วันนี้ (7 พ.ค.2569) CNN รายงานข่าว มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ มีกำหนดการเข้าเฝ้าสมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ซึ่งถือเป็นการเผชิญหน้ากันในระดับสูงสุดระหว่างรัฐบาลวอชิงตันและคริสตจักรคาทอลิก ท่ามกลางช่วงเวลาที่ความสัมพันธ์ทวิภาคีตกต่ำที่สุดในรอบหลายทศวรรษ
ชนวนเหตุของความตึงเครียดครั้งนี้ เริ่มต้นจากการที่ ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 อย่างเผ็ดร้อน โดยทรัมป์แสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงหลังจากที่องค์พระสันตะปาปาทรงแสดงจุดยืนคัดค้านปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ในอิหร่าน รวมถึงการที่พระองค์ทรงให้ความสำคัญกับสิทธิของผู้อพยพและผู้ลี้ภัย ซึ่งสวนทางกับนโยบายของรัฐบาลทรัมป์อย่างสิ้นเชิง
ทรัมป์ได้ใช้แพลตฟอร์มทรูธโซเชียลโจมตีพระองค์ว่า อ่อนแอในเรื่องอาชญากรรม และย่ำแย่ในเรื่องนโยบายต่างประเทศ พร้อมทั้งแนะนำให้โป๊ปเลโอเลิกเอาใจฝ่ายซ้ายจัดและหันมาใช้สามัญสำนึกในการบริหารคริสตจักรเสียใหม่ วิวาทะครั้งนี้ถือเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เพราะไม่เคยมี ปธน.สหรัฐฯ คนใดออกมาวิจารณ์ประมุขแห่งคริสตจักรคาทอลิกด้วยถ้อยคำที่รุนแรงและเป็นส่วนตัวขนาดนี้
ทางด้านสมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ทรงตอบโต้อย่างสงบนิ่งแต่หนักแน่นว่า พระองค์ไม่ความเกรงกลัวต่อรัฐบาลทรัมป์ และจะยังคงเทศนาเรื่องสันติภาพต่อไป โดยยืนยันว่าพันธกิจของศาสนจักรคือการประกาศข่าวดีและสร้างความสงบสุข ไม่ใช่การมานั่งโต้เถียงทางการเมืองกับผู้นำประเทศใด ๆ
อย่างไรก็ตาม ความตึงเครียดได้ขยายวงกว้างไปสู่ชาติพันธมิตรในยุโรป โดยเฉพาะอิตาลี ที่รัฐมนตรีต่างประเทศออกมาตำหนิว่าการโจมตีองค์พระสันตะปาปานั้นเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้
ภารกิจของ มาร์โก รูบิโอ ในครั้งนี้จึงถูกจับตามองว่าเป็น "ปฏิบัติการดับไฟ" แม้เจ้าตัวจะให้สัมภาษณ์กับสื่อว่าการมาเยือนครั้งนี้เป็นเพียงการสานสัมพันธ์ตามปกติ แต่หลายฝ่ายเชื่อว่านี่คือความพยายามที่จะลดอุณหภูมิทางการเมือง และเป็นการเยียวยาจิตใจชาวคาทอลิกในสหรัฐฯ ที่รู้สึกไม่สบายใจกับการกระทำของประธานาธิบดี โดยเฉพาะหลังจากที่ทรัมป์โพสต์ภาพ AI ของตนเองในลักษณะที่ดูคล้ายพระเยซู ซึ่งถูกมองว่าเป็นเรื่องลบหลู่ศาสนา
ประเด็นหลักที่รูบิโอจะนำเข้าหารือกับโป๊ปเลโอและพระคาร์ดินัล ปิเอโตร พาโรลิน เลขาธิการรัฐวาติกัน ครอบคลุมตั้งแต่สถานการณ์ในอิหร่านที่ยังคงเปราะบาง ไปจนถึงประเด็นเรื่อง "คิวบา" ซึ่งวาติกันมีบทบาทสำคัญในการเป็นคนกลางเจรจาช่วยเหลือตัวประกันและส่งมอบความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม
รัฐบาลสหรัฐฯ หวังจะใช้บารมีของศาสนจักรในการกดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในคิวบาอย่างสันติ รวมถึงการขอความร่วมมือในการปกป้องกลุ่มคริสเตียนที่ถูกประทุษร้ายในทวีปแอฟริกา
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ด้านวาติกันมองว่า โป๊ปเลโอที่ 14 จะทรงต้อนรับรูบิโอด้วยไมตรีจิตในฐานะชาวคาทอลิกที่เคร่งครัด แต่ศาสนจักรจะระมัดระวังเป็นพิเศษเพื่อไม่ให้ถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองในการหาเสียงเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ที่กำลังจะมาถึง
การพบกันครั้งนี้จึงเป็นบททดสอบสำคัญของ มาร์โก รูบิโอ ว่าจะสามารถใช้วาทศิลป์ทางการทูตเพื่อเชื่อมประสานรอยร้าวที่ทรัมป์ทิ้งไว้ได้แนบเนียนเพียงใด ท่ามกลางสายตาของคริสตชนหลายล้านคนทั่วโลกที่กำลังเฝ้ามอง
อ่านข่าวอื่น :
พ่อเมืองเชียงรายสั่ง "แม่สาย" เฝ้าระวัง รับมือน้ำหลาก-น้ำท่วม 8-10 พ.ค.นี้
พปชร.ไม่ส่งตัวแทนชิงผู้ว่าฯ กทม. เปิดทาง "ม.ล.กรกสิวัฒน์" ลงอิสระแทน
"บิ๊กโจ๊ก" เข้ากองปราบ ปฏิเสธคดีทำร้ายร่างกาย ขอสื่ออย่าโยงเซียนพระ
