"บิ๊กเต่า" ลั่นทำตามหน้าที่ ปัดข่มขู่ "โทน บางแค" คดีพระเครื่อง 2 พันล้าน

อาชญากรรม
19:18
จำนวนผู้ชม 480
"บิ๊กเต่า" ลั่นทำตามหน้าที่ ปัดข่มขู่ "โทน บางแค" คดีพระเครื่อง 2 พันล้าน
"บิ๊กเต่า" ชี้แจงกรณีถูก "โทน บางแค" แจ้งความข่มขู่บังคับหนี้ ยันทำหน้าที่เพียงคนกลางเจรจาไกล่เกลี่ยคดีฉ้อโกงพระเครื่องมูลค่า 2 พันล้านบาท ขณะที่ผู้เสียหาย "มาดามเก่ง" ยืนยันไม่มีการข่มขู่ และเสียใจที่ตำรวจถูกพาดพิง

วันนี้ (6 พ.ค.2569) พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (รอง ผบช.ก.) ออกมาชี้แจงอย่างเป็นทางการกรณีถูก นายโทนทอง สุขแก่น หรือ "โทน บางแค" เซียนพระเครื่องชื่อดัง แจ้งความดำเนินคดีในข้อหาข่มขู่บังคับให้ชำระหนี้ ยืนยันว่า ตนเข้าไปเกี่ยวข้องเพียงในฐานะ คนกลางในการเจรจาไกล่เกลี่ย ระหว่างผู้เสียหายกับผู้ถูกกล่าวหาเท่านั้น ไม่ได้ใช้อำนาจหน้าที่ในทางมิชอบแต่อย่างใด

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ เปิดเผยลำดับเหตุการณ์คดีฉ้อโกงพระเครื่อง ที่กำลังกลายเป็นคดีใหญ่ โดยคดีนี้เริ่มต้นจากผู้เสียหาย เข้าร้องเรียนต่อกองบังคับการปราบปรามตั้งแต่ต้นปี 2568 ว่าถูกกลุ่มเซียนพระเครื่อง หลอกลวงซื้อขายและเช่าพระเครื่อง มูลค่าความเสียหายเริ่มต้นกว่า 1,000 ล้านบาท ตำรวจจึงเริ่มสืบสวนและทยอยแจ้งข้อกล่าวหา ผู้เกี่ยวข้องอย่างน้อย 7 คน

ต่อมาในปี 2569 พนักงานสอบสวนพบหลักฐานเพิ่มเติมว่า มีผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดอย่างน้อย 8-9 คน รวมถึง นายโทนทอง สุขแก่น ซึ่งถูกระบุว่าเป็นหนึ่งในผู้ต้องสงสัยหลัก มูลค่าความเสียหายทั้งหมดในคดีนี้เพิ่มขึ้นเป็น มากกว่า 2,000 ล้านบาท ปัจจุบันตำรวจออกหมายเรียกผู้ต้องหาในข้อหาฉ้อโกงและ พ.ร.บ.เช็คฯ แล้วอย่างน้อย 2 คน และนายโทนทองจะเป็นบุคคลที่ 3

เมื่อนายโทนทองทราบว่า จะถูกดำเนินคดี จึงประสานขอเข้าพบเพื่อชี้แจงและเจรจาไกล่เกลี่ยปัญหาหนี้สิน เมื่อวันที่ 17 เม.ย.2569 ณ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง โดยมี "ป๋อง สุพรรณ" เป็นผู้ประสานงาน พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ยืนยันว่า การประชุมครั้งนั้นเป็นการเจรจาอย่างสงบ ไม่มีการข่มขู่หรือบังคับใด ๆ ตามที่นายโทนทองกล่าวอ้าง

ด้านผู้เสียหายหลัก "มาดามเก่ง" น.ส.ดรณ์ เทียนถาวรวงษ์ พร้อมทนายความ ให้สัมภาษณ์ชี้แจงข้อเท็จจริง โดยระบุว่า คดีเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2565 เริ่มจากการขายรถยนต์หรูมูลค่า 18 ล้านบาท ให้กับนายโทนทอง ซึ่งตกลงชำระด้วยเช็ค 10 ใบ ต่อมาเกิดปัญหาเช็คเด้ง และมีการซื้อขายสินค้าแบรนด์เนมต่อเนื่อง

น.ส.ดรณ์ กล่าวว่า ต่อมานายโทนทองมาขอยืมเงิน 100 ล้านบาท อ้างว่าจะนำไปผลิตกล้องส่องพระ โดยนำตึกมูลค่า 100 ล้านบาท มาค้ำประกัน แต่ภายหลังประเมินจริงพบมูลค่าเพียง 60 ล้านบาทเท่านั้น รวมทั้งการเช่าพระเครื่องและการทำธุรกรรมต่าง ๆ ล้วนจ่ายด้วยเช็ค ที่ไม่สามารถขึ้นเงินได้

โดยพฤติการณ์ที่เป็นขบวนการคือ เซียนพระกลุ่มแรกจะนำพระมาขายให้ผู้เสียหายในราคาสูง เช่น 50 ล้านบาท จากนั้นจะมีเซียนพระอีกกลุ่ม ทำทีมาขอซื้อต่อในราคา 70 ล้านบาท เพื่อให้ผู้เสียหายหลงเชื่อว่าจะได้กำไร แต่เมื่อตกลงขายกลับจ่ายเป็นเช็คเด้ง และเมื่อผู้เสียหายทวงถาม ก็จะอ้างว่าพระติดจำนำอยู่ ต้องให้ผู้เสียหายควักเงินไปไถ่ออกมาเอง อีกรอบวนเวียนเช่นนี้จนความเสียหายเฉพาะในส่วนของนายโทนทองสูงถึง 300 ล้านบาท

การนัดเจรจาในวันที่ 17 เม.ย. มีการทำสัญญารับสภาพหนี้ และตกลงชำระคืน โดยนายโทนทองขอกลับไปรวบรวมทรัพย์สิน และนัดหมายใหม่วันที่ 24 เม.ย.

น.ส.ดรณ์ ยืนยันชัดเจนว่า ไม่มีการข่มขู่หรือบังคับ แต่อย่างใด และรู้สึกเสียใจอย่างยิ่งที่การกระทำของนายโทนทองทำให้ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ซึ่งเป็นผู้ช่วยไกล่เกลี่ย ถูกกล่าวหาและได้รับความเสียหาย

รอง ผบช.ก. กล่าวว่า หลังจากถูกกล่าวหาและได้รับความเสียหายในชื่อเสียง อาจพิจารณาแจ้งความดำเนินคดีกับนายโทนทอง ในข้อหาหมิ่นประมาทหรือกล่าวเท็จ เพื่อรักษาความบริสุทธิ์ของกระบวนการยุติธรรม ขณะที่ผู้เสียหายจะเดินทางไปให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับสื่อมวลชน ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ในวันพรุ่งนี้ (7 พ.ค.2569)

อ่านข่าวอื่น :

"กรมประมง" ยืนยันผลตรวจปลากระป๋องเป็น "ปลานิล" ไม่ใช่ปลาหมอคางดำ

มหาดไทย สั่งผู้ว่าฯ 31 จว.ชายแดน เข้มงวดสกัดลักลอบ นำเข้า-ส่งออกสินค้า

สหรัฐฯ-อิหร่าน จ่อยุติศึก ร่างบันทึกเงื่อนไข คว่ำบาตร-ฮอร์มุซ-นิวเคลียร์