ฝ่ายค้าน ยื่น “โสภณ” ส่งคำร้องให้ “ศร.” วินิจฉัย พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

การเมือง
13:10
จำนวนผู้ชม 63
ฝ่ายค้าน ยื่น “โสภณ” ส่งคำร้องให้ “ศร.” วินิจฉัย พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน
Botnoi Voice
ฝ่ายค้าน ยื่น “โสภณ” ส่งคำร้องไป ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านชอบด้วย รธน.ม.172 หรือไม่

วันนี้ (11 พ.ค.2569) นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยื่นหนังสือถึงนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้ส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 172 วรรคหนึ่ง หรือไม่

นายโสภณ กล่าวว่า มีหน้าที่ในการดำเนินการตามกฎหมาย โดยมีเวลา 3 วัน ในการตรวจสอบคำร้องก่อนยื่นไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งยังไม่สามารถตอบได้ว่า จะยื่นก่อนวันที่ 14 พ.ค.นี้ที่จะมีวาระการพิจารณาของสภาฯ รับทราบเกี่ยวกับการตรา พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพียงแต่ยืนยันว่า จะดำเนินการโดยเร็ว

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า พรรคประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ พรรคเสรีรวมไทย และพรรคร่วมฝ่ายค้าน ได้เข้าชื่อยื่นคำร้องต่อประธานสภาฯ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 173 เพื่อส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัยว่า พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 172 วรรคหนึ่ง หรือไม่

วันนี้ได้ยื่นหนังสือต่อประธานสภาฯ โดยอยากย้ำอีกครั้งว่า สิ่งที่ต้องการให้ประชาชนช่วยกันตรวจสอบในขณะนี้ คือ การทำหน้าที่ของรัฐบาลว่า มีความพยายามในการสอดไส้เงินกู้ 2 แสนล้านบาท ที่มองว่า ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เนื่องจากไม่ได้มีความจำเป็นเร่งด่วนในส่วนเงินกู้ 2 แสนล้านบาท ที่เป็นการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานหรือไม่ โดยให้มาอยู่ใน พ.ร.ก.เงินกู้ฉบับนี้ โดยเอาเรื่องเงินเยียวยาเป็นตัวประกัน ซึ่งอยู่ในเนื้อหาตามคำร้องที่ยื่นต่อประธานสภาฯ

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เนื้อหาในคำร้องมีข้อมูลหลายส่วนประกอบกันเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาเช่นแผน PDP หรือแผนเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน ซึ่งเป็นข้อมูลข้อเท็จจริงที่เชื่อว่าหากศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยจะเห็นว่า การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานสามารถทำในระบบงบประมาณรายจ่ายประจำปีได้ ไม่มีเหตุผลหรือความจำเป็นที่จะต้องออก พ.ร.ก.กู้เงิน ในลักษณะนี้ ซึ่งสอดคล้องกันนี้ฝ่ายค้านก็เห็นว่า การออกมาตรการเยียวยาไม่จำเป็นต้องออก พ.ร.ก.กู้เงิน หรือใช้มาตรการลดภาษีสรรพสามิตได้

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า กฎหมายมีผลบังคับใช้ไปแล้ว นับตั้งแต่การประกาศในราชกิจจานุเบกษา แต่ในคำร้องขอให้ศาลฯได้วินิจฉัยหรือมีคำสั่งในเบื้องต้น หากรับคำร้องพิจารณาเนื่องจากว่า พ.ร.ก. ฉบับนี้เป็น พ.ร.ก.กู้เงิน ดังนั้นหากรัฐบาลดำเนินการกู้เงินและใช้จ่ายเงินไปก่อน แล้วศาลฯ มีคำวินิจฉัยภายหลังว่า พ.ร.ก.ฉบับนี้ไม่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ต้น อาจจะมีผลตามมาได้เพราะตกลงเงินที่ใช้ไปก่อนจะดำเนินการอย่างไร จะเรียกคืนหรือไม่

ดังนั้นในคำร้องพยายามใส่ให้มีความรัดกุม และให้ศาลฯ มีคำกล่าวมาเฉพาะหน้าว่า จะระงับการเบิกจ่ายในส่วนก้อน 2 แสนล้านบาท ที่เห็นว่า ไม่ได้มีความจำเป็นเร่งด่วนหรือไม่

และชี้แจงว่า ตามคำร้องตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ มาตรา 173 พิจารณาคำร้องเป็น พ.ร.ก.รายกรณี โดยยืนยันว่า พยายามเขียนคำร้องอย่างรอบคอบ และอ้างอิงว่า ที่ผ่านมาศาลฯ เคยมีปัญหาที่สังคมตั้งข้อสังเกต เกี่ยวกับการเขียนวินิจฉัยของศาลที่มีผลผูกพันทุกองค์กร บางทีไปก้าวล่วงขอบเขตอำนาจของฝ่ายบริหารหรือไม่ เช่น คำวินิจฉัยเกี่ยวกับการทำถนนลูกรังให้หมดในประเทศนี้ก่อนที่จะสร้างรถไฟความเร็วสูงได้

ดังนั้นจากการหารือของพรรคการเมืองฝ่ายค้าน พยายามเขียนคำร้องให้รัดกุม รอบคอบ เพื่อใช้อำนาจในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติเสียงข้างน้อยถ่วงดุลฝ่ายบริหาร และป้องกันไม่ให้มีการใช้อำนาจของศาลฯ ที่เกินขอบเขตที่ควรจะเป็น

นายณัฐพงษ์ อ้างอิงการร้องตามรัฐธรรมนูญมาตรา 173 ที่ระบุว่า ร้องได้ตามวรรคหนึ่ง แต่เหตุความจำเป็นเร่งด่วนที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ จะต้องรอกับวรรคหนึ่งที่เป็นเรื่องของความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

ดังนั้น การเขียนคำร้องเป็นไปตามบทบัญญัติ แต่เรื่องเหตุผลประกอบจำเป็นหรือไม่ ที่จะต้องกู้ 2 แสนล้านบาท ด้วยเหตุผลของการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานด้วยการ พ.ร.ก.กู้เงิน จำเป็นเร่งด่วนที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้จริงหรือไม่ หรือควรที่จะทำในระบบงบประมาณปกติ และกว่าจะเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานได้ ต้องใช้เวลาอีกหลายปี ซึ่งการดำเนินการผ่านงบประมาณปกติก็ไม่ได้ทำให้ความมั่นคงทางเศรษฐกิจแย่ลงหรือมีความเสี่ยง

หัวหน้าพรรคประชาชนเปิดเผยว่า จะมีการเสนอญัตติตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญในการติดตามการใช้จ่ายงบประมาณตาม พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท คาดหวังว่า ไม่ต้องการให้รัฐบาลโหวตคว่ำไม่ให้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ เพราะสิ่งที่พยายามมาตั้งคำถาม คือ การอาศัยอำนาจตาม พ.ร.ก. และมีคณะกรรมการมาคัดกรองไม่กี่ชั้น ต่างกับการใช้งบประมาณในกระบวนการปกติที่มีการตั้งคำขอและพิจารณาผ่านสภาฯ ดังนั้นหากรัฐบาลไม่ได้มีเจตนาปกปิดหรือสอดไส้ หรือ ตีเช็คเปล่า หรือลัดขั้นตอนปกติ ก็ไม่ได้มีความจำเป็นที่รัฐบาลจะต้องโหวตคว่ำในมติการตั้งกรรมการวิสามัญในครั้งนี้

นายกรณ์ จาติกวณิช กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์ได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับการออก พ.ร.ก.ฉบับดังกล่าว โดยย้ำให้ประชาชนทำความเข้าใจว่า การกู้ยืมเงินโดยรัฐบาลถือเป็นเรื่องปกติ มีกฎหมายเปิดช่องให้รัฐบาลที่ขาดดุลงบประมาณสามารถกู้เงินแก้ปัญหาเศรษฐกิจดูแลเยียวยาประชาชนได้ แต่การกู้มีข้อจำกัดโดยปกติทุกรัฐบาลขาดดุลได้ ตามกฎหมายหนี้สาธารณะ ซึ่งในปี 2570 รัฐบาลเตรียมเสนองบประมาณขาดดุลมากถึง 8 แสนล้านบาท เป็นไปตามเงื่อนไขของกฎหมาย แต่รัฐธรรมนูญเปิดให้ทุกรัฐบาลในกรณีที่มีวิกฤตทางเศรษฐกิจ ตามมาตรา 172

ถ้าไม่ใช้เงินโดยเร่งด่วนจะมีผลต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และกรณีเร่งด่วนอันหลีกเลี่ยงไม่ได้ประเด็นนี้ คือ เรื่องที่พรรคการเมืองฝ่ายค้านเห็นว่า จะต้องมีการตรวจสอบว่า นอกจากการขาดดุลงบประมาณที่สูงที่สุด รัฐบาลมีเจตนาที่ออก พ.ร.ก.กู้เงิน เพิ่มเติมสอดคล้องกับกฎหมายหรือไม่ ซึ่งจากการศึกษาเปรียบเทียบกับการออก พ.ร.ก. ในอดีตที่ผ่านมา ที่เกิดขึ้นในช่วงวิกฤติ จึงมีข้อสรุปว่าการออก พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้าน ของรัฐบาลนี้ไม่สอดคล้องกับเงื่อนไขที่กำหนดไว้

นายกรณ์ ยังกล่าวถึงคำร้องนอกจากการขยายความว่า ผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจเป็นเงื่อนไขสำคัญ นอกจากนั้นคือ กรณีความจำเป็นเร่งด่วนที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ และการที่มีการกำหนดบทบัญญัติไว้มีนัย และมีความหมายสำคัญ โดยเฉพาะหากศึกษา มาตรา 53 ในกฎหมายวินัยการเงินการคลัง ระบุชัดเจนเกี่ยวกับการออก พ.ร.ก.ว่า จะทำได้ในกรณีจำเป็นเร่งด่วนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะฉะนั้นประเด็นนี้มีนัยสำคัญแน่นอน ต้องลองไปเปรียบเทียบในอดีตการออก พ.ร.ก. ในช่วงปี 2540 วิกฤตต้มกุ้ง ปี 2552 วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ หรือ 2563 วิกฤติสถานการณ์โควิด-19

อ่านข่าว :

หนุนพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน หอการค้าไทย ชี้จำเป็นต้องยกเครื่องประเทศไทย

ด่วน! ราชกิจจาฯ ประกาศใช้ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท แก้วิกฤตพลังงาน

นายกฯ เผย ทูลเกล้าฯ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท แล้ว

"กรณ์" เผยคุย ปชน.แล้ว จ่อยื่น ปธ.สภาฯ ส่ง ศร.ตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

"อนุทิน" ลงนาม พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ยันดูแลไม่ให้ใช้ผิดประเภท