การทำบัตรผ่านก่อนเข้าพื้นที่ป่าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบ้านโฮ่งทุกครั้ง กับผู้ใหญ่บ้าน และ กำนัน หากฝ่าฝืนมีโทษปรับ 500 บาท คือ 1 ในกฎหมู่บ้านตาลเหนือ หมู่ 1 ตำบลบ้านตาล อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ ที่ชาวบ้านร่วมกันทำประชาคม เพื่อควบคุมไฟป่า หลังชุมชนแห่งนี้มักเกิดไฟป่าบ่อยครั้งในช่วงหน้าแล้ง แต่ชาวบ้านส่วนใหญ่จำเป็นต้องเข้าป่าเพื่อไปทำสวน ทำไร่ เลี้ยงสัตว์ และ หาของป่า
นอกจากนี้ชุมชนยังมีกฎและข้อบังคับ อีก 4 ข้อ ได้แก่ ผู้ที่เผาป่ามีโทษปรับ 5,000 บาท, ผู้ที่แจ้งเบาะแสจะได้รับรางวัลนำจับ 2,000 บาท , ผู้ที่เผาป่ามีมาตรการเพิ่มค่าน้ำประปาให้แก่หมู่บ้านอีก 50% , ส่งตัวดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ตำรวจกรณีเผาในพื้นที่เกษตร และ แจ้งให้เกษตรอำเภอดำเนินการงดการช่วยเหลือจากภาครัฐ
สมชาย นันทิมา ชาวบ้านตาลเหนือ
สมชาย นันทิมา ชาวบ้านตาลเหนือ บอกว่าวันนี้ เขาตั้งใจเข้าป่าไปหาผักหวาน เพื่อนำไปประกอบอาหาร แม้การทำบัตรผ่านเพื่อเข้าป่า จะเป็นสิ่งใหม่ แต่ก็ยินดีปฏิบัติตาม เพราะเชื่อว่าจะช่วยแก้ปัญหาไฟฟ้าได้
การเข้าป่าเป็นวิถีของชาวบ้าน เพราะหน้าแล้ง ไม่ค่อยมีอะไรกิน ชาวบ้านจะเข้าไปเก็บ ผักหวาน ไข่มดแดง นำไปทำกับข้าว ไม่ได้เอาไปขาย เราต้องช่วยกันดูแลป่า เมื่อชาวบ้านลงทะเบียนก็จะรู้ว่าใครเข้าป่า วันไหน เวลาไหน หากเกิดไฟป่าก็จะสามารถระบุตัวคนที่อาจก่อให้เกิดไฟป่าได้ ถือเป็นมาตรการช่วยเหลือซึ่งกันและกันในชุมชน
ภัทรพงษ์ ปุ๊ดพรม กำนันตำบลบ้านตาล
ภัทรพงษ์ ปุ๊ดพรม กำนันตำบลบ้านตาล เปิดเผยว่า บริบทของชาวบ้านที่นี่อยู่คู่กับป่า การจะห้ามไม่ให้เข้าป่าเลยเป็นเรื่องยาก เพราะป่าคือแหล่งรายได้และอาหาร
เราใช้วิธีสร้างความเข้าใจว่า ถ้าคุณจุดไฟจนป่าพัง คุณจะไม่มีสิทธิ์เข้าไปหาของป่าอีก ผลคือปีนี้ชาวบ้านให้ความร่วมมือดีมาก จุด Hotspot แทบไม่มี เพราะทุกคนกลัวจะเสียสิทธิ์ในการทำมาหากิน
กำนันตำบลบ้านตาลเชื่อว่า การบริหารจัดการไฟป่า ต้องจัดการโดยชุมชน มีการจัดพื้นที่ป่าเป็น 2 โซน ป่าต้นน้ำ คือ ป่าที่ไฟไม่สามารถเข้าได้ ส่วนป่าเศรษฐกิจ คือ ป่ารอบนอกที่ชาวบ้านสามารถใช้ประโยชน์ เข้าไปเก็บหาผลผลิตในป่าได้
นครินทร์ ยานะ นายกเทศมนตรีตำบลบ้านตาล
นครินทร์ ยานะ นายกเทศมนตรีตำบลบ้านตาล เปิดเผยว่า ตำบลบ้านตาลมีพื้นที่ทั้งหมด 104 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุม 10 หมู่บ้าน มีประชากรประมาณ 5,200 คน โดยเทศบาลตำบลบ้านตาลได้สนับสนุนงบประมาณและกำลังพล อปพร. ลาดตระเวนเข้มข้น โดยเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ เพื่อเฝ้าระวังทั้งไฟป่าและอาชญากรรมไปพร้อมกัน
ไฟป่าเกิดจากน้ำมือมนุษย์ เราจัดเวรยามไม่ใช่แค่หาไฟป่าอย่างเดียว ก็ตรวจตราอย่างอื่น ภัยจากคน การลักเล็กขโมยน้อยควบคู่กันไป ต้องขอบคุณพี่น้องชาวบ้านที่เห็นความสำคัญในเรื่องสุขภาพ ตลอดจนอนุชนรุ่นหลังที่จะต้องเป็นต้นกล้าที่จะเติบโต เพราะไฟป่าสร้างความเสียหาย และ ส่งผลให้เกิดฝุ่นกระทบสุขภาพ
อำเภอฮอดเป็นหนึ่งในพื้นที่ ที่มีจุดความร้อนสูงเป็นอันดับต้นๆ ของจังหวัด หมู่บ้านที่มีจุด Hotspot หรือจุดความร้อนสะสมสูง จึงถูกกำหนดเป็น หมู่บ้าน Red Zone รวม 25 หมู่บ้าน 6 ตำบล ทุกชุมชนมีการเข้าไปทำความเข้าใจ และก็กำหนดมาตรการร่วมกันในการแก้ไขปัญหา ตามบริบทของพื้นที่ หมู่บ้านจึงมีกฎเฉพาะที่อาจไม่เหมือนกันทั้งหมด
การออกมาตรการเพื่อกดดันทางสังคม และ ให้คนในชุมชนดูแลกันเอง ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมาย ช่วยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของชาวบ้านจากผู้จุดไฟ กลายเป็นผู้เฝ้าและรักษาผืนป่า ส่งผลให้จำนวนฮอตสปอตลดลงอย่างชัดเจน จากเมื่อปีก่อน ตั้งแต่ 1 มกราคมถึง 5 มีนาคม อำเภอฮอดจุดความร้อน 131 จุด แต่ในปีนี้ จำนวนจุดความร้อนลดลงเหลือเพียง 35 จุดเท่านั้น
ณัชธน์กมล พ่อค้า นายอำเภอฮอด
นอกจาก มิติด้านการป้องกันแล้ว ณัชธน์กมล พ่อค้า นายอำเภอฮอด ยังลงพื้นที่ทำกิจกรรมเคาะประตูบ้านแจกหน้ากากอนามัย N95 ให้กับกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจ พร้อมให้คำเเนะนำในการป้องกันตนเอง เพื่อเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 ตลอดจนได้กำชับให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และ อสม.ตำบล ได้ติดตามสถานการณ์ค่าคุณภาพอากาศ และดูแลกลุ่มผู้เปราะบางในพื้นที่ของตนอย่างใกล้ชิด และสม่ำเสมอ
นายอำเภอฮอด ระบุว่า นอกจากการทำประชาคมในทุกหมู่บ้านเรดโซนแล้ว สิ่งที่ต้องทำควบคู่ไป คือ การบริหารจัดการเชื้อเพลิง หรือ การชิงเผา เพื่อลดความรุนแรงของเชื้อเพลิง ในพื้นที่ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งยวด เกิดการเผาไหม้ซ้ำซากในจุดเดิม ๆ โดยให้ทำแนวกันไฟไว้ และหากมีความจำเป็นนายอำเภอจะได้อนุมัติ ให้ทำการบริหารเชื้อเพลิง ผ่านระบบ FireD เพื่อจะสามารถคุมไฟไม่ให้ลุกลามไปในจุดที่อันตราย ไม่สามารถดับไฟได้ เช่นพื้นที่ ลาดชัน หรือ หน้าผา
การนำพื้นที่เหล่านี้มาทำการบริหารจัดการเชื้อเพลิงที่ถูกต้อง เพื่อลดการแอบเผา โดยการบริหารเชื้อเพลิงเองจะสามารถควบคุมไฟได้ และ เลือกช่วงเวลาที่ดินฟ้าอากาศเหมาะสม มีลมระบาย อากาศไม่ปิด เพื่อให้เกิดปัญหา pm 2.5 น้อยที่สุด เวลาที่เราจะอนุมัติให้เผา จะใช้ช่วงเวลาประมาณ 13.30 - 17.30 น. เพราะสามารถควบคุมไฟได้ดี และ ไม่อันตราย
รายงาน : พยุงศักดิ์ ศรีวิชัย ผู้สื่อข่าวอาวุโสไทยพีบีเอส ศูนย์ข่าวภาคเหนือ
