมืองอย่างเดียว อาจไม่ใช่เรื่องยากสำหรับการตั้งรัฐบาล แต่หากมองในทางปฏิบัติ และมองข้ามช็อตถึงเรื่องเสถียรภาพรัฐบาล
การตั้งรัฐบาล "อนุทิน 2" จะไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นกัน
วิเคราะห์ : ประจักษ์ มะวงศ์สา บรรณาธิการอาวุโส
อ่านข่าว
กกต.เผยร้องเรียนเลือกตั้ง 113 เรื่อง ไต่สวนแล้ว 39 คดี
เลือกตั้ง 2569 : กกต.กางกฎหมาย เหตุแห่งการนับคะแนนใหม่-สั่งให้มีการออกเสียงลงคะแนนใหม่
เลือกตั้ง 2569 : กกต. ย้ำมาตรการเก็บรักษาบัตรเลือกตั้งที่นับคะแนนแล้ว และเอกสารเกี่ยวกับการเลือกตั้ง










