รู้จัก "ค่าดัชนีความร้อน" เมื่อ "ความรู้สึกร้อน" สูงกว่าอุณหภูมิอากาศที่แท้จริง

ภัยพิบัติ
12:09
จำนวนผู้ชม 1,146
รู้จัก "ค่าดัชนีความร้อน" เมื่อ "ความรู้สึกร้อน" สูงกว่าอุณหภูมิอากาศที่แท้จริง

"อากาศร้อนจัด" หลายคนเดินออกไปข้างนอกอาคาร ต้องพกร่ม-พัดลมจิ๋ว กรมอุตุนิยมวิทยา เตือนวันที่ 30 มี.ค. - 5 เม.ย.นี้ ไทยตอนบน "ร้อนต่อเนื่อง" ส่วนภาคเหนือร้อนจัดหลายพื้นที่ 1 - 5 เม.ย.นี้ แนะเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งช่วงแดดจัด เวลา 11.00-15.00 น.

ขณะกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ออกมายืนยันว่า "ต้นเดือน เม.ย.2569 ดัชนีความร้อนอาจพุ่งสูงถึง 60 องศาฯ" สร้างความกังวลถึงการใช้ชีวิตท่ามกลางสภาพอากาศที่ "ร้อนจัด" แต่อย่าเพิ่งตื่นตระหนัก เพราะ "ค่าดัชนีความร้อน" ไม่ใช่ค่าจากการวัด "อุณหภูมิอากาศ"

ค่าดัชนีความร้อน (Heat Index) คือ อุณหภูมิที่คนเรารู้สึก (Feellike) ได้ในขณะนั้นว่าอากาศร้อนเป็นอย่างไร หรืออุณหภูมิที่ปราฏอยู่ขณะนั้นเป็นเช่นไร โดยค่าดัชนีความร้อน คำนวณมาจากค่าอุณหภูมิอากาศและค่าความชื้นสัมพัทธ์ สามารถนำมาประยุกต์ใช้เพื่อระบุความเสี่ยงที่ร่างกายจะได้รับผลกระทบจากความร้อนได้

ภาพประกอบข่าว รู้จัก

ยกตัวอย่าง กรณีอากาศชื้นและเหงื่อระเหยยาก ทำให้รู้สึกร้อนกว่าค่าจริง เช่น อุณหภูมิ 38 องศาเซลเซียส หากความชื้นต่ำ จะรู้สึก 38 องศาเซลเซียส แต่หากความชื้นสูง อาจรู้สึกถึง 43 องศาเซลเซียส

  • ระดับเฝ้าระวัง ดัชนีความร้อนอยู่ที่ 27-32.9 องศาเซลเซียส อาจเกิดอาการอ่อนเพลีย วิงเวียน คลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัวจากการสัมผัสความร้อน ออกกำลังกาย หรือทำงานกลางอากาศที่ร้อน
  • ระดับเตือนภัย ดัชนีความร้อน 33-41.9 องศาเซลเซียส อาจเกิดตะคริวจากความร้อน เพลียแดด และเสี่ยงภาวะลมแดด
  • ระดับอันตราย ดัชนีความร้อน 42-51.9 องศาเซลเซียส อาจเกิดตะคริวที่น่อง ต้นขา หน้าท้อง หรือไหล่ ทำให้ปวดเกร็ง มีอาการเพลียแดด และเสี่ยงภาวะลมแดด
  • ระดับอันตรายมาก ดัชนีความร้อนมากกว่า 52 องศาเซลเซียส อาจเกิดภาวะลมแดดได้ ต้องหมั่นสังเกตอาการตนเอง โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง ควรลดกิจกรรมกลางแจ้ง หากจำเป็นควรสวมหมวก แว่นกันแดด สวมเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี หากทำงานกลางแจ้งควรทำงานเป็นกลุ่ม จะได้ช่วยเหลือกันได้
ภาพประกอบข่าว รู้จัก

เลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง - ดื่มน้ำบ่อย ๆ ไม่ต้องรอกระหาย

กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เตือนประชาชนรับมืออากาศร้อนช่วงเดือน มี.ค.-เม.ย. เสี่ยงเกิด “ฮีทสโตรก” ซึ่งอาจรุนแรงถึงชีวิต โดยเฉพาะเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ทำงานกลางแจ้ง แนะเลี่ยงแดดจัด ดื่มน้ำสม่ำเสมอ ปรับกิจกรรมทางกายให้เหมาะสม พร้อมย้ำสังเกตอาการผิดปกติและช่วยเหลืออย่างทันท่วงที

พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย อธิบายว่า ฮีทสโตรก เป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ ที่เกิดจากร่างกายได้รับความร้อนมากเกินไป จนไม่สามารถควบคุมอุณหภูมิได้ ทำให้อุณหภูมิร่างกายสูงกว่า 40 องศาเซลเซียส ผู้ป่วยอาจมีอาการตัวร้อนจัด เวียนศีรษะ คลื่นไส้ อ่อนเพลีย ชีพจรเต้นเร็ว รวมถึงอาการทางระบบประสาท เช่น สับสน ซึม หรือหมดสติ หากไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต

หากพบผู้มีอาการสงสัยฮีทสโตรก ควรรีบนำเข้าที่ร่มหรือบริเวณที่อากาศถ่ายเทสะดวก คลายเสื้อผ้า ลดอุณหภูมิร่างกายด้วยการเช็ดตัวหรือประคบเย็น ใช้พัดลมช่วยระบายความร้อน และรีบนำส่งสถานพยาบาล หรือโทรสายด่วนการแพทย์ฉุกเฉิน 1669

ทั้งนี้ แนะนำให้ดื่มน้ำ ดื่มน้ำบ่อย ๆ ไม่ต้องรอให้กระหาย หากอากาศร้อนจัด ให้ดื่มน้ำ 1 แก้ว ทุก ๆ 15-20 นาที และเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ชา กาแฟ และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง, เลี่ยงแดด หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งช่วงเวลา 11.00–15.00 น.

สวมเสื้อผ้าสีอ่อน ระบายอากาศดี ใช้หมวก ร่ม หรือแว่นกันแดด และทาครีมกันแดด SPF 15 ขึ้นไป ก่อนออกกลางแจ้ง พร้อมทั้งสังเกตอาการ หากหน้ามืด เวียนศีรษะ ปวดศีรษะ สับสน คลื่นไส้ หายใจเร็ว ตัวร้อนจัดหรือมีไข้ ให้รีบแจ้งบุคคลใกล้ชิด และหากมีเหตุฉุกเฉินให้รีบติดต่อ 1669

อ่านข่าว :

ตร.จับหญิงวัย 40 ปี พร้อมยึดเครื่องวัดความดันปลอมยี่ห้อดัง มูลค่ากว่า 2 ล้านบาท

พณ.ย้ำขึ้นราคาต้องมีเหตุผล ขออนุญาตก่อน คน.เผย สต็อกยังเพียงพอ

PM2.5 กระทบสุขภาพ ผู้ป่วยเพิ่ม แพทย์แนะวิธีดูแลตัวเอง ป้องกันก่อนป่วย