วันนี้ (28 ก.พ.2569) รศ.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว Prinya Thaewanarumitkul
ถึงกรณีข้อมูลการใช้สิทธิเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ.2569 โดยระบุข้อความว่า ผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง 71.42 % กับความผิดปกติของตัวเลขที่เพิ่มขึ้น และบัตรเขย่งที่หายไป
จากกรณีที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้ออกเอกสารประชาสัมพันธ์แจ้งจำนวนผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งทั้งหมด และจำนวนบัตรเสีย กับงดออกเสียง เมื่อวันที่ 26 ก.พ.2569 ที่ผ่านมา โดยมีความผิดไปจากปกติ ดังต่อไปนี้
1.เป็นการประกาศจำนวนผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งหลังวันเลือกตั้งผ่านไปแล้วถึง 18 วัน ซึ่งผิดปกติมาก เพราะจำนวนผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งคือสิ่งแรกที่ กกต. ต้องประกาศ ทั้งนี้เพื่อความโปร่งใส ไม่มีใครจะขยับหรือปรับแต่งตัวเลข (manipulate) ได้ และจะทำให้รู้จำนวนบัตรเลือกตั้งที่เหลือด้วยว่ามีเท่าใด
การเลือกตั้งที่ผ่านมาจะประกาศจำนวนผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งทั้งหมดอย่างช้าในวันรุ่งขึ้น ครั้งนี้นานถึง 18 วันจึงเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดความสงสัยในการทำงานของ กกต.
2. เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเลือกตั้งของประเทศไทยและ กกต. ที่มีการประกาศจำนวนผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง (26 ก.พ.2569) หลังจากประกาศผลเลือกตั้งและรับรอง ส.ส. (25 ก.พ.2569) ซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อน
3. มีผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 37,807,778 คน และแบบบัญชีรายชื่อ 37,807,781 คน (แบบบัญชีรายชื่อมากกว่า 3 คน) จากผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด 52,933,610 คน คิดเป็น 71.42% ซึ่งน้อยกว่าครั้งที่ผ่านมาในปี 2566 ที่มีผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง 75.71% ถึง 4.29%
ความผิดปกติคือ ไม่ใช่น้อยกว่าครั้งที่ผ่านมาเท่านั้น แต่น้อยที่สุดในรอบ 21 ปี โดยน้อยกว่าการเลือกตั้งปี 2548 ที่มีคนไปใช้สิทธิ 72.55% และตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นมา จำนวนผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งอยู่ที่ 74-75% มาโดยตลอด
คำถามคือเกิดอะไรขึ้น ทำไมอยู่ดี ๆ จำนวนผู้ไปเลือกตั้งจึงลดลงถึง 4% แบบไม่มีปี่มีขลุ่ย? ทั้ง ๆ ที่ความตื่นตัวของประชาชนไม่ได้ลดลงเลย น่าจะมากขึ้นด้วยซ้ำจากเวทีดีเบตต่าง ๆ ที่มีมากยิ่งกว่าทุกครั้ง
4. เมื่อเปรียบเทียบจำนวนผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งตอนที่ประกาศคะแนนที่นับแล้ว 94.33 % ในเว็บไซต์ ECT report 69 ที่ประกาศเมื่อวันที่ 10 ก.พ.2569 กับจำนวนผู้ไปใช้สิทธิทั้งหมด 100 % ที่ประกาศเมื่อวันที่ 26 ก.พ.2569 จะพบความผิดปกติที่อาจจะผิดปกติยิ่งกว่าคือ
(1) จำนวนผู้ไปใช้สิทธิแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง : ในตอนนับคะแนนแล้ว 94.33 % มีผู้ไปใช้สิทธิ 34,632,581 คน (65.44 %) พอประกาศครบ 100 % มีผู้ใช้สิทธิเพิ่มเป็น 37,807,778 คน จำนวนที่เพิ่มขึ้นคือ 3,175,197 คน
ที่ว่านับคะแนนแล้ว 94.33 % หมายถึงจากหน่วยเลือกตั้งทั้งหมด 101,331 หน่วย (รวมล่วงหน้าและนอกราชอาณาจักร) นับเสร็จ 95,583 หน่วย จึงเหลืออีก 5,784 หน่วยที่ยังไม่ได้เอามานับ
ถ้าเราเอาจำนวนหน่วยเลือกตั้ง 5,784 หน่วยนี้มาหารจำนวนผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งแบบแบ่งเขตที่เพิ่มขึ้นคือ 3,175,197 คน จำนวนผู้ใช้สิทธิโดยเฉลี่ยคือ 548.96 หรือ 549 คนต่อหน่วย ซึ่งอาจจะยังไม่ดูผิดปกติอะไร
แต่ถ้าเราเอาจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด หารด้วยหน่วยเลือกตั้งทั้งหมด (ผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด 52,922,932 คน หารด้วยจำนวนหน่วยเลือกตั้งในวันเลือกตั้ง 8 ก.พ.2569 ทั้งหมดคือ 99,487 หน่วย) ผลลัพธ์คือ 531.95 หรือ 532 คน ว่าง่าย ๆ จำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งต่อหน่วยคือเฉลี่ย 532 คนเท่านั้น (ถ้านำหน่วยเลือกตั้งล่วงหน้าและนอกราชอาณาจักรมาหารด้วย จำนวนค่าเฉลี่ยจะน้อยกว่านี้คือ 522 คนเท่านั้น) แต่ทำไมในหน่วยเลือกตั้ง 5,784 หน่วยนี้จึงมีผู้ไปใช้สิทธิโดยเฉลี่ยสูงถึง 549 คน ซึ่งสูงกว่าจำนวนผู้มีสิทธิโดยเฉลี่ยของแต่ละหน่วยเลือกตั้งที่มีแค่ 532 คน
(2) ส่วนจำนวนผู้ไปใช้สิทธิแบบบัญชีรายชื่อ ในตอนนับคะแนน 94.33 % มีผู้ไปใช้สิทธิ 34,565,642 คน (65.31 %) เพิ่มเป็น 37,807,781 คน จำนวนที่เพิ่มขึ้นคือ 3,242,139 คน ถ้าเอาจำนวนหน่วยเลือกตั้ง 5,784 หน่วยไปหาร ผลลัพธ์คือ 560.53 คน หรือ 561 คน ต่อหนึ่งหน่วย ซึ่งเกินจำนวนค่าเฉลี่ยจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งของแต่ละหน่วยคือ 532 คนมากขึ้นไปอีก คือต่อให้ไปใช้สิทธิกันครบ 100 % ก็ยังไม่ถึง 561 คน
เว้นเสียแต่ว่าหน่วยเลือกตั้ง 5,784 หน่วยที่เพิ่งมานับรวมเพิ่มนี้ มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งมากเกินค่าเฉลี่ย 532 คนไปมาก ๆ เช่น 800-900 คน แต่ก็ผิดปกติอยู่ดีที่หน่วยเลือกตั้งที่นับรวมทีหลัง 5,784 หน่วยนี้ พร้อมใจกันมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งมากกว่าค่าเฉลี่ยกันทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมดเช่นนี้
5. ประเด็นเรื่องบัตรเขย่งที่เหลือแค่ 3 ใบ สำหรับจำนวนบัตรเขย่งที่วันที่ 10 ก.พ.2569 มีจำนวนบัตรแบบแบ่งเขตมากกว่าจำนวนบัตรแบบบัญชีรายชื่อ 66,939 ใบ แต่พอเมื่อประกาศจำนวนผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งครบ 100 % บัตรเขย่งสามารถลดลงเหลือเพียง 3 ใบอย่างไม่น่าเชื่อ โดย 3 ใบที่ต่างกันคือบัตรแบบบัญชีรายชื่อมากกว่าบัตรแบบแบ่งเขต คำถามคือ เป็นไปได้อย่างไร?
ในเรื่อง "ตัวเลข" เป็นไปได้ เพราะตัวเลขผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อเพิ่มขึ้นคือ 3,242,139 คน ขณะที่ ตัวเลขผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งเพิ่มเพียงแค่ 3,175,197 คน ซึ่งหักลบกันแล้วผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งใน 5,784 หน่วยที่เพิ่งมานับรวมนี้ไปใช้สิทธิแบบบัญชีรายชื่อมากกว่าแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 66,942 คน เมื่อลบด้วยจำนวนบัตรเขย่ง 66,939 ใบ (ตอนนับ 94.33%) ผลลัพธ์คือ (66,942 - 66,939 = 3) บัตรเขย่งจึงเหลือแค่ 3 ใบ
แต่ในความเป็นจริงจะเป็นไปได้อย่างไร? ที่ใน 5,784 หน่วยนี้ (คิดเป็น 5.67 %) มีผู้ใช้สิทธิแบบแบ่งเขตน้อยกว่าแบบบัญชีรายชื่อมากถึง 66,942 คน จนสามารถไปกลบความเขย่งของหน่วยเลือกตั้ง 95,583 หน่วย (94.33 % ที่ประกาศเมื่อวันที่ 10 ก.พ.2569) ที่บัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อมีมากกว่าแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 66,939 ใบ จนเหลือบัตรเขย่งแค่ 3 ใบเช่นนี้ได้
ที่สำคัญที่สุดคือต้องไม่ลืมว่า คนไปเลือกตั้งทุกคนได้บัตรสองใบ แล้วถ้าจะเลือกใบเดียวก็ต้องเลือก สส. เขตมากกว่าอยู่แล้ว การที่ผู้เลือกตั้ง 66,942 คนของ 5,784 หน่วยนี้ พร้อมใจกันเลือกแบบบัญชีรายชื่ออย่างเดียวโดยไม่เลือก สส. เขต มันจะไม่ประหลาดเกินไปหน่อยเหรอ?
สรุป เห็นว่า "ตัวเลข" ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อที่เพิ่มขึ้นมา 3,242,139 คน และแบบแบ่งเขตเลือกตั้งที่เพิ่มขึ้นมา 3,175,139 เป็นความผิดปกติ ที่ กกต. ต้องชี้แจงโดยด่วน ดังนี้
1. กกต. ต้องเปิดเผยข้อมูลหน่วยเลือกตั้งทั้ง 5,784 นี้ ออกมาว่ามีผู้มีสิทธิเลือกตั้งกี่คน และไปใช้สิทธิเลือกตั้งกี่คน จึงทำให้ "ตัวเลข" การใช้สิทธิแบบแบ่งเขตเลือกตั้งจึงเป็น 3,175,197 คน ซึ่งเฉลี่ยเท่ากับหน่วยละ 549 คน และแบบบัญชีรายชื่อจึงเป็น 3,242,139 คน เฉลี่ยหน่วยละ 561 คน ซึ่งเกินกว่าค่าเฉลี่ยผู้มีสิทธิเลือกตั้งของแต่ละหน่วยคือ 532 คน
2. ทำไมผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง 66,942 คนในหน่วยเลือกตั้ง 5,784 หน่วยนี้ จึงใช้สิทธิแบบบัญชีรายชื่ออย่างเดียว จนทำให้บัตรเขย่งจาก 67,939 ใบ เหลือแค่ 3 ใบ ซึ่งผิดวิสัยของการใช้สิทธิเลือกตั้งที่จะเลือกสองใบ และถ้าจะเลือกใบเดียวก็น่าจะเลือก สส. เขตมากกว่า? แล้วทำไมกรรมการประจำหน่วย (กปน.) จึงไม่ว่าอะไร เพราะรับบัตรสองใบ ก็ต้องหย่อนลงหีบเลือกตั้งทั้งสองใบ การทำลายหรือเอาออกมาจากหน่วยก็เป็นความผิดตาม พ.ร.ป.เลือกตั้ง สส. ทำไม กปน. จึงไม่เห็น
กกต. ต้องชี้แจงโดยเร่งด่วน ไม่งั้นคนสงสัยแน่นอนว่ามีการปรับแต่ง (manipulate) ตัวเลข การจะทำให้คนเชื่อมั่นว่า "ผลการเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม" สิ่งที่ต้องทำคือเปิดเผยและโปร่งใส เพื่อทำให้คนหายสงสัย ไม่ใช่การไปแจ้งความประชาชน
อ่านข่าว :
กกต.สรุปข้อมูลเลือกตั้ง 69 ประชาชนใช้สิทธิ 37.8 ล้านคน คิดเป็น 71.42 %
สมาคมทนายความฯ จี้ กกต.ขอโทษ ปชช.ปมจัดเลือกตั้งไม่น่าเชื่อถือ แนะถอนแจ้งความ
พรรคประชาชน ชี้ กกต.ควรแจงเลือกตั้ง ไม่ใช่ฟ้องปิดปากประชาชน-สื่อ
