สัมฤทธิ์ และสำรวย วัย 67 ปีและ 61 ปี เป็นชาวบ้านในอำเภอหนึ่ง จ.พิษณุโลก พวกเขาอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน ช่วงเทศกาลสงกรานต์หลายปีที่แล้ว ทั้งสองชวนกันร่ำสุราต่างฝ่ายต่างมึนเมา เกิดเหตุทะเลาะวิวาทมีปากเสียง “สัมฤทธิ์” มีอาการโกรธคุ้มคลั่ง จึงเข้าบ้านและนำค้อนตีศีรษะ “สำรวย” จนเสียชีวิต และยังใช้ค้อนอันเดิมทุบศีรษะมารดาของสำรวยจากนั้นจึงนำร่างของทั้ง 2 ไปทิ้งข้างอ่างเก็บน้ำท้ายหมู่บ้านพร้อมจุดไฟเผา
ต่อมามีชาวบ้านผ่านมาเห็นเปลวเพลิงและควันไฟจำนวนมาก จึงแจ้งตำรวจและเจ้าหน้าที่ดับเพลิงมายังที่เกิดเหตุ ทำให้“สัมฤทธิ์”จนมุมถูกจับดำเนินคดี ตำรวจแจ้งข้อหากระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 ต่อมาศาลจังหวัดพิษณุโลก มีคำสั่งจำคุก 20 ปี 6 เดือน และพ้นโทษเมื่อวันที่ 14 พ.ย.2568 พร้อมมีคำสั่งเฝ้าระวังภายหลังพ้นโทษ 2 ปี ตั้งแต่วันที่ 3 ก.พ.2568-3 ก.พ.2570
ภาพ : ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
มีเงื่อนไขสำคัญ คือ ห้ามเข้าใกล้ผู้เสียหาย , ให้พักอาศัยในสถานที่ที่กำหนด ให้รายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 6 ครั้ง ใช้มาการทางการแพทย์ และให้ใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ หรือติดกำไล EM นาน 6 เดือน แต่ “สัมฤทธิ์” กลับมีพฤติกรรมต่อต้าน ไม่กินยาระงับประสาท ไม่เข้ารายงานตัวตามนัด ไม่ชาร์ตแบตเตอรี่กำไลอีเอ็ม
เมื่อวันที่ 24 ก.ย.2568 “สัมฤทธิ์” มีอาการคุ้มคลั่ง อาละวาด ข่มขู่จะฆ่าผู้อื่น ทำให้ลูกสาว ในฐานผู้อุปการะต้องร้องขอให้พนักงานคุมประพฤติเข้าช่วยเหลือ หน่วยงานในพื้นที่ทั้งฝ่ายปกครอง ตำรวจ เจ้าหน้าที่สาธารณสุขจึงตัวส่งโรงพยาบาล หลังออกมา เพื่อนบ้านและลูกสาว ยังรู้สึกหวาดกลัว ศาลจึงมีคำสั่งให้นำตัว “สัมฤทธิ์” ซึ่งเป็นผู้ถูกเฝ้าระวัง กลับไปคุมขังในเรือนจำคลองเปรม หลังพ้นโทษ เมื่อวันที่ 22 ต.ค.2568 เป็นระยะเวลา 3 ปี
ถือเป็นมาตรการสำคัญ ในการปฏิบัติการป้องกัน “ผู้ถูกเฝ้าระวัง” ไม่ให้กลับไปกระทำความผิดซ้ำและสร้างความปลอดภัยต่อสังคม และ “สัมฤทธิ์” เป็น 1 ใน 9 ราย ที่ศาลมีคำสั่งให้ใช้มาตรการเฝ้าระวัง และต่อมามีเหตุให้ศาลต้องสั่งใช้มาตรการคุมขังภายหลังการพ้นโทษตามมาตรา 30
แม้เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ประเทศไทยจะมีพ.ร.บ.มาตรการป้องกันการกระทำผิดซ้ำในความผิดเกี่ยวกับเพศ ออกมาบังคับใช้ และยังมีการออกกฎกระทรวง ว่าด้วยมาตรการเฝ้าระวังนักโทษเด็ดขาด หลังพ้นโทษ มาตรการคุมขังภายหลังพ้นโทษและการคุมขังฉุกเฉิน 2566 เมื่อวันที่ 23 ม.ค. 2566 เพื่อเป็นกลไกทางกฎหมายที่ใช้ในการปฏิบัติหน้าที่ โดยมีพนักงานคุมประ พฤติเป็นผู้เฝ้าระวังภายหลังพ้นโทษ แต่ก็ยังมีปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นอยู่เนือง ๆ ไม่ว่า ผู้ต้องขังจะพ้นโทษไปแล้ว หรือยังอยู่ระหว่างการพักโทษก็ตาม
สำหรับกลุ่มเป้าหมายหลักที่พ.ร.บ.ดังกล่าวมีผลบังคับใช้ คือ ผู้ต้องขังความผิดในคดีฆาตกรรม การข่มขืนกระทำชำเรา การกระทําความผิดทางเพศกับเด็ก หรือการทําร้ายจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย การทําร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้รับอันตรายสาหัส รวมทั้งการนําตัวบุคคลไปเรียกค่าไถ่ ประกอบด้วย ผู้กระทําความผิด 3 กลุ่ม คือ (1) เพศ (2) ชีวิตและร่างกาย และ (3) เรียกค่าไถ่) ซึ่งเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา
มีรายงานจากกรมราชทัณฑ์ระบุว่า สถิติผู้ต้องราชทัณฑ์ทั่วประเทศ เมื่อวันที่ 16 มี.ค. 2569 มีจำนวน 324 , 580 คน แบ่งเป็นคดีทั่วไป105,207 คดี และคดียาเสพติด 219 ,373 คดี ในช่วงปี 2562-2565 พบ มีผู้ต้องขังกลับมากระทำความผิดซ้ำในช่วง 1 ปี และ2 ปี แต่ในปี 2566ในช่วงปีแรกมีผู้ต้องขังกลับมากระทำความผิดซ้ำเพียงร้อยละ 20.53 ส่วนช่วงปีที่ 2 มีผู้กลับมากระทำความผิดซ้ำร้อยละ 30.59 ขณะที่ในปี 2567 จำนวนร้อยละของผู้ต้องขังที่กลับมากระทำความผิดซ้ำมีแค่ 20.4 ส่วนในช่วงปีที่ 2 และช่วงปีที่ 3 ยังไม่พบตัวเลขผู้กลัมากระทำความผิดซ้ำ โดยเฉพาะความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและความผิดเกี่ยวกับเพศ
อย่างไรก็ตาม การไม่มีข้อมูลอยู่ในรายงานของกรมราชทัณฑ์ ไม่ได้หมายความว่า ไม่มีผู้กลับมากระทำความผิดซ้ำ โดยเฉพาะความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและความผิดเกี่ยวกับเพศ เนื่องจากข้อมูลของกรมคุมประพฤติชี้ว่า ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2566-2569 มีผู้ถูกเฝ้าระวังที่กลับไปกระทำความผิดซ้ำตามมาตรา 3 ในคดีความผิดเกี่ยวกับเพศหรือที่ใช้ความรุนแรง รวม 12คน หรือร้อยละ 0.23 ของผู้ถูกเฝ้าระวังทั้งหมด
รายงานจากกรมคุมประพฤติระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 24 ม.ค.2566-31 ม.ค.2569 มีการจำแนกผู้ถูกคุมประพฤติรวม 10,347 คน และคณะกรรมการพิจารณากำหนดมาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำ ตามมาตรา 16 โดยพิจารณาไปแล้ว 9,892 คน โดยศาลมีคำสั่งเฝ้าระวังหลังพ้นโทษทั้งหมด ตั้งแต่ปี 2566-2569 จำนวน 5,190 คน เป็นเพศชาย 5,077 คน และเพศหญิงอีก 113 คน โดยมีผู้พ้นมาตรการเฝ้าระวังแล้ว 1,665 คน
ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล อธิบดีกรมคุมประพฤติ กล่าวว่า การกำหนดใช้มาตรการเฝ้าระวังในผู้ถูกเฝ้าระวังแต่ละรายศาลอาจกำหนดให้ใช้มากกว่า 1 มาตรการ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นคดีเกี่ยวกับเพศ และที่ผ่านมาศาลมีคำสั่งให้ใช้มาตรการเฝ้าระวังมากที่สุด 3 อันดับแรก คือ ให้เข้ารายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติมากที่สุด จำนวน 4,412 คน มาตรการห้ามทำกิจกรรมที่เสี่ยงต่อการกระทำผิด 3 ,497 คน และมาตรการห้ามเข้าใกล้ผู้เสียหาย 3,125 คน
สำหรับการใช้กำลังอีเอ็ม (EM) หรืออุปกรณ์ อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว ปัจจุบันศาลมีคำสั่งใช้กับผู้ถูกเฝ้าระวังเฉพาะรายที่เห็นว่า เป็นมาตรการป้องกันความปลอดภัยของผู้เสียหายและสังคม 838 คน มีผู้พ้นมาตรการเฝ้าระวังไปแล้ว 1,665 คน และยังมีผู้ที่ต้องเฝ้าระวังต่อไป 3 ,525 คน
การสกัด “ผู้ถูกเฝ้าระวัง” ไม่ให้กลับไปก่อเหตุสลดซ้ำ โดยเฉพาะคดีอุกฉกรรจ์ คดียาเสพติดและคดีความผิดทางเพศ ไม่ใช่หน้าที่ของใครหรือหน่วยงานใด แต่เป็นเรื่องที่สังคมต้องช่วยกันเป็นยามจับจ้องเพื่อความปลอดภัยร่วมกัน
อ่านข่าว
วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ สะเทือนพลังงานโลก กดดันเงินเฟ้อ-ตลาดหุ้น
ป.ป.ช. รับคดี รันเวย์ VIP หลังชาวบ้านร้องสร้างทับถนนนิคม
ตัดงบอาหาร "สส.-สว." เอกสิทธิ์พิเศษที่ยังแตะไม่ได้
