มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เผยผลสำรวจ "คนกรุงเทพฯ" มีหนี้สินระดับรุนแรงมากถึงร้อยละ 97

สังคม
17:14
จำนวนผู้ชม 600
มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เผยผลสำรวจ "คนกรุงเทพฯ" มีหนี้สินระดับรุนแรงมากถึงร้อยละ 97
Botnoi Voice
มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เปิดผลสำรวจคนกรุงเทพฯ พบมีหนี้สินระดับรุนแรงมากถึงร้อยละ 97 ชี้สิ่งที่น่ากังวลต้องพึ่งพาแหล่งเงินกู้นอกระบบดอกเบี้ยสูงลิ่ว เตรียมเดินหน้าโครงการ “ยิ้มสู้หนี้” เพื่อช่วยแก้ปัญหา

วันนี้ (25 ก.พ.2569) มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ร่วมกับ ศูนย์สำรวจความคิดเห็นบ้านสมเด็จโพล สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา แถลงผลสำรวจ "โครงการแก้ปัญหาหนี้เพื่อสุขภาวะที่ดีของชุมชน ยิ้มสู้หนี้ ระยะที่ 1" โดยสุ่มเก็บตัวอย่างชาวบ้าน 475 คน จาก 18 เขต ในพื้นที่กรุงเทพฯ ได้แก่ ห้วยขวาง, บางกอกน้อย, บึงกุ่ม, คลองสามวา, ยานนาวา, ธนบุรี, สวนหลวง, หนองจอก, บางเขน, คันนายาว, บางกอกใหญ่, ดอนเมือง, สายไหม, คลองเตย, บางนา, คลองสาน, ดุสิต และลาดกระบัง

พบสถานการณ์หนี้สินอยู่ในระดับรุนแรง มีมากถึงร้อยละ 96.2 ของผู้ตอบแบบสำรวจที่แบกภาระหนี้สินอยู่ในปัจจุบัน และเกือบครึ่งหนึ่งคิดเป็นร้อยละ 48 เคยผิดนัดชำระหนี้ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ซึ่งตอกย้ำว่าปัญหาหนี้สินในกลุ่มนี้ไม่ใช่เรื่องของบุคคล แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

ภาพประกอบข่าว มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เผยผลสำรวจ

นางนฤมล เมฆบริสุทธิ์ รองผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวว่า ปัญหาหนี้ทำให้เกิดผลกระทบกับคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนชนในทุกกลุ่มวัย โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง อาทิ ผู้สูงอายุ โดยตั้งแต่ปี 2558-2568 มูลนิธิฯ ได้รับเรื่องร้องเรียน และเข้าช่วยปัญหาหนี้สินแก่ผู้บริโภคเกือบ 5,000 เรื่อง ครอบคลุมทั้งเรื่อง สินเชื่อ, หนี้นอกระบบ, ประกัน, ธุรกิจเช่าซื้อ, ธนาคาร และการถูกหลอกลวงให้เป็นหนี้

สำหรับแนวทางการแก้ปัญหา มองว่าต้องบูรณาการใน 3 มิติหลัก คือ การเข้าถึง, การคุ้มครอง และการสร้างความยั่งยืน โดยเน้นเข้าไปให้ความรู้ หรือแนวทางการปลดหนี้แบบเชิงรุก และลงลึกถึงในระดับชุมชน ซึ่งเป็นที่มาของโครงการ "ยิ้มสู้หนี้" ที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มีเป้าหมายเร่งพัฒนา และเสริมศักยภาพแกนนำชุมชน ให้เป็น "หมอหนี้อาสา"

โดยมีวัตถุประประสงค์ คือเพื่อเผยแพร่ข้อมูลผลการศึกษา โครงการจัดทำงานศึกษาสำรวจปัญหาหนี้ และวิเคราะห์ผลกระทบโครงการการแก้ไขปัญหาหนี้ของชุมชนในเขตกรุงเทพมหานคร และเผยแพร่ข้อมูลและสร้างการรับรู้ให้กับประชาชน

ภาพประกอบข่าว มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เผยผลสำรวจ

ผช.ศ.ดร.สิงห์ สิงห์ขจร คณบดีคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ศูนย์สำรวจความคิดเห็นบ้านสมเด็จโพล สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา เปิดเผยว่า การสำรวจเผยให้เห็นถึงลักษณะร่วมของกลุ่มลูกหนี้ที่มีความเปราะบางสูง โดยมีลักษณะเด่นคือเป็น เพศหญิง ในสัดส่วนสูงถึง 81.3% และส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่ม ผู้สูงวัย หรือใกล้เกษียณ โดยกว่า 60.63% มีอายุมากกว่า 50 ปี

นอกจากนี้ ปัญหาหนี้สินยังกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มผู้มีรายได้น้อยอย่างชัดเจน โดยกว่าครึ่งหนึ่ง (53.05%) มีรายได้ต่อเดือน ต่ำกว่า 10,000 บาท ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไปหรือธุรกิจส่วนตัว มีรายได้ไม่มั่นคง

สาเหตุหลักของการก่อหนี้สะท้อนให้เห็นว่าหนี้สินส่วนใหญ่เป็น "หนี้เพื่อความอยู่รอด" (Survival Debt) โดยสาเหตุอันดับหนึ่งในการกู้ยืมคือ เพื่อใช้จ่ายทั่วไปในชีวิตประจำวัน ซึ่งสูงถึง 70.5% สิ่งนี้บ่งชี้ว่าเงินกู้ได้กลายเป็นเสมือนรายได้ส่วนต่อขยายที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตขั้นพื้นฐาน ไม่ใช่การกู้เพื่อความฟุ่มเฟือยสิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่งคือการพึ่งพาแหล่งเงินกู้นอกระบบ

โดยผลสำรวจพบว่า ผู้ให้กู้นอกระบบ เป็นแหล่งเงินกู้ที่ใหญ่ที่สุดและครองส่วนแบ่งสูงสุดถึง 53.6% ของผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด ซึ่งสะท้อนถึงการขาดโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อในระบบ และทำให้ลูกหนี้ต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ยที่สูงลิ่ว และการทวงถามหนี้ที่ไม่เป็นธรรม

ภาพประกอบข่าว มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เผยผลสำรวจ

ผลสำรวจพบว่า ลูกหนี้ส่วนใหญ่ไม่ทราบถึงสิทธิและมาตรการคุ้มครองตนเอง โดยผู้ตอบแบบสอบถาม ร้อยละ73.3% ไม่ทราบถึง พ.ร.บ.การทวงถามหนี้ ร้อยละ 80.6% ไม่ทราบถึงโครงการช่วยเหลือจากภาครัฐ เช่น โครงการคลินิกแก้หนี้ อย่างไรก็ตาม ความต้องการความช่วยเหลือจากภาครัฐมีสูงมาก โดย 95.4% ต้องการให้มีโครงการช่วยเหลือเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สิน

จากผลสำรวจครั้งนี้มีผู้ตอบแบบสอบถามสูงถึงร้อยละ 91.58 มีหนี้ติดตัวมาก่อนจะเข้าสู่ปี 2568 แสดงให้เห็นชัดเจน "หนี้" เป็นภาระที่ผูกพันสะสมมายาวนาน เมื่อพิจารณาข้อมูลรายได้ส่วนใหญ่น้อยกว่า 10,000 บาทต่อเดือน ทำให้ไม่เพียงพอจ่ายเงินต้น จนตกอยู่ในสภาวะหนี้ท่วมหัว จึงต้องกู้หนี้นอกระบบเพื่อโปะหนี้ หนี้เก่าและใช้จ่ายในครัวเรือนจนทับถมวนไปไม่รู้จบ

ภาพประกอบข่าว มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เผยผลสำรวจ

ดังนั้น แผนดำเนินการระยะต่อไปจึงมุ่งเน้นไปที่การ "เติมเต็มช่องว่าง" ทั้งด้านการให้สินเชื่อที่เป็นธรรม, การให้ความรู้ทางกฎหมาย, รวมถึงการลดขั้นตอนและเข้าถึงชุมชนเชิงรุก หากภาครัฐสามารถตอบสนองต่อความต้องการความช่วยเหลือได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว โครงการ "ยิ้มสู้หนี้" จะไม่เป็นเพียงแค่การปรับโครงสร้างหนี้ แต่เป็นการฟื้นฟูสุขภาวะที่ดี และสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ให้กับกลุ่มประชากรที่เปราะบางที่สุดในสังคมไทยได้ให้เข้มแข็งและยั่งยืนอย่างแท้จริง

อ่านข่าว

กนง.ลดดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% เหลือ 1% ต่อปี มีผลทันที

สร้างอนุสาวรีย์ "นักรบกล้าเนิน 350" เชิดชู "วีรกรรม" ทหารไทย

"2 ทีมดัง" วอนรื้อระบบ ลูกยางไทยลีก เพื่อดึงฐานแฟนท้องถิ่น

พบซากกระทิงป่าเขาใหญ่เพศผู้ คาดเปิดศึกสู้กันเองจนเขาหัก