วันนี้ (22 เม.ย.2569) สำนักข่าวบีบีซี รายงานว่า นายโกห์ มีอาห์ เกียต ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Karex ผู้ผลิตถุงยางอนามัยรายใหญ่ที่สุดของโลก กล่าวว่า บริษัทจะขึ้นราคาผลิตภัณฑ์สูงสุดถึง 30% หรืออาจมากกว่านั้น หากสงครามในอิหร่านยังคงส่งผลกระทบ ต่อการจัดหาวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตสินค้า ทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก นับตั้งแต่เริ่มสงคราม
บริษัทดังกล่าว ตั้งอยู่ในประเทศมาเลเซีย ผลิตถุงยางอนามัยมากกว่า 5 พันล้านชิ้นต่อปี และเป็นผู้จัดจำหน่ายให้กับแบรนด์ชั้นนำระดับโลกมากมาย รวมถึงระบบสาธารณสุขของรัฐ เช่น NHS ของสหราชอาณาจักร
นายโกห์ เปิดเผยว่า บริษัท Karex พึ่งพาวัตถุดิบที่ได้จากน้ำมัน รวมถึงแอมโมเนีย ซึ่งใช้ในการถนอมน้ำยาง และสารหล่อลื่นที่ทำจากซิลิโคน ในขณะที่ความต้องการถุงยางอนามัยเพิ่มขึ้นประมาณ 30% ในปีนี้ เมื่อมาพบปัญหาต้นทุนค่าขนส่งที่สูงขึ้น และความล่าช้าในการจัดส่ง ทำให้เกิดปัญหาการขาดแคลนมากขึ้น
"ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก ความจำเป็นในการใช้ถุงยางอนามัยยิ่งมากขึ้น เพราะคุณไม่แน่นอนกับอนาคตของคุณ ว่าคุณจะยังมีงานทำในปีหน้าหรือไม่ ถ้าคุณมีลูกตอนนี้ คุณก็จะมีปากท้องที่ต้องเลี้ยงดูเพิ่มอีกคน" โกห์ กล่าวกับ บีบีซี
สำนักข่าวบีบีซี รายงานด้วยว่า การพุ่งขึ้นของราคาถุงยางอนามัย เน้นย้ำให้เห็นว่าสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน ซึ่งสั่นคลอนตลาดพลังงานโลกไปแล้ว กำลังผลักดันให้ราคาสินค้าอื่นๆ สำหรับผู้บริโภคสูงขึ้นด้วย โดยเฉพาะราคาตั๋วเครื่องบินพุ่งสูงขึ้น โดยตั๋วชั้นประหยัดราคาถูกที่สุดมีราคาสูงขึ้นเฉลี่ย 24% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว จากการวิจัยล่าสุด
ขณะเดียวกันการหยุดชะงักของการขนส่งสินค้าผ่านอ่าวเปอร์เซีย ส่งผลให้ราคาปุ๋ยสูงขึ้นและเกิดการขาดแคลนฮีเลียม ซึ่งเป็นสารที่ใช้ผลิตชิปคอมพิวเตอร์ ส่วนอุตสาหกรรมน้ำดื่มบรรจุขวดก็กำลังเผชิญกับแรงกดดันเช่นกัน เนื่องจากผู้ผลิตประสบปัญหาในการจัดหาวัตถุดิบ
อ่านข่าว
อั้นไม่ไหว พาณิชย์ไฟเขียว ขึ้นราคาน้ำมันปาล์มขวด 1-2 บาท เป็น 49-50 บาท
"น้ำมัน-สบู่" เตรียมขึ้นราคา กรมการค้าภายในรับมีแจ้งปรับราคาจริง
