วันนี้ (25 ก.พ.2569) เวลา 15.00 น. ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ ไทย-กัมพูชา ชี้แจงข้อเท็จจริง กรณีมีการรายงานข่าวในเพจเฟซบุ๊ก The New York Editorial เมื่อวันที่ 20 ก.พ.2569 อ้างว่าประเทศไทยละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศและใช้กำลังเกินกว่าเหตุ โดยยืนยันว่า ข้อมูลดังกล่าวนอกจากจะขาดแหล่งอ้างอิงที่ชัดเจนแล้ว ยังมีเนื้อหาบิดเบือน ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงในพื้นที่ และมีลักษณะการรับฟังข้อมูลด้านเดียวจากฝ่ายกัมพูชา ซึ่งมักนำเสนอข่าวอันเป็นเท็จมาโดยตลอด
ทั้งนี้ เพื่อให้สังคมได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง ศูนย์ข่าวสารฯ ขอชี้แจงในประเด็นต่าง ๆ ดังนี้
1. ประเด็นฝ่ายไทยละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ แม้กัมพูชาจะเป็นคนจุดชนวน แต่ไทยกลับยกระดับ จนสร้างความเสียหายรุนแรง โดยอ้างว่าข้อพิพาทชายแดนเป็นเพียงเพื่อหวังผลชนะการเลือกตั้งในกรุงเทพฯ
ขอชี้แจงว่า ฝ่ายไทยยึดถือและปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด การปฏิบัติการทางทหารพิจารณาตามระดับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ตามกฎการใช้กำลัง และเป็นการใช้สิทธิป้องกันตนเองโดยชอบธรรมตามมาตรา 51 แห่งกฎบัตรสหประชาชาติ ซึ่งเมื่อพบภัยคุกคามด้านความมั่นคง ต้องดำเนินการตามหน้าที่และสิทธิที่พึงมี และไม่เกี่ยวข้องกับการที่กล่าวอ้างว่าข้อพิพาทชายแดนเป็นเพียงเพื่อหวังผลชนะการเลือกตั้งในกรุงเทพฯ แต่อย่างใด
2. ประเด็นไทยใช้กำลังเกินกว่าเหตุ กรณีทหารไทยเหยียบกับระเบิดบาดเจ็บเพียงนายเดียว แต่กลับตอบโต้ด้วยเครื่องบินรบ F-16 และการโจมตีทางอากาศ ขอชี้แจงว่าฝ่ายไทยมีการประสานการปฏิบัติอย่างเหมาะสม เพื่อพิทักษ์รักษาอธิปไตย และดูแลความปลอดภัย ให้ประชาชนอย่างเต็มขีดความสามารถ
ซึ่งการปฏิบัติการทางทหารของฝ่ายไทย ไม่ได้เป็นการตอบโต้กรณีทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดตามที่ถูกกล่าวอ้างเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการที่ฝ่ายกัมพูชาเป็นผู้เปิดฉากใช้อาวุธหนักโจมตีใส่กำลังทหารและพื้นที่พลเรือนของไทยก่อน
รวมทั้งมีการใช้พื้นที่พลเรือนเป็นที่ปฏิบัติการทางทหาร ทำให้กองทัพไทย มีความจำเป็นต้องใช้อากาศยาน F-16 เพื่อทำลายขีดความสามารถในการโจมตีของฝ่ายกัมพูชา ขอยืนยันว่าไทยมุ่งเน้นเฉพาะ "เป้าหมายทางทหาร" ที่เป็นภัยคุกคามต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ ซึ่งฝ่ายไทยดำเนินการด้วยความระมัดระวังตามหลักความได้สัดส่วน เพื่อจำกัดความเสียหายให้อยู่เฉพาะในพื้นที่การรบเท่านั้น
3. ประเด็นไทยใช้ระเบิดพวง (Cluster Munitions) ซึ่งเป็นอาวุธที่ทั่วโลกสั่งแบน เป็นเหตุให้ด.ช.เซิน โสวัณ วัย 10 ขวบ ในพื้นที่ปราสาทพระวิหาร เสียชีวิตอย่างน่าสลด ขอยืนยันว่า ข้อกล่าวหาเรื่องการใช้อาวุธเคมีหรือระเบิดพวงโจมตีพลเรือน เป็นการบิดเบือนอย่างสิ้นเชิง
โดยการใช้กระสุนปืนใหญ่ทวิประสงค์ (DPICM) ขนาด 155 มม. มีวัตถุประสงค์เพื่อทำลายเป้าหมายทางทหาร ไม่ใช่ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล และไม่มีผลตกค้างในระยะยาว อีกทั้งไทยไม่ได้เป็นภาคีในอนุสัญญาว่าด้วยการห้ามใช้กระสุนคลัสเตอร์ เช่นเดียวกับหลายประเทศมหาอำนาจ ฝ่ายไทยใช้อาวุธชนิดนี้ต่อเป้าหมายยุทโธปกรณ์ ยานพาหนะ และสิ่งปลูกสร้างทางทหารเป็นหลัก มิใช่ต่อเป้าหมายที่เป็นบุคคลอย่างแน่นอน
กรณีการเสียชีวิตของด.ช.ชาวกัมพูชานั้น จากการตรวจสอบพบว่า เป็นอุบัติเหตุจากการนำวัตถุระเบิดเก่ามาแกะ เพื่อหาเศษโลหะนอกเขตพื้นที่ปะทะ ไม่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติการของไทย และในประเด็นปราสาทพระวิหาร ขอย้ำว่า ฝ่ายกัมพูชาเป็นผู้จงใจใช้โบราณสถานเป็นฐานที่ตั้งอาวุธหนัก เพื่อโจมตีไทย จนทำให้สถานที่ดังกล่าวสูญเสียสถานะการคุ้มครองตามอนุสัญญากรุงเฮก ค.ศ.1954 ซึ่งกัมพูชา ต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายมนุษยธรรมนี้เอง
4. ประเด็นไทยใช้สงครามจิตวิทยาในการเปิด "เสียงผีร้องไห้" และเพลงงานศพเสียงดังในช่วงตี 3 เพื่อสร้างความหวาดกลัว ขอยืนยันว่า การดำเนินการดังกล่าวไม่ใช่การปฏิบัติการทางทหาร แต่เป็นของกลุ่มพลเรือนชาวไทย ที่แสดงความไม่พอใจต่อการรุกล้ำอธิปไตย และการรวมตัวกันในลักษณะใช้ความรุนแรงทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจไทยอย่างผิดกฎหมาย ในเขตพื้นที่อธิปไตยของไทย
การกระทำดังกล่าว มิใช่การบังคับทรมาน เนื่องจากผู้กระทำไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐ และผู้รุกล้ำสามารถออกจากพื้นที่ไทยเพื่อหลีกเลี่ยงเสียงดังนั้นได้ตลอดเวลา ในทางตรงกันข้าม ฝ่ายกัมพูชาเองที่มักใช้สงครามจิตวิทยา และการโฆษณาชวนเชื่อ (Information Operation) เพื่อบิดเบือนให้ตนเองเป็นผู้ถูกกระทำ
5. ประเด็นรัฐบาลไทยใช้สถานการณ์ชายแดนและชีวิต เป็นกลยุทธ์ในการหาเสียงเพื่อชนะการเลือกตั้ง ขอชี้แจงว่า การปกป้องอธิปไตย และการดูแลความปลอดภัยของประชาชน เป็นภารกิจโดยตรงของกองทัพไทย สิ่งที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ไม่ใช่เกมการเมือง แต่เป็นเรื่องของคนไทยทุกคน
6. ประเด็นประชาชนกัมพูชาเกือบ 98,000 คน กลายเป็นผู้พลัดถิ่น ขอชี้แจงว่า ตัวเลขดังกล่าวเป็นข้อมูลเท็จ ในจังหวัดสระแก้ว บริเวณ 3 หมู่บ้านที่ถูกประชาชนกัมพูชาบุกรุกตั้งแต่อดีต มีผู้อาศัยรวมกัน ไม่เกิน 1,000 ครัวเรือน หากนับเป็นรายบุคคล คือ หลักหลายพันคน ไม่ใช่เกือบแสนคน
ในประเด็นนี้ กัมพูชาทราบมาตลอดว่าพื้นที่ดังกล่าว เป็นพื้นที่ที่ในอดีต ไทยเคยให้ความช่วยเหลือผู้ลี้ภัยกัมพูชาจากการสู้รบ เข้ามาพักพิง แต่เมื่อสถานการณ์สงบ ประชาชนและทหารกัมพูชาไม่เคลื่อนย้ายกลับประเทศ ซ้ำยังขยายชุมชน รุกล้ำเขตอธิปไตยของไทยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งฝ่ายไทยเองได้ประท้วงผ่านกลไกคณะทำงานต่าง ๆ มาโดยตลอด แต่กัมพูชากลับเพิกเฉย ไม่แก้ไขและนำประชาชนกลับประเทศกัมพูชา
ดังนั้น กลุ่มคนดังกล่าวจึงไม่เป็นผู้พลัดถิ่นดังที่กัมพูชาได้กล่าวอ้าง แต่ถือเป็นกลุ่มบุคคลที่กระทำผิดกฎหมาย และรุกล้ำอธิปไตยของไทยมาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน
7. ประเด็นคำถามถึงประชาคมโลก จะให้ไทยรับผิดชอบต่อเรื่องนี้หรือไม่อย่างไร เรื่องนี้ หากพิจารณาเหตุผลอย่างรอบด้านและข้อเท็จจริง ผู้ที่ต้องรับผิดชอบ คือฝ่ายกัมพูชา เพราะเป็นผู้เริ่มเรื่องราวทั้งหมด โดยเฉพาะกรณีใช้อาวุธยิงระยะไกลทำร้ายพลเรือน ซึ่งฝ่ายไทยมีหลักฐานและข้อพิสูจน์ที่สามารถยืนยันได้อย่างชัดเจน ฝ่ายไทยจำเป็นต้องตอบโต้ตามหลักสากล ภายใต้สัดส่วนที่เหมาะสม และไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนของทั้ง 2 ประเทศ
อ่านข่าว
"สีหศักดิ์" โต้ "กัมพูชา" กลางวง UNHRC บิดเบือนใส่ร้ายไทย-ยั่วยุซ้ำซาก
สร้างอนุสาวรีย์ "นักรบกล้าเนิน 350" เชิดชู "วีรกรรม" ทหารไทย
