ยังต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงการบุกรุกถือครองที่ดิน ส.ป.ก 4-01 จำนวน 2,000 ไร่ ของวัดป่าชนะใจ จ.สระบุรี หลัง พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบก. นายภูมิศาล เกษมสุข เลขาฯ ป.ป.ท. เจ้าหน้าที่ป่าไม้, สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พ.ศ.) เข้าค้น 4 จุด เมื่อวันที่ 18 ก.พ.ที่ผ่านมา แม้ปี 2566 จะมีการยื่นขอเปิดเป็นสำนักสงฆ์ แต่ไม่ได้รับอนุญาต เนื่องจากไร้เอกสารสิทธิ์ครอบครองที่ดิน
ตามประวัติ วัดป่าชนะใจ มีครูบาชัยวัฒน์ อัคคชโย เป็นเจ้าสำนัก เพจ https://wat.chaiwat.org ระบุ ให้ข้อมูลว่าครูบาชัยวัฒน์ จบการศึกษาทางด้านพยาบาลศาสตร์บัณฑิต จากวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี พะเยา สมทบ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในปี พ.ศ. 2550 ทำงานเป็นพยาบาลวิชาชีพอยู่ 5 ปี ต่อมาลาออกจากพยาบาลมาเป็นเซลล์ขายเครื่องมือแพทย์ให้บริษัทชั้นนำของโลกแห่งหนึ่ง ทำยอดขายได้เป็นอันดับหนึ่ง จนได้เป็นผู้บริหาร กระทั่งจัดตั้งบริษัทของตัวเอง เคยบวชพระในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ก่อนจะแต่งงานเมื่อปี 2554
ปี 2561ได้ลาออกจากงาน เปลี่ยนเส้นทางเป็นหมอดูพยากรณ์ ใช้ศาสตร์ของกฎแห่งกรรม แพทย์ทางเลือก รักษาโรคทางกาย และใจ โรคที่ไม่สามารถรักษาได้ด้วยศาสตร์ทางการแพทย์แผนปัจจุบัน ให้กับชาวบ้านและผู้สนใจ
ปี 2566 บวชเป็นพระสงฆ์ และเปิดสถานปฏิบัติธรรมป่าชนะใจ จ.สระบุรี และได้ยื่นขอเปิดสำนักสงฆ์ ต่อสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พ.ศ) แต่ไม่ได้รับอนุญาต เนื่องจากไม่มีเอกสารสิทธิ์ครอบครองที่ดิน แต่วัดได้มีการจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง
กระทั่งเจ้าหน้าที่สำนักงานปฏิรูปที่ดิน (สปก.) จ.สระบุรี ได้เข้าแจ้งความต่อกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) ว่า มีกลุ่มพระสงฆ์ บุกรุกพื้นที่ สปก.โดยไม่ได้รับอนุญาต และกว้านซื้อที่ดิน สปก.จากชาวบ้าน เนื้อที่กว่า 2,000 ไร่ พร้อมเชิญชวนประชาชนผ่านช่องทาง Social Media ร่วมบริจาคเงินสร้างถนนเข้าวัด ร่วมซื้อกุฏิถวายพระ และยังไลฟ์สดผ่านโซเชียลมีเดีย ชักชวน พุทธศาสนิกชน ซื้อบ้านพัก สไตล์ญี่ปุ่น เพื่อปฏิบัติธรรมที่วัด ราคาหลังละ 5 แสนบาท
นายภูมิศาล เกษมสุข เลขาฯ ป.ป.ท. กล่าวว่า หลังเข้าตรวจสอบพื้นที่และได้สอบถามผู้เกี่ยวข้อง กำนัน ผู้ใหญ่บ้านและ อบต.ในฐานะเจ้าหน้ารัฐ ซึ่งดูแลพื้นที่ต่างปฎิเสธว่า ไม่ได้มีการอนุญาตให้มีการสร้างสำนักสงฆ์หรือวัด และทางวัดก็ไม่เคยเข้ามาขอ จากพฤติการณ์มีการบุกรุกพื้นที่สปก.โดยไม่ได้รับอนุญาตจริง
แม้เดิมพื้นที่ที่ดังกล่าว จะมีผู้ครอบครองสิทธิ์ทำกิน แต่ตามกฎหมายจะจำหน่ายจ่ายโอนไม่ได้ ยกเว้นให้เป็นกรรมสิทธิ์ทำกินตกทอดถึงลูกหลาน
“ หลายจุด ๆ ที่ตรวจสอบพบว่า มีการแผ้วถางป่า ปรับแต่งพื้นที่ เพื่อบ้านน็อกดาวน์ มีการใช้เครื่องจักรหนัก อย่างรถแบกโฮ และรถสิบล้อ ขุดหลุม ก่อสร้างอาคารสถานปฏิบัติธรรมเพิ่มเติม ประเด็นที่ต้องตั้งคำถาม คือ การบุกรุกที่ดินรัฐ เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย และพระนำเงินจากไหนมาซื้อที่ดินและทำสิ่งก่อสร้าง เพราะที่ดิน 2,000 ไร่ ต้องใช้เงินมหาศาล และอาจมีผู้อยู่เบื้องหลัง ขณะนี้หน่วยงานเกี่ยวข้องได้ประสานให้มีการตรวจสอบเส้นทางการเงินแล้ว ”
ล่าสุด นายนิกร ศิรโรจนานนท์ อธิบดีกรมป่าไม้ ระบุว่า หลังได้รับมอบหมายจาก นางรวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ให้ตรวจสอบตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่าวัดป่ารักษาใจ หรือพุทธสถานรักษาใจนานาชาติ ตั้งอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พื้นที่ต.หนองย่างเสือ อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี ว่าเข้าข่ายใช้ประโยชน์ที่ดินของรัฐโดยไม่ได้รับอนุญาต จึงได้เข้าแจ้งความกล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน สภ.วังม่วง จ.สระบุรี เพื่อดำเนินคดีในความผิดตามมาตรา 54 แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 ซึ่งมีโทษตามมาตรา 72 ตรี และพิจารณาสันนิษฐานตามมาตรา 55 แล้ว
จากตรวจวัดพิกัดและบินสำรวจด้วยอากาศยานไร้คนขับ คำนวณพื้นที่ป่าเสียหายได้ประมาณ 136 ไร่ 1 งาน 36 ตารางวา โดยสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดสระบุรี ได้ปิดประกาศเมื่อวันที่ 13 ก.พ. 2569 ห้ามบุกรุกที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลการตรวจสอบเชิงลึกพบว่า พื้นที่ดังกล่าวยังไม่มีการอนุญาตให้บุคคลใดเข้าใช้ประโยชน์ เจ้าหน้าที่จึงเห็นว่าพื้นที่ยังมีสถานะเป็น “ป่า” ตามมาตรา 4 (1) แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484
ขณะที่หน้าเพจ ครูบาชัยวัฒน์ สถานปฏิบัติธรรมป่าชนะใจ จังหวัดสระบุรี ชี้แจงวันนี้ (19 ก.พ.2569) ว่ากรณีสร้างวัด อยู่ระหว่างการดำเนินการ สถานปฏิบัติธรรมป่าชนะใจ (เดิมชื่อ ป่ารักรักษาใจ) ได้ดำเนินการยื่นเอกสารขอใช้ที่ดินของทางราชการเพื่อดำเนินการจัดสร้างวัดอย่างถูกต้องครบถ้วนตามขั้นตอนของกฎหมายทุกประการ
โดยได้รับความเห็นชอบจากเจ้าของที่ดิน ซึ่งมีเจตนาสละที่ดินเพื่อประโยชน์ทางพระพุทธศาสนา มอบพื้นที่บริเวณด้านในเขา จำนวน 9 ไร่ สำหรับการจัดตั้งและก่อสร้างวัดอย่างเป็นทางการต่อไป อยู่ระหว่างดำเนินการ และเป็นไปด้วยความโปร่งใส ถูกต้องตามระเบียบ และมุ่งหวังให้เกิดประโยชน์แก่พระพุทธศาสนา ชุมชน และสาธารณชนโดยรวมต่อไป
เช่นเดียวกับ “มูลนิธิครูบาชัยวัฒน์เพื่อสันติสุข” ได้ออกหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริง 3 ประเด็น คือ
1.ไม่ใช่การบุกรุกป่า แต่เป็นพื้นที่สปก.(ป่าเสื่อมโทรม) พื้ที่ตั้งของมูลนิธิ มิใช่พื้นที่ป่าสมบูรณ์ แต่เป็นพื้นที่ในเขตปฏิรูปที่ดิน (สปก.)ซึ่งเป็นป่าเสื่อมโทรม โดยได้รับความเมตตาจากชาวบ้านผู้ถือสิทธิ์ครอบครองแสดงเจตนา “สละที่ทำกิน”เพื่อถวายเป็นที่ตั้งของสถานปฏิบัติธรรมเพื่อประโยชน์สาธารณะ
2. อยู่ระหว่าง “การขอใช้พื้นที่” ให้ถูกต้องตามระเบียบ มูลนิธิฯตระหนักถึงความถูกต้องตามกฎหมาย จึงมิได้นิ่งนอน โดยขณะนี้อยู่ในระหว่างขั้นตอนการยื่นเรื่องขอใช้ที่ดิน ต่อสำนักปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (สปก.)เพื่อเปลี่ยนสถานะให้เป็นสถานที่เพื่อสาธารณประโยชน์อย่างถูกต้องตามขั้นตอนราชการ
3.ไม่มีการ “สร้างบ้านขาย” มีแต่ “สร้างกุฎิถวายวัด” ขอยืนยันว่า ไม่มีการดำเนินธุรกิจค้ากำไร หรือขายที่พักอาศัยใด ๆ สิ่งปลูกสร้างที่ปรากฎ คือ “กุฎิปฏิบัติธรรม” ที่เกิดจากการร่วมบุญของพุทธศาสนิกชน สร้างถวายไว้เป็นสมบัติของพระพุทธ ศาสนา เพื่อให้พระสงฆ์และประชาชนใช้ปฏิบัติธรรม เท่านั้น มิใช่กรรมสิทธิ์ส่วนตัวผู้ใด
โดยวันอาทิตย์ที่ 22 ก.พ. 2569 เวลา 13.00 น. พระชัยวัฒน์และมูลนิธิฯ จะเปิดการแถลงข่าว ขอเชิญสื่อมวลชนมาร่วมฟังการแถลงข่าวในวันดังกล่าว ซึ่งพระชัยวัฒน์ จะตอบทุกคำถาม
“การตรวจสอบการถือครองที่ดิน โดยเฉพาะการบุกรุกพื้นที่ป่า ไม่ใช่เรื่องพระ แต่เป็นปัญหาเรื่องการกระทำผิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ประสานปปง.ตรวจสอบเส้นทางการเงินแล้วของผู้เกี่ยวข้องแล้ว” เป็นข้อมูลล่าสุดจากเจ้าหน้าที่ชุดตรวจสอบ
"พริษฐ์" มั่นใจปม Laser ID ไม่เสี่ยงทำ ปชน.ถูกยุบ ย้ำทำถูกกฎหมาย
กองทัพสหรัฐฯ พร้อมโจมตี "อิหร่าน" เร็วสุดในสุดสัปดาห์นี้
พรรค ปชน.จ่อยื่นสัปดาห์หน้า ฟ้อง ม.157 กกต.ปม "บาร์โค้ด" บัตรเลือกตั้ง










