วันนี้ (14 มี.ค.2569) เวลา 11.05 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) แถลงความคืบหน้าสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง และการให้ความช่วยเหลือคนไทย โดยนายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศ และรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงสถานการณ์และความคืบหน้าการให้ความช่วยเหลือคนไทย ขณะที่นายสันติ นันตสุวรรณ รองปลัดกระทรวงแรงงาน รายงานความคืบหน้าการช่วยเหลือแรงงานไทยและลูกเรือไทยที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ในพื้นที่
นายปาณิดล เปิดเผยว่า พัฒนาการของสถานการณ์โดยรวมในภูมิภาคตะวันออกกลาง ขณะนี้มีแนวโน้มขยายวงออกไปนอกเหนือเป้าหมายทางทหาร โดยอิหร่านยกระดับการโจมตีไปยังโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน การเดินเรือ และระบบไซเบอร์ที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐฯ และอิสราเอล ในหลายประเทศในภูมิภาค
ขณะที่กองทัพอิสราเอลและกลุ่มเฮซบอลลาห์ ยังโจมตีตอบโต้กันอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนอิสราเอล–เลบานอน และในกรุงเบรุต
นอกจากนี้ สถานการณ์การสู้รบในอิรักยังทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากสถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอน กระทรวงการต่างประเทศจึงขอให้คนไทยที่อยู่ในภูมิภาคพิจารณาออกจากพื้นที่เสี่ยงโดยเร็วที่สุด และติดตามข่าวสารรวมทั้งคำแนะนำจากช่องทางทางการของสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ที่รับผิดชอบพื้นที่ พร้อมทั้งลงทะเบียนแจ้งข้อมูลที่อยู่และช่องทางติดต่อกับสถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลใหญ่ที่รับผิดชอบ เพื่อให้สามารถติดต่อและให้ความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที
อาเซียนเรียกร้องทุกฝ่ายยุติความรุนแรง
ในด้านกรอบความร่วมมืออาเซียน เมื่อวันที่ 13 มี.ค.2569 เวลา 13.00 น. นายสีหศักดิ์ พ่วงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ ได้เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนสมัยพิเศษว่าด้วยสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งจัดขึ้นตามข้อเสนอของไทย โดยมี รมว.ต่างประเทศฟิลิปปินส์ ในฐานะประธานอาเซียน เป็นประธานการประชุม
ที่ประชุมมีความเห็นร่วมกันว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความตึงเครียด และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยุติการใช้ความรุนแรงและกลับเข้าสู่แนวทางทางการทูตโดยเร็ว พร้อมทั้งย้ำความสำคัญของการยึดมั่นในหลักการของกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะเสรีภาพในการบินและการเดินเรือ
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้หารือถึงผลกระทบที่มีต่อภูมิภาคอาเซียนในหลายมิติ โดยเฉพาะผลกระทบต่อเส้นทางการขนส่งสินค้าและห่วงโซ่อุปทานด้านพลังงาน ซึ่งอาจนำไปสู่วิกฤตด้านเศรษฐกิจและพลังงาน
ทั้งนี้ ไทยได้เสนอให้กระชับความร่วมมือด้านกงสุลผ่านเครือข่ายของสถานเอกอัครราชทูตในพื้นที่ เพื่อช่วยเหลือประชาชนในยามวิกฤตร่วมกัน และยกระดับความร่วมมือภายใต้ความตกลงว่าด้วยความมั่นคงทางปิโตรเลียมของอาเซียนให้สามารถใช้งานได้จริงและมีประสิทธิภาพ รวมทั้งเร่งรัดการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานหมุนเวียนและพลังงานทางเลือก
คาดลูกเรือ 20 คน ถึงไทย 16 มี.ค.นี้
สำหรับความคืบหน้าการให้ความช่วยเหลือลูกเรือไทยจากเหตุการณ์เรือบรรทุกสินค้าสัญชาติไทยประสบเหตุบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ลูกเรือไทยจำนวน 20 คนที่ได้รับการช่วยเหลือแล้วนั้น บริษัทเจ้าของเรือจะนำลูกเรือเดินทางโดยรถยนต์ออกจากเมืองคาซับ ประเทศโอมาน ไปยังสนามบินนานาชาติมัสกัต เพื่อเดินทางกลับประเทศไทย
สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมัสกัต ได้ออกหนังสือเดินทางฉุกเฉินและส่งมอบให้ลูกเรือทั้ง 20 คนเรียบร้อยแล้ว เนื่องจากเส้นทางดังกล่าวต้องเดินทางผ่านสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ก่อนกลับเข้าสู่โอมาน สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอาบูดาบี และสถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองดูไบ ได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของประเทศเจ้าบ้าน เพื่อเร่งรัดการออกวีซ่าให้กับลูกเรือทั้ง 20 คน
ล่าสุดลูกเรือทั้งหมดได้รับวีซาเข้าสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์แล้ว และทางการโอมานได้ยืนยันความพร้อมในการอำนวยความสะดวกในการผ่านแดนเพื่อขึ้นเครื่องบินที่กรุงมัสกัต คาดว่าลูกเรือจะเดินทางถึงไทยในช่วงเช้าวันจันทร์ที่ 16 มี.ค.2569 ในส่วนของการเร่งค้นหาและช่วยเหลือลูกเรืออีก 3 คน กระทรวงการต่างประเทศ กองทัพเรือ และสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมัสกัต ยังคงประสานงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อติดตามความคืบหน้าของปฏิบัติการค้นหาและช่วยเหลือ
สำหรับสถานการณ์ของคนไทยในประเทศอื่น ๆ เมื่อเช้าวันนี้ คนไทยกลุ่มสุดท้ายที่เดินทางออกจากอิหร่าน 7 คน ได้เดินทางกลับถึงประเทศไทยโดยสวัสดิภาพ ปัจจุบันสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน ซึ่งได้ย้ายที่ทำการชั่วคราวไปยังศูนย์ปฏิบัติการชั่วคราว ณ เมืองวาน ประเทศตุรกี และได้อพยพคนไทยที่ประสงค์เดินทางออกจากอิหร่านได้ครบทั้งหมดแล้ว
อย่างไรก็ตาม สถานเอกอัครราชทูตยังคงติดต่อและประสานงานอย่างใกล้ชิดกับคนไทยในอิหร่านที่ยังไม่ประสงค์เดินทางกลับประเทศไทย และพร้อมอำนวยความสะดวกหากมีผู้ประสงค์เดินทางกลับเพิ่มเติม ในส่วนของสถานการณ์ในอิสราเอล เนื่องจากสถานการณ์การโจมตีระหว่างอิสราเอล อิหร่าน และกลุ่มเฮซบอลลาห์มีความรุนแรงเพิ่มขึ้น สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ ได้ออกประกาศเตือนคนไทยในพื้นที่ภาคเหนือของอิสราเอลให้เตรียมเข้าที่หลบภัยภายใน 1 นาที หากได้ยินเสียงไซเรน และขอให้หลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังบริเวณชายแดนตอนเหนือของประเทศ
ภาพรวมสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ของไทยในพื้นที่ยังคงอำนวยความสะดวก ดูแล ให้คำแนะนำ และประสานงานกับสายการบิน รวมทั้งจัดหาสิ่งของจำเป็นในการยังชีพให้แก่คนไทยที่ประสงค์เดินทางกลับประเทศในพื้นที่ที่ยังสามารถทำการบินได้ รวมถึงช่วยประสานงานกับหน่วยงานในประเทศที่ยังคงปิดน่านฟ้า เพื่อขออนุญาตเดินทางผ่านแดน เพื่อให้คนไทยสามารถเดินทางไปยังประเทศข้างเคียงเพื่อเดินทางกลับประเทศไทย หรือเดินทางไปยังประเทศที่สามเพื่อเดินทางกลับทางอากาศต่อได้
ทั้งนี้ ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ มีคนไทยที่ติดค้างและได้รับความช่วยเหลือให้ออกจากประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง และเดินทางกลับประเทศไทยแล้ว รวมทั้งสิ้น 591 คน
ด้านรองปลัดกระทรวงแรงงาน ในฐานะโฆษกกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีแรงงานไทยที่ทำงานและพำนักอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง 67,047 คน โดยมีผู้แจ้งความประสงค์ผ่านสถานเอกอัครราชทูตเพื่อเดินทางกลับประเทศไทยจำนวน 977 คน ขณะนี้ได้เดินทางกลับมาแล้ว 72 คน และมีอีก 9 คนจากประเทศบาห์เรนที่มีกำหนดเดินทางกลับประเทศไทยในวันที่ 15 มี.ค.2569
อ่านข่าว :
"ทรัมป์" เผยสหรัฐฯ โจมตีเป้าหมายทางทหารบนเกาะคาร์กสำเร็จ
สหรัฐฯ เผยทหารเสียชีวิต 6 นาย เหตุเครื่องบินเติมน้ำมันตกในอิรัก
ก.แรงงาน เผย 20 ลูกเรือ "มยุรีนารี" ถึงไทย 16 มี.ค.
