วันนี้ (31 มี.ค.2569) รศ. ดร.อัจฉรา ชลายนนาวิน คณบดีคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า รัฐบาลและหน่วยงานภาครัฐระดับท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง ควรดำเนิน 5 มาตรการเร่งด่วน เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่กำลังเผชิญกับสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 และไฟป่า ที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นในพื้นที่ภาคเหนือ ทั้ง จ.เชียงใหม่ จ.ลำพูน จ.ลำปาง จ. เชียงราย จ.แม่ฮ่องสอน ฯลฯ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนเป็นอย่างมาก
สำหรับ 5 มาตรการเร่งด่วน ได้แก่ 1. หน่วยงานรัฐในระดับท้องถิ่นต้องเร่งอพยพกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้เป็นโรคภูมิแพ้ เด็ก ฯลฯ ออกจากพื้นที่ที่มีปริมาณ PM 2.5 ในระดับที่ส่งผลกระทบต่อร่างกาย โดยจัดให้มีพื้นที่รองรับที่ปลอดภัย และมีเครื่องฟอกอากาศ 2. ออกประกาศมาตรการให้หน่วยงานในสังกัดรัฐ และโรงเรียนรัฐพิจารณาปฏิบัติงานนอกสถานที่แบบเต็มรูปแบบ (Work From Home) 3. จัดหาหน้ากากอนามัยที่ได้มาตรฐานในการป้องกันมลพิษทางอากาศ เช่น หน้ากาก N95 ฯลฯ ให้ประชาชนโดยไม่มีค่าใช้จ่าย 4. จัดหน่วยตรวจสุขภาพเคลื่อนที่เชิงรุก เพื่อประเมินและติดตามอาการประชาชนอย่างใกล้ชิด 5. สนับสนุนเครื่องฟอกอากาศให้กับสถานที่สาธารณะที่มีความสำคัญ อาทิ โรงพยาบาล
ขณะเดียวกัน ควรพิจารณาดำเนินการอีก 4 เรื่องสำคัญควบคู่กันไปด้วย เพื่อสนับสนุนการแก้ไขปัญหาไฟป่า และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ในระยะสั้น และสร้างกลไกรองรับในระยะยาว
ทั้งนี้ ประกอบด้วย 1. รัฐบาลควรตั้งหน่วยงานกลางระดับท้องถิ่นสำหรับจัดการเรื่องไฟป่าโดยเฉพาะ และเป็นเจ้าภาพที่สามารถเชื่อมโยงการทำงานข้ามหน่วยงานได้ ทั้งกรมป่าไม้ ตำรวจ ทหาร กระทรวงมหาดไทย (มท.) ไปจนถึงสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) เพื่อการจัดการทั้งภายในประเทศ และภายนอกประเทศได้ โดยพิจารณาใช้บทบาทของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรสหรัฐอเมริกา (ICE) เป็นต้นแบบ เนื่องจากไฟป่าคือสาเหตุหลักที่ทำให้เกิด PM 2.5 และทางสำนักป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่า กรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก็เคยให้ข้อมูลว่าส่วนใหญ่ต้นเหตุของไฟป่าก็คือ แรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านที่มาทำไร่เลื่อนลอยในประเทศไทย
“หน่วยงานนี้จะต้องประสานงานได้เลยว่าหน่วยดาวเทียม GISTDA ก็ไปตรวจจับ Hotspot และส่งข้อมูลมา จากนั้นก็ประสานใช้โดรนเข้าไปตรวจพื้นที่เผา ฝั่งตำรวจก็ไปสืบสวนว่าใครเผา และให้มีการลิงก์ข้อมูลเข้าสู่ระบบออนไลน์ และบังคับใช้กฎหมาย ปรับ จับ อย่างเข้มงวดในการดำเนินคดี และทำฐานข้อมูลไว้ หรือถ้าเผาจากประเทศเพื่อนบ้าน ก็อาจมีการประสานกับหน่วยงานของประเทศเพื่อนบ้านในการจัดการ” รศ. ดร.อัจฉรา กล่าว
นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวต่อไปว่า ในส่วนผู้ที่จะมาทำหน้าที่ในศูนย์ดังกล่าว นอกจากเจ้าหน้าที่หลักแล้วให้พิจารณาสร้างเครือข่ายภาคประชาชนให้มาร่วมตรวจตราด้วยอีกส่วน เช่น ตำรวจอาสาจากชุมชน ฯลฯ พร้อมกับช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ เพราะเจ้าหน้าที่หลัก หรือแม้แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ควบคุมไฟป่าเอง รวมถึงทรัพยากรที่จะรองรับภารกิจนี้ในปัจจุบันยังมีไม่เพียงพอ
2. รัฐบาลต้องมีการตั้งกองทุนสำหรับช่วยเหลือ และเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากมลพิษต่างๆ เช่น เป็นเงินเพิ่มเติมสำหรับการดูแลรักษาสุขภาพ หรือเป็นเงินในการจัดงานศพ และเยียวยาให้กับญาติในกรณีที่มีผู้เสียชีวิตจากมลพิษ ฯลฯ เนื่องจากปัญหาที่ส่งผลกระทบทางสุขภาพในกรณีนี้เป็นผลกระทบจากภายนอก (Externality) ไม่ใช่เพราะพฤติกรรมของผู้ได้รับผลกระทบเอง โดยแหล่งที่มาของงบประมาณกองทุนให้ใช้กลไกภาษีมลพิษในการจัดเก็บกับโรงงานที่ปล่อยมลพิษ
3. ควรทำให้หน้ากากอนามัยที่ประสิทธิภาพในการป้องกันมลพิษทางอากาศเป็นสิ่งที่ประชาชนทุกคนเข้าถึงได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเฉกเช่นเดียวกับถุงยางอนามัยที่มีการแจกตามห้องน้ำ หรือสถานบริการสุขภาพของรัฐ
“เมื่อก่อนรัฐจะให้โรงงานทำกิจกรรม (CSR) เพื่อมาใช้หักภาษีได้ แต่โรงงานเหล่านั้นก็มักจะทำกิจกรรมช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม เช่น ทำโรงไฟฟ้าก็จะช่วยเหลือเฉพาะชุมชนโดยรอบ เพื่อป้องกันความขัดแย้ง ฉะนั้นหลังจากนี้ต้องเปลี่ยนทิศทาง หรือพิจารณาเงื่อนไขในการที่จะนำเงินจากโรงงานที่ก่อมลพิษ มาใช้สนับสนุนช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบได้หลายกรณีมากขึ้นหรือการลดมลพิษ อย่างในญี่ปุ่นที่โรงงานมีการลงทุนกับเครื่องกรองอากาศขนาดใหญ่จนทำให้ไม่มีมลพิษออกสู่สาธารณะ และยังสามารถเปลี่ยนแปลงพลังงานความร้อนตรงนี้ให้กลายเป็นพลังงานไฟฟ้าในโรงงานได้ด้วย ”รศ. ดร.อัจฉรา กล่าว
4. รัฐบาลต้องยกระดับเทคโนโลยีดาวเทียมในการรายงานจุดความร้อน จุดเกิดไฟไหม้ โดยอาจใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาช่วยวิเคราะห์จุดเกิดเหตุ และความเสียหายที่จะเกิดจากไฟไหม้พร้อมกับเพิ่มศักยภาพของกำลังคนให้สามารถวางแผนในการจัดการไฟป่าได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ในระดับความเร็วที่ใกล้เคียงกับเวลาจริงที่สุด (Real-time) เหมือนในหลายประเทศฝั่งยุโรปเพื่อทำให้การจัดการไฟป่ามีประสิทธิภาพมากขึ้น
ราคาทองคำ พุ่ง +700 บาท “รูปพรรณ” ขายออก 72,000 บาท
ประกาศสำนักนายกฯให้ "ปกรณ์" พ้นตำแหน่ง "เลขาฯ คกก.กฤษฎีกา"
PM2.5 กระทบสุขภาพ ผู้ป่วยเพิ่ม แพทย์แนะวิธีดูแลตัวเอง ป้องกันก่อนป่วย
แท็กที่เกี่ยวข้อง:
