"เชียงใหม่" เป็นที่รู้จักของคนทั่วโลก
เชียงใหม่จะเป็นที่รู้จักของคนทั้งโลกมากกว่านี้ หลังสภาการโบราณสถานระหว่างประเทศ หรืออิโคโมส คณะผู้เชี่ยวชาญด้านอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมและที่ปรึกษาของยูเนสโก และคณะกรรมการมรดกโลก จะเดินทางมาตรวจแหล่งมรดกเชียงใหม่ ช่วงต้นเดือนสิงหาคม เพื่อพิจารณารองรับขึ้นทะเบียนเชียงใหม่เป็นมรดกโลก มิ.ย.2570
ศุภฤกษ์ ภาวิไล เลขาธิการสภาเมืองเชียงใหม่ และเลขานุการคณะทำงานเร่งรัดการขับเคลื่อนนำเสนอแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่เป็นมรดกโลก กล่าวกับไทยพีบีเอสภาคเหนือ ระหว่างบรรยายให้กับชมรมมัคคุเทศก์ จ.เชียงใหม่ ในแผนการสร้างการรับรู้และมีส่วนรวมกับภาคส่วนต่างๆขับเคลื่อน “เชียงใหม่ สู่มรดกโลก”
ศุภฤกษ์ กล่าวว่า จ.เชียงใหม่ได้เสนอ 8 แหล่งมรดกวัฒนธรรม ภายใต้ชื่อ “อนุสรณ์สถานแหล่งต่างๆ และภูมิทัศน์วัฒนธรรมของเชียงใหม่ นครหลวงแห่งล้านนา” เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมมีมนุษย์เข้ามาใช้พื้นที่ทำกิจกรรม ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน
คณะทำงานเร่งรัดการขับเคลื่อนนำเสนอแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่เป็นมรดกโลก มีนายบวรเวท รุ่งรุจี อดีตอธิบดีกรมศิลปากร เป็นประธานคณะทำงานฯ และ ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นรองประธานฯ ขับเคลื่อนชุดนี้ตามคำสั่งจังหวัดเชียงใหม่ และมี ศ.ดร.ศักดิ์ชาย สายสิงห์ ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ด้านศิลปะมาร่วมจัดทำเอกสารเสนอเชียงใหม่เป็นมรดกโลก ซึ่งเอกสารได้ผ่านยูเนสโก และอยู่ระหว่างการรอตรวจคณะกรรมการฯที่จะลงพื้นที่เชียงใหม่
เกณฑ์นำเสนอ "เชียงใหม่" สู่มรดกโลก
ศุภฤกษ์ กล่าวว่า การนำเสนอเชียงใหม่เป็นมรดกโลก เข้าหลักเกณฑ์ ข้อ 2-3 คือ
เกณฑ์ข้อ 2 แสดงให้เห็นพัฒนาการในการสร้างเมือง คติความเชื่อในทางพระพุทธศาสนาแบบเถรวาท ที่รับอิทธิพลศิลปะหริภุณชัย ศิลปะพุกาม และศิลปะสุโขทัย ที่ผสมผสานอย่างลงตัวและสวยงาม จนพัฒนาเป็นเอกลักษณ์ของตนเองที่เรียกว่า “ศิลปะล้านนา” ที่ยังคงอยู่จนถึงปัจจุบัน
และ
เกณฑ์ข้อ 3 เมืองเชียงใหม่ เป็นตัวแทนของเมืองโบราณในประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมล้านนา เรียกว่า “อาณาจักรล้านนา” เจริญอยู่ในเขตภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย มีเชียงใหม่เป็นเมืองหลวง พบหลักฐานโบราณคดีและประติมากรรมที่มีรูปแบบเดียวกัน และให้เห็นถึงการอยู่ร่วมกัน การนับถือพุทธศาสนาแบบเถรวาท ที่แสดงออกทางด้านสถาปัตยกรรม ประติมากรรม และงานประณีตศิลป์ และขนบธรรมเนียม ประเพณีที่มีลักษณะของตัวเอง มีการพัฒนาและปรับปรุงอย่างต่อเนื่องไม่ขาดช่วงมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 19 จนถึงปัจจุบัน
ศุภฤกษ์ ภาวิไล เลขาธิการสภาเมืองเชียงใหม่ และเลขานุการคณะทำงานเร่งรัดการขับเคลื่อนนำเสนอแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่เป็นมรดกโลก
แหล่งมรดกวัฒนธรรมที่ขอขึ้นทะเบียนมรดกโลก
ศุภฤกษ์ กล่าวว่า คณะกรรมการฯ ได้แบ่งอนุสรณ์สถานแหล่งต่างๆ และภูมิทัศน์วัฒนธรรมของเชียงใหม่ นครหลวงล้านนา เป็นมรดกวัฒนธรรมแบบต่อเนื่อง จำนวน 3 องค์ประกอบ ที่มีความสัมพันธ์และเกี่ยวข้องกัน ตั้งอยู่ในเขตภาคเหนือตอนบน ซึ่งมีพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่สูง สลับกับที่ราบลุ่มนํ้าแหล่งมรดกวัฒนธรรมทั้ง 3 องค์ประกอบ ตั้งอยู่บริเวณที่ราบลุ่มแม่นํ้าปิง
ประกอบด้วย 1. เมืองเชียงใหม่และโบราณสถานสำคัญภายในเมือง 2. โบราณสถานวัดอุโมงค์ สวนพุทธธรรม และวัดพระธาตุดอยสุเทพฯ ภายในเมือง : วัดเชียงมั่น วัดเจดีย์หลวงฯ วัดพระสิงห์ฯ และนอกเมือง : วัดสวนดอก 3.โบราณสถานวัดมหาโพธาราม (วัดเจ็ดยอด)
ทั้ง 3 องค์ประกอบ อยู่ในเขต อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่
แหล่งมรดกวัฒนธรรม อนุสรณ์สถานแหล่งต่างๆและภูมิทัศน์วัฒนธรรมของเชียงใหม่ นครหลวงล้านนา
อนุสรณ์สถานแหล่งต่างๆ และภูมิทัศน์วัฒนธรรมของเชียงใหม่ นครหลวงแห่งล้านนา ที่ขอขึ้นทะเบียนมรดกโลกปี 2570
อนุสรณ์สถานแหล่งต่างๆ และภูมิทัศน์วัฒนธรรมของเชียงใหม่ นครหลวงแห่งล้านนา ที่ขอขึ้นทะเบียนมรดกโลกปี 2570
ที่ตั้งและขอบเขตแหล่งมรดกวัฒนธรรม
องค์ประกอบที่ 1 ลักษณะของแหล่งมรดกวัฒนธรรม
1. เมืองเชียงใหม่และโบราณสถานที่สำคัญภายในเมือง ประกอบด้วย คูเมืองกำแพงเมือง, วัดเชียงมั่น, วัดพระสิงห์, วัดเจดีย์หลวง, โบราณสถานที่สำคัญนอกเมือง วัดสวนดอก
ที่ตั้งและขอบเขตแหล่งมรดกวัฒนธรรม องค์ประกอบที่ 1
ที่ตั้งและขอบเขตแหล่งมรดกวัฒนธรรม องค์ประกอบที่ 2 วัดพระธาตุดอยสุเทพ และวัดอุโมงค์ฯ
ที่ตั้งและขอบเขตแหล่งมรดกวัฒนธรรม องค์ประกอบที่ 3 วัดเจ็ดยอดฯ
ส่วนข้อมูล 8 แหล่งวัฒนธรรมเชียงใหม่ ภายใต้ชื่อ “อนุสรณ์สถานแหล่งต่างๆ และภูมิทัศน์วัฒนธรรมของเชียงใหม่ นครหลวงแห่งล้านนา” ตามเอกสารรายละเอียดเสนอเข้าสู่บัญชีมรดโลก มีดังนี้
“คูเมือง กำแพงเมือง” พัฒนาการสร้าง-ปกป้องเมือง
เมืองเชียงใหม่ เป็นเมืองหลวงของอาณาจักรล้านนา ที่มีความสำคัญที่สุดในวัฒนธรรมล้านนา ระหว่าง พ.ศ.1839-2107 โดยพญามังราย ผู้นำของชุมชนแคว้นโยนกซึ่งตั้งอยู่ภาคเหนือตอนบนทางทิศตะวันออก (จ.เชียงราย-พะเยา) บริเวณลุ่มแม่นํ้ากก - อิง ได้ยกทัพมายึดครองอาณาจักรหริภุญชัย (พุทธศตวรรษที่ 13-18) ที่ตั้งอยู่บริเวณลุ่มแม่นํ้าปิง-กวง ทางด้านทิศตะวันตกของภาคเหนือตอนบน (จ.เชียงใหม่-ลำพูน) ซึ่งอาณาจักรนี้ ได้นำเอาวัฒนธรรมทวารวดี จากภาคกลางของประเทศไทยขึ้นมาเผยแพร่ ทั้งคติความเชื่อของพุทธศาสนาแบบเถรวาท และความเจริญในด้านต่าง ๆ ให้กับคนในพื้นที่
ร่วมกับศิลปะพุกาม จากประเทศพม่า ซึ่งอยู่ร่วมสมัยกัน หลังจากยึดครองอาณาจักรหริภุญชัยได้แล้ว พญามังรายได้สร้างเมืองเชียงใหม่ขึ้น บนที่ราบลุ่มระหว่างแม่นํ้าปิงและดอยสุเทพ สถาปนาขึ้นเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรล้านนามีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมเกือบจัตุรัส กว้างยาวด้านละ 1.6 กิโลเมตร
มีกำแพงเมืองและคูเมืองล้อมรอบ กำแพงเมืองเป็นคันดินและมีการก่ออิฐส่วนบน เป็นเชิงเทินและมีเสมากำแพง ยอมรับในคติความเชื่อของพุทธศาสนาแบบเถรวาท พบหลักฐานทั้งทางด้านสถาปัตยกรรมและประติมากรรม ที่ยังปรากฏหลักฐานของอิทธิพลศิลปะหริภุญชัย พุกาม และสุโขทัย ที่อยู่ร่วมสมัยกัน และมีการพัฒนามาจนเป็นศิลปะล้านนาที่มีความเป็นตัวของตัวเองจนถึงปัจจุบัน
กำแพงเมืองเชียงใหม่รูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสด้านละ 1.6 กม. และมีประตูเมือง 5 แห่ง
“วัดเชียงมั่น” วัดแห่งแรกของเมืองเชียงใหม่
วัดเชียงมั่น ตั้งอยู่ด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือภายในเมืองเชียงใหม่ หันหน้าไปทางทิศตะวันออก เป็นศาสนสถานในพุทธศาสนาแบบเถรวาท พื้นที่ประมาณ 1.268 เฮกเตอร์ มีแนวกำแพงวัดล้อมรอบทั้ง 4 ด้าน ประตูทางเข้าหลักอยู่ทางด้านทิศตะวันออก ภายในวัดมีศาสนสถานที่สำคัญ คือ เจดีย์ วิหาร หอไตร พระอุโบสถ ศาลาและสระนํ้า
ประวัติของวัดเชียงมั่น ปรากฏในศิลาจารึกวัดเชียงมั่น ซึ่งตั้งอยู่ด้านหน้าพระอุโบสถจารึกขึ้นใน พ.ศ.2124 กล่าวถึงเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ล้านนา คือ การสร้างเมืองเชียงใหม่สมัยพญามังราย ใน พ.ศ.1839 และความสัมพันธ์ของสามกษัตริย์ คือ พญามังราย พญางำเมืองแห่งอาณาจักรพะเยา และพญาร่วงแห่งอาณาจักรสุโขทัย ที่มาร่วมดูชัยภูมิในการสร้างเมืองเชียงใหม่ และการสร้างวัด
รวมทั้งกล่าวว่า บริเวณวัดเชียงมั่นเคยเป็นที่ประทับของพญามังราย ขณะทรงสร้างเมืองเชียงใหม่ หลังจากสร้างเมืองเสร็จพระองค์จึงทรงสร้างวัดขึ้น ณ ที่นี้ และให้นามว่า วัดเชียงมั่น เพื่อให้เป็นที่มั่นของเมือง และยังกล่าวถึงเหตุการณ์สำคัญในช่วงหลัง เช่น ในสมัยพระเจ้าติโลกราช (พ.ศ.1984-2030)ทรงสร้างพระธาตุ ตอนพม่าปกครองล้านนา พ.ศ.2101 และการบูรณะเจดีย์วัดเชียงมั่น พ.ศ.2114
แผนผังแหล่งมรดกวัฒนธรรม “วัดเชียงมั่น”
ศิลปกรรมที่สำคัญ
เจดีย์ประธานเป็นเจดีย์ทรงปราสาทยอดเดียวแบบล้านนา (สมัยล้านนาระยะที่ 3 จนถึงกลางพุทธศตวรรษที่ 21) ที่พัฒนามาจากเจดีย์ทรงปราสาทห้ายอด (สมัยล้านนาระยะที่ 1 พุทธศตวรรษที่ 19) ซึ่งมีอิทธิพลมาจากเจติยวิหาร ของศิลปะพุกาม โดยมีส่วนที่ช่างล้านนาคิดขึ้นใหม่ คือ ใช้เพียงหลังคาลาดเอนและต่อยอดด้วยเจดีย์ทรงระฆังแบบล้านนา(สมัยล้านนาระยะที่ 2 พุทธศตวรรษที่ 20) เจดีย์รูปแบบนี้เป็นลักษณะเฉพาะของล้านนา ที่สืบทอดมาจนกระทั่งหมดยุคของอาณาจักรล้านนา (พ.ศ. 2107) หลังจากนั้นอาณาจักรล้านนาตกอยู่ภายใต้การปกครองของพม่า
ลักษณะของเจดีย์ ประกอบด้วยฐานเขียง 1 ฐาน รองรับฐานที่มีช้างล้อมซึ่งรองรับส่วนเรือนธาตุที่มีฐานบัว
ลูกแก้วอกไก่เรือนธาตุยกเก็จประดับซุ้มจระนำด้านละ 3 ซุ้ม ถัดขึ้นไปเป็นส่วนยอดเจดีย์ทรงระฆัง ซึ่งประกอบด้วยชั้นหลังคา เอนลาดในผังยกเก็จ 2 ชั้น ถัดขึ้นไปมีส่วนรองรับแบบบัวถลาในผัง 8 เหลี่ยม 3 ชั้น ที่ได้รับอิทธิพลมาจากสุโขทัยต้นพุทธศตวรรษที่ 20 รองรับองค์ระฆัง เหนือองค์ระฆัง มีบัลลังก์ในผังย่อมุมไม้สิบสอง เหนือบัลลังก์เป็นส่วนยอดของเจดีย์ทรงระฆัง ประกอบด้วย ก้านฉัตร บัวฝาละมี ปล้องไฉน และปลีตามลำดับ
ถึงแม้ว่าวัดเชียงมั่น จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์กล่าวว่า วัดนี้สร้างเสร็จในสมัยพญามังราย (พ.ศ.1839-1854) แต่เนื่องจากวัดนี้เป็นวัดที่สำคัญมากแห่งหนึ่งของอาณาจักรล้านนา จึงมีการบูรณปฏิสังขรณ์มาทุกยุคทุกสมัยรูปแบบศิลปกรรมที่ปรากฏ เป็นงานบูรณะในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 21 และมีหลักฐานการบูรณะครั้งใหญ่ ในสมัยของพญาแสนหลวง พ.ศ. 2114 แต่การบูรณะทั้งสองครั้ง น่าจะยังรักษารูปแบบเดิมไว้ ส่วนที่มีการทำเพิ่มเติมขึ้นใหม่ในสมัยรัตนโกสินทร์ (พ.ศ. 2325-ปัจจุบัน) น่าจะได้แก่ ลวดลายปูนปั้นและวิหารหลวง
ภายในวิหารวัดเชียงมั่น มีภาพจิตกรรมเขียนขึ้นใหม่เกี่ยวกับประวัติสร้างเมืองเชียงใหม่
ปัจจุบันวัดเชียงมั่น เป็นวัดในพุทธศาสนาแบบเถรวาท ที่มีภิกษุสงฆ์จำพรรษาอยู่ประมาณ 6 รูป และเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญที่นักท่องเที่ยวนิยมไป ศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมล้านนา โดยได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแห่งชาติ ที่ได้รับการปกป้องคุ้มครองโดยสำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่ กรมศิลปากร และประสานการดูแลรักษาโดยคณะสงฆ์ และกรรมการวัดเชียงมั่น
วัดอุโมงค์สวนพุทธธรรม
วัดป่าเมืองเชียงใหม่ สถานที่ปฏิบัติธรรมอดีต-ปัจจุบัน
วัดอุโมงค์ฯ ตามเอกสารประวัติศาสตร์ กล่าวว่า วัดนี้มีมาแล้วตั้งแต่สมัยพญามังราย (พ.ศ.1839-1854) เรียกชื่อว่า “วัดไผ่สิบเอ็ดกอ” ได้รับการบูรณะในสมัยพระเจ้ากือนา (พ.ศ.1898-1928) เพื่อเป็นที่พักของพระมหาเถรจันทร์ เวลาปฏิบัติสมาธิเพราะเป็นวัดในเขตอรัญญิก วัดนี้เคยเป็นวัดร้าง ในช่วงที่อาณาจักรล้านนาอยู่ภายใต้การปกครองของพม่า (พ.ศ.2101-2317) และได้การบูรณะอีกครั้ง ในช่วงที่พ่อค้าพม่าเข้ามาทำกิจการค้าไม้ ในสมัยรัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และกลับมาเป็นวัดอีกครั้งในสมัยรัชกาลที่ 9 โดยหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ ได้มาตั้งสำนักปฏิบัติธรรมขึ้น ใช้ชื่อว่า“วัดอุโมงค์” (สวนพุทธธรรม) มาจนถึงปัจจุบันนี้
วัดอุโมงค์สวนพุทธธรรม สถานที่ปฏิบัติธรรมอดีต-ปัจจุบัน
ศิลปกรรมที่สำคัญ
ความสำคัญทางศิลปกรรมของวัดนี้ คือ การสร้างเจดีย์ขนาดใหญ่อยู่บนเนินเขา และเจาะอุโมงค์สำหรับเป็นทางเดินในลักษณะประทักษิณ เข้าไปยังกึ่งกลางภายในเจดีย์ ซึ่งมีห้องกรุบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ระหว่างทางเดินที่เป็นอุโมงค์ จะทำเป็นห้องเล็ก ๆ (กุฏิวิปัสสนากรรมฐาน) ใช้เป็นที่วิปัสสนาสำหรับภิกษุ และที่ห้องกรุมีจิตรกรรม ที่เขียนเรื่องอดีตพระพุทธเจ้า ส่วนที่เป็นอุโมงค์ทางเดิน เขียนเป็นภาพท้องฟ้า ดอกไม้ และนก เป็นต้น ปัจจุบันห้องกรุที่เชื่อมกับอุโมงค์ทางเดินชำรุด เนื่องจากแผ่นดินไหวในอดีต จนไม่สามารถเข้าไปภายในห้องกรุได้
เจดีย์ประธาน เจดีย์วัดอุโมงค์ สร้างอยู่บนเนินเขาเชิงดอยสุเทพ มีการปรับระดับพื้นที่ให้เรียบก่อนการสร้างเจดีย์รวมทั้งการก่ออิฐเป็นกำแพงกั้นดินไหล และเสริมความมั่นคงแข็งแรงให้กับพื้นที่ก่อสร้าง ลักษณะเจดีย์เป็นเจดีย์ทรงระฆัง ที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะพุกาม
รูปแบบของเจดีย์ประกอบด้วยส่วนฐาน ที่มีลักษณะพิเศษ คือ ชุดฐานบัวควํ่า บัวหงาย อยู่ในผังกลมซ้อนกัน 3 ชั้น รองรับองค์ระฆังขนาดใหญ่ ที่ชุดฐานบัวแต่ละชั้นประดับลูกแก้ว 2 แนวส่วนท้องไม้ระหว่างแนวลูกแก้ว ประดับด้วยช่องสี่เหลี่ยมโดยรอบ เหนือส่วนฐานขึ้นไป เป็นองค์ระฆังขนาดใหญ่ เหนือองค์ระฆังมีบัลลังก์ในผังสี่เหลี่ยม ที่นิยมสร้างในศิลปะลังกา
ส่วนยอดประดับด้วยปล้องไฉนและปลียอด ที่ก้านฉัตรประดับแถวเทวดา ที่น่าจะรับอิทธิพลมาจากลังกา
ฐานเจดีย์ทรงกลมมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 17.87 เมตร และสูง 30.37 เมตร จากรูปแบบของเจดีย์ถือว่าเป็นเจดีย์ทรงระฆังเพียงองค์เดียวที่มีความใกล้เคียงกับเจดีย์ ทรงระฆังในศิลปะพุกามกลุ่มที่ได้รับรูปแบบมาจากศิลปะลังกา และเป็นต้นแบบให้กับเจดีย์ทรงระฆังในศิลปะล้านนาในเวลาต่อมา
จิตรกรรม ที่พบภายในผนังกรุมีความสำคัญมากในสมัยอาณาจักรล้านนา เพราะมีให้ศึกษาไม่มากนัก ประกอบด้วยพระพุทธรูปที่นั่งเรียงเป็นแถว และซ้อนกันหลายแถวตีความว่าเป็นเรื่องของ “อดีตพระพุทธเจ้า” ได้รับอิทธิพลทั้งรูปแบบและคติการสร้างมาจากศิลปะพุกาม ลักษณะดังกล่าวปรากฏแล้วในศิลปะสุโขทัย (พุทธศตวรรษที่ 18-20) และสมัยอยุธยาตอนต้น (พุทธศตวรรษที่ 19-20) เขียนเป็นภาพแถวอดีตพระพุทธเจ้าหลายพระองค์ ด้วยเทคนิคตัดเส้นคู่กันบนพื้นทอง ปัจจุบันจิตรกรรมอยู่ในสภาพที่ลบเลือนแล้ว
อุโมงค์ ทางเดินและกุฏิวิปัสสนา สร้างอยู่บนเนินเขา ส่วนที่ต่อเนื่องกับฐานเจดีย์ประธานทางด้านทิศเหนือ โดยเจดีย์ประธานจะสร้างอยู่บนบริเวณพื้นที่ที่สูงที่สุดของเนินดิน มีการเตรียมปรับระดับพื้นที่ ก่ออิฐเป็นแนวกำแพงแก้ว และกันการพังทลายของดินทั้ง 4 ด้าน
ส่วนอุโมงค์ทางเดินและที่นั่งวิปัสสนาจะสร้างอยู่ด้านทิศเหนือของเนินดิน มีการก่ออิฐแนวผนังด้านทิศตะวันออก ทิศเหนือ และทิศตะวันตก โดยทางด้านทิศตะวันออกจะขุดเป็นอุโมงค์เข้าไปใต้เนินดิน เป็นทางเข้า 3 ช่องทาง ลึกเข้าไปประมาณ 20.55 เมตร ที่ท้ายอุโมงค์ทั้ง 3 ช่อง ที่ผนังสกัดจะทำเป็นทางเชื่อมถึงกัน โดยมีช่องกลางเป็นทางเดินหลัก และเมื่อถึงทางเชื่อมต่อกันแล้ว จะมีอุโมงค์ทางเดินยกระดับจากช่องเหนือซึ่งเหลือเพียงอุโมงค์เดียวเดินต่อไปทางทิศตะวันตก
เมื่อถึงทางเชื่อมที่ผนังสกัดส่วนอุโมงค์ตอนกลาง จะมีลักษณะเป็นห้องที่อยู่ด้านในสุด แต่เดิมน่า จะเป็นกุฏิที่นั่งวิปัสสนาเช่นกัน แต่ปัจจุบันปรับเป็นฐานที่ประดิษฐานพระพุทธรูป และมีช่องให้แสงสว่างเข้ามาพร้อมกับการระบายอากาศในอุโมงค์ 2 จุด ของอุโมงค์ทำเป็นฐานประดิษฐานพระพุทธรูป
ส่วนที่ผนังอุโมงค์ด้านทิศเหนือ และใต้ ระหว่างผนังอุโมงค์ จะสร้างเป็นกุฏิวิปัสสนากรรมฐานด้านละ 2 ห้อง กุฏิหนึ่งของตรงกลางผนัง ส่วนอีกหลังหนึ่งจะอยู่ตรงผนังด้านสกัด กุฏิแต่ละหลังมีขนาดกว้าง 2.90 เมตร ยาว 3.90 เมตร เป็นกุฏิที่นั่งวิปัสสนากรรมฐานของพระภิกษุ อุโมงค์ สวนพุทธธรรม
จากอุโมงค์ช่องด้านทิศเหนือ จะมีอุโมงค์ทางเดินยกระดับ ซึ่งเหลือเพียงอุโมงค์เดียว เดินต่อไปทางทิศตะวันตก จะขุดลึกเข้าไปทางทิศตะวันตกจนบรรจบกับแนวอุโมงค์ทางเข้า-ออก ที่ขุดมาจากด้านทิศตะวันตก จะมีห้องในจุดที่แนวอุโมงค์บรรจบกัน พร้อมช่องว่างที่มีหลังคาคลุมสำหรับให้แสงสว่างเข้าและระบายอากาศ
จากนั้นจะมีแนวอุโมงค์ขุดวางตัวในแนวทิศเหนือ-ใต้ พร้อมช่องแสงก่อด้วยอิฐเป็นวงโค้ง 3 ช่อง ไปยังบริเวณที่ตั้งของเจดีย์ประธาน เชื่อว่าจะเป็นทางเข้าไปยังห้องกรุภายในฐานเจดีย์ประธาน เพื่อให้คนเข้ามาสักการะและเดินประทักษิณโดยรอบห้องกรุ แต่ช่วงที่จะตรงไปยังฐานเจดีย์ผนังอุโมงค์ได้ทรุดพังลงเนื่องจากแผ่นดินไหวในอดีตจึงไม่สามารถเดินเข้าไปยังห้องกรุได้
ลักษณะของอุโมงค์จะขุดเข้าไปใต้เนินดินในลักษณะตัวยูควํ่า โดยผนังอุโมงค์ทั้ง 2 ข้าง จะก่ออิฐเป็นผนังสูงประมาณ 1.50 เมตร ส่วนเพดานอุโมงค์จะก่ออิฐเป็นวงโค้ง (TRUE ARC) ความสูงของอุโมงค์ประมาณ 1.80 เมตร มีการฉาบปูนปิดทับแนวก่ออิฐทั้งหมด รวมทั้งด้านนอกของอุโมงค์ที่เป็นส่วนของหลังคาอุโมงค์ด้วยเช่นกัน ลักษณะการก่อสร้างของวัดอุโมงค์ สวนพุทธธรรม น่าจะได้รับอิทธิพลมาจากอินเดีย ลังกา และพม่า
ในกลุ่มศาสนสถานประเภทถํ้า และกลุ่มนิกายวัดป่า ที่นิยมสร้างกุฏิวิปัสสนากรรมฐาน
จิตรกรรม ที่เพดานอุโมงค์ทางเข้า เหลืออยู่บริเวณผนัง และเพดานอุโมงค์ทางเข้าเป็นลาย พรรณพฤกษา รูปดอกโบตั๋น ใบไม้ พระอาทิตย์ และนกกระเรียนแบบจีน ใช้สีสดเช่น สีแดง ดำ เขียว อยู่ที่ผนัง และเพดานรูปวงโค้ง น่าจะแทนสัญลักษณ์ของท้องฟ้า ในความหมายของจักรวาล ซึ่งรูปแบบนี้ ปรากฏอยู่ในศิลปะจีน มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 22
วัดอุโมงค์ สวนพุทธธรรม นับเป็นตัวอย่างของศาสนสถานในพุทธศาสนา นิกายเถรวาท แบบอรัญวาสี ที่มีลักษณะการก่อสร้างแตกต่างไปจากวัดอื่นๆ ในอาณาจักรล้านนา และพบเพียงแห่งเดียวในประเทศไทย ปัจจุบันมีภิกษุสงฆ์จำพรรษาอยู่ประมาณ 40 รูป และเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ
นักท่องเที่ยวนิยมไปศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมล้านนา โดยได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแห่งชาติ ที่ได้รับการปกป้องคุ้มครอง โดยสำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่ กรมศิลปากร และประสานการดูแลรักษาโดยคณะสงฆ์ และกรรมการวัดอุโมงค์ สวนพุทธธรรม
วัดพระสิงห์ วรมหาวิหาร
สถานที่ประดิษฐานพระคู่เมืองเชียงใหม่
วัดพระสิงห์ วรมหาวิหาร สถานที่ประดิษฐานพระคู่เมืองเชียงใหม่
วัดพระสิงห์ฯ ตั้งอยู่เกือบกึ่งกลางเมืองค่อนไปทางทิศตะวันตก เป็นศาสนสถานในพุทธศาสนาแบบเถรวาท พื้นที่ประมาณ 3.972 เฮกเตอร์ มีแนวกำแพงล้อมรอบวัดทั้ง 4 ด้าน ประตูทางเข้าหลักอยู่ทางด้านทิศตะวันออก ภายในวัดมีศาสนสถานที่สำคัญ คือ เจดีย์ วิหารหลวง วิหารลายคำที่ประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์ พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ของอาณาจักรล้านนาและประเทศไทย หอไตร พระอุโบสถ วิหารพระนอน หอระฆัง กุฏิสงฆ์ และอาคารโรงเรียนพระปริยัติธรรม
จากเอกสารประวัติศาสตร์ กล่าวว่า พระเจ้าผายู (พ.ศ.1879-1898) กษัตริย์ลำดับที่ 5 แห่งอาณาจักรล้านนา โปรดให้สร้างวัดนี้ขึ้น และสร้างเจดีย์เพื่อบรรจุอัฐิพระเจ้าคำฟู (พ.ศ. 1865-1878) พระราชบิดา เรียกชื่อว่า “วัดพระเชียง” และเนื่องจากวัดนี้อยู่ติดกับ “ตลาดลีเชียง” ของเมืองเชียงใหม่ ชาวบ้านจึงเรียกชื่อวัดว่า “วัดลีเชียงพระ” ซึ่งปรากฏชื่อในหลักฐานเอกสารประวัติศาสตร์อีกครั้งในสมัยพระเจ้าแสนเมืองมา (พ.ศ.1928-1945) ที่กล่าวถึงท้าวมหาพรหม เจ้าเมืองเชียงรายได้ถวายพระพุทธสิหิงค์ แด่พระเจ้าแสนเมืองมา ซึ่งพระองค์โปรดให้ทรงนำพระพุทธสิหิงค์มาประดิษฐานไว้ในมณฑปวัดลีเชียง ฉะนั้นประชาชนทั่วไปจึงนิยมเรียกวัดนี้ว่า “วัดพระสิงห์” ตามนามของพระพุทธรูปตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
ศิลปกรรมที่สำคัญ
วัดพระสิงห์ เป็นวัดสำคัญของเมืองเชียงใหม่ คือ เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธสิงค์ พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของอาณาจักรล้านนา ได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ โดยกษัตริย์ล้านนา และเจ้าเมืองเชียงใหม่อย่างต่อเนื่องสืบมาทั้งยังเป็นแหล่งที่รวบรวมศิลปกรรมไว้อย่างครบถ้วน ทั้งงานด้านสถาปัตยกรรม ประติมากรรม และจิตรกรรม ตั้งแต่ยุคอาณาจักรล้านนาจนมาถึงงานศิลปกรรมในปัจจุบัน ได้แก่
เจดีย์ประธาน
รูปแบบของเจดีย์เป็นรูปแบบของเจดีย์ทรงระฆังแบบล้านนา เป็นลักษณะของเจดีย์ที่เกิดขึ้นใหม่ในสมัยนั้น และถือเป็นรูปแบบเฉพาะของศิลปล้านนาระยะที่ 2 (พุทธศตวรรษที่ 20) โดยได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะพุกาม ในกลุ่มที่รับอิทธิพลมาจากลังกา มีส่วนสำคัญ 3 ส่วน คือ
ส่วนฐาน เป็นฐานเขียงในผังสี่เหลี่ยม 2-3 ฐาน รองรับชุดฐานบัว 2 ฐานซ้อนกัน ในผังเพิ่มมุมหรือยกเก็จแบบล้านนาถัดขึ้นไปเป็น ชุดฐานบัวในผังกลม 3 ฐาน รองรับองค์ระฆัง
ส่วนองค์ระฆัง เนื่องจากฐานมีขนาดสูงมาก องค์ระฆังจึงมีขนาดเล็ก เหนือองค์ระฆังมีบัลลังก์สี่เหลี่ยมเพิ่มมุมไม้สิบสอง
ส่วนยอด มีก้านฉัตร บัวฝาละมีรองรับปล้องไฉนและปลียอด นิยมประดับด้วยทองจังโก(แผ่นทองแดงหรือสำริดบุรอบองค์เจดีย์)
เจดีย์ประธานของวัดพระสิงห์ แต่แรกสร้างคงจะมีลักษณะของเจดีย์ทรงระฆังแบบล้านนาที่มีรูปแบบเดียวกับพระธาตุหริภุญชัย แต่เนื่องจากวัดนี้มีการใช้ประโยชน์กันมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน และมีการบูรณปฏิสังขรณ์อยู่เสมอมาจึงมีลักษณะแตกต่างไปจากเดิมบ้าง แต่เมื่อพิจารณาจากรูปแบบแล้วก็น่าจะเป็นเจดีย์ทรงระฆังแบบล้านนา ในราวพุทธศตวรรษที่ 20
พระอุโบสถ
จากจารึกหินทรายแดง ซึ่งพบที่ฐานพระอุโบสถ กล่าวถึง พระเจ้ากาวิละ (พ.ศ. 2325-2356) เจ้าเมืองเชียงใหม่ สร้างอุโบสถมณฑปปราสาทภายในพระอุโบสถ และหอธรรม เมื่อ พ.ศ. 2354 จึงอาจจัดเป็นงานศิลปะพื้นบ้านล้านนาที่มีลักษณะและรูปแบบเฉพาะของสกุลช่างในช่วงนั้น
พระอุโบสถวัดพระสิงห์ จัดเป็นงานศิลปะพื้นถิ่นล้านนาในช่วงพุทธศตวรรษที่ 24 ที่เป็นงานเครื่องไม้ รูปแบบของหลังคาและงานประดับตกแต่งมี ลักษณะพิเศษ คือ ภายในมีปราสาทที่ประดิษฐานพระพุทธรูปประธานไว้กึ่งกลางแตกต่างจากพระอุโบสถทั่วไปที่จะประดิษฐานที่ผนังด้านในสุด
วิหารลายคำ
วิหารลายคำเป็นตัวอย่างที่ดีของงานเครื่องไม้ล้านนา ที่มีความงามได้สัดส่วน ได้แก่ มีส่วนของหลังคาที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะรัตนโกสินทร์ คือ มีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ มีฝาผนังก่ออิฐถือปูนแล้วส่วนหนึ่ง รูปแบบที่ปรากฏในปัจจุบันเป็นงานที่มีการบูรณะแล้วในสมัยพระเจ้ากาวิโรรสสุริยวงศ์ ใน พ.ศ.2406
ภายในวิหารลายคำ เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ของชาวล้านนาและประเทศไทย จัดเป็นพระพุทธรูปสกุลช่างล้านนาและมีงานจิตรกรรมฝาผนังที่งดงาม เป็นศิลปะพื้นถิ่นล้านนา ในช่วงสมัยรัชกาลที่ 5 (พ.ศ.2411-2453) แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ วิหารลายคำ หมายถึง วิหารที่มีลายทองจิตรกรรมที่อยู่ด้านหลัง และด้านข้างพระพุทธรูปประธาน เป็นลายคำบนพื้นสีแดง รูปแสดงของอดีตพระพุทธเจ้าเหนือ
ภาพเล่าเรื่อง เป็นลักษณะของเทพชุมนุมรูปเทวดาทรงเครื่องอย่างพม่า นอกจากนี้ยังมีภาพประกอบเหตุการณ์แสดงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวล้านนา ประเพณี และวัฒนธรรมการละเล่นพื้นบ้านของชาวล้านนา เป็นต้น ที่ผนังด้านทิศเหนือเขียนภาพเล่าเรื่อง สุวรรณสังข์ (สังข์ทอง) ส่วนผนังด้านทิศใต้เขียนเรื่อง สุวรรณหงส์ หรือหงส์หินของชาวล้านนา ทั้ง 2 เรื่อง เป็น ชาดกนอกนิบาตที่ภิกษุสมัยล้านนาแต่งเพิ่มเติมขึ้น
วิหารหลวง
วิหารหลวงจัดเป็นงานศิลปกรรมในยุคหลัง ที่สร้างขึ้นในตำแหน่งเดิม จัดเป็นแบบพื้นถิ่นที่มีอิทธิพลศิลปะรัตนโกสินทร์ โดยครูบาศรีวิชัยปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ สมัยรัชกาลที่ 7 ช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 25 เป็นวิหารที่มีขนาดใหญ่กว่าวิหารพื้นบ้านล้านนาทั่วไป ชั้นหลังคาด้านหน้าและด้านหลัง 2 ชั้นเท่ากัน ประดับช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ อย่างศิลปะรัตนโกสินทร์ หน้าบันประดับลวดลายไม้แกะสลักเต็มพื้นที่เป็นลายก้านขดช่อดอก
หน้าบันประดับพระนารายณ์ทรงครุฑ และลายก้านขดที่แทรกรูปสัตว์ต่างๆ และมีรูปเสือ สัตว์ปีเกิดของครูบาศรีวิชัย
หอไตร
หอไตรวัดพระสิงห์ จัดเป็นตัวอย่างหอไตรของศิลปะพื้นถิ่นล้านนา ที่สวยงามมากที่สุดแห่งหนึ่งในล้านนา สร้างขึ้นในระยะเวลาเดียวกันกับวิหารลายคำ เป็นสถานที่ใช้สำหรับเก็บพระไตรปิฎก อันเป็นคัมภีร์สำคัญของศาสนา
หอไตรวัดนี้เป็นอาคารแบบผสม ส่วนล่างก่ออิฐถือปูน ส่วนบนเป็นเครื่องไม้มุงกระเบื้อง ถือเป็นวิวัฒนาการของการสร้างหอไตรในระยะหลังที่ทำเป็นอาคาร 2 ชั้นเพื่อป้องกันอันตรายจากแมลง ลักษณะทางศิลปกรรมส่วนหลังคา เหมือนอาคารเครื่องไม้ในศิลปะล้านนาทั่วไป ประดับช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ มีสาหร่ายรวงผึ้ง บนสันหลังคามีการประดับ หงส์ ตลอดทั้งแนว
กลางสันหลังคาประดับฉัตร ซึ่งมีคติความเชื่อว่า เป็นที่ตั้งของเขาพระสุเมรุ และเขาสัตบริภัณฑ์ อันเป็นสัญลักษณ์ของสวรรค์ รวมทั้งหงส์ด้วย เพื่อแสดงให้เห็นว่าอาคารนี้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เปรียบเสมือนสวรรค์ ลักษณะการสร้างงานแบบนี้ ปรากฏในศิลปะพุกามและศิลปะพม่า สมัยหลังรวมทั้งในศิลปะลาว และล้านนาด้วย
งานศิลปกรรมที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งในหอไตร วัดพระสิงห์ คือ งานปูนปั้นประดับผนังอาคาร ทำเป็นเทวดาพนมมือโดยรอบคล้ายกับเทวดาปูนปั้นที่วิหารวัดเจ็ดยอด จึงน่าจะเป็นงานเลียบแบบ
นอกจากนี้ยังมีปูนปั้นรูปสัตว์หิมพานต์ประดับฐานหอไตร เป็นรูปสิงโต กิเลน และตัวมอม ซึ่งเป็นสัตว์ผสมหลายชนิด เป็นงานพื้นบ้านที่เกิดขึ้นใหม่ในล้านนา มักพบบริเวณหน้าอาคารทางเข้าหรือฐานอาคาร เป็นแนวความคิดมาจากทวารบาล หรือผู้ดูแลปกป้องศาสนสถาน ซึ่งเป็นแบบแผนที่ปรากฏมาแล้วในอินเดีย ลังกา จนมาถึงสมัยรัตนโกสินทร์ ให้ความหมายว่า หอไตร หรือพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าประดิษฐานอยู่ในฐานะของศูนย์กลางจักรวาลจากรูปแบบศิลปกรรม สามารถกำหนดอายุได้ว่าหอไตรวัดพระสิงห์ มีการสร้างใน พ.ศ.2354 และงานประดับตกแต่งจากการบูรณะ ใน พ.ศ.2467
วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร
สะท้อนความรุ่งเรืองศาสนา มหาเจดีย์ใหญ่ที่สุดในล้านนา
วัดเจดีย์หลวง วรวิหาร สะท้อนความรุ่งเรืองศาสนา มหาเจดีย์ใหญ่ที่สุดในล้านนา
วัดเจดีย์หลวงตั้งอยู่เกือบกึ่งกลางเมืองเชียงใหม่ ค่อนลงมาทางทิศใต้ เป็นศาสนสถานในพุทธศาสนาแบบเถรวาท พื้นที่ประมาณ 5.149 เฮกเตอร์ มีแนวกำแพงล้อมรอบวัดทั้ง 4 ด้าน ประตูทางเข้าหลักอยู่ทางด้านทิศตะวันออก ภายในวัดมีศาสนสถานที่สำคัญ คือ เจดีย์ วิหารหลวงวิหารพระนอน ศาลหลักเมือง นอกจากนี้ยังมีพระอุโบสถ หอพระ หอระฆัง และกุฏิสงฆ์
วัดเจดีย์หลวง มีเจดีย์องค์ที่ใหญ่ที่สุดในล้านนา ฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส กว้างยาวด้านละ 65 เมตร ตามเอกสารประวัติศาสตร์ เริ่มสร้างโดยพระเจ้าแสนเมืองมา (พ.ศ.1928-1945) เพื่ออุทิศถวายแด่พระเจ้ากือนา (พ.ศ.1898-1928) พระราชบิดา แต่ไม่แล้วเสร็จ จนถึงสมัยพระเจ้าติโลกราช (พ.ศ.1984-2030) ทรงสร้างต่อจนแล้วเสร็จโดยขยายแบบให้ใหญ่ขึ้น และเพิ่มช้างประดับบนลานประทักษิณ และเปลี่ยนส่วนยอดเป็นเจดีย์ทรงปราสาทยอดเดียว และหุ้มทองจังโกด้วย
เจดีย์ได้รับการบูรณะในสมัยของพระเมืองแก้ว มีบันทึกว่า เจดีย์หลวงได้พังทลายมาเนื่องจากแผ่นดินไหวในสมัยของพระนางจิระประภา พ.ศ. 2088 ไม่สามารถซ่อมแซมกลับมาให้เหมือนเดิมได้ จึงปล่อยทิ้งไว้จนถึงปัจจุบัน ซึ่งเหลือแต่ส่วนฐานและส่วนเรือนธาตุ พังทลายไปครึ่งหนึ่งถึงชั้นหลังคาช่วงต้น ส่วนยอดพังทลายไปหมด กรมศิลปากรได้บูรณะเสริมความมั่นคงแข็งแรง เฉพาะในส่วนที่เหลืออยู่ระหว่าง พ.ศ.2534-2535
ศิลปกรรมที่สำคัญ
เจดีย์หลวงเป็นเจดีย์ทรงปราสาทแบบล้านนา ที่มีวิวัฒนาการเกิดขึ้นใหม่ในช่วงสมัยพระเจ้าติโลกราช (พ.ศ. 1984-2030) ซึ่งถือเป็นยุคทองของศิลปกรรมล้านนา จนถึงสมัยพระเมืองแก้ว (พ.ศ.2038-2068)ประกอบด้วยส่วนฐานที่ได้เพิ่มลานประทักษิณขึ้นมา ประดับด้วยช้างล้อมรอบซึ่งเป็นคติเรื่องช้างคํ้าจุนจักรวาล ที่เป็นที่นิยมมากในสายวิวัฒนาการของเจดีย์ทรงระฆังแบบลังกา ถัดขึ้นไปเป็นส่วนของเรือนธาตุอยู่ในผังเพิ่มมุขประดับซุ้มจระนำประดิษฐานพระพุทธรูปทั้งสี่ทิศ
ส่วนของหลังคาทำเป็นชั้นหลังคาแบบเอนลาด 2 ชั้น เพื่อรับส่วนยอดที่เป็นระเบียบของเจดีย์ทรงระฆังแบบล้านนา ในกลุ่มที่มีฐานเป็นบัวถลา ในผังแปดเหลี่ยม จึงไม่มีการประดับเจดีย์ที่มุมทั้ง 4 เหมือนศิลปะล้านนาระยะแรก (พุทธศตวรรษที่ 19) ที่มีลักษณะเป็นเจดีย์ทรงปราสาทห้ายอด ฉะนั้นจึงมีส่วนยอดเป็นเจดีย์องค์เดียว
ตามที่เอกสารประวัติศาสตร์กล่าวถึง คราวสร้างในสมัยพระเจ้าติโลกราชที่ให้ทำเป็น “กระพุ่มยอดเดียว” ซึ่งรูปทรงสันนิษฐานเต็มองค์ของเจดีย์หลวงจึงน่าจะมีรูปแบบเดียวกับเจดีย์วัดเชียงมั่นที่มีขนาดเล็กกว่าและได้รับการซ่อมแซมในสมัยพระเมืองแก้ว ซึ่งอยู่ร่วมสมัยกับเจดีย์หลวง
นอกจากนี้ลวดลายประดับตกแต่งเรือนธาตุ ได้แก่ ซุ้มลายกาบบน -กาบล่าง ที่ประดับเสาซุ้มจระนำและลวดลายที่เศียรนาค ประดับราวบันไดทางขึ้นด้านทิศเหนือ พบลวดลายที่สำคัญ คือ ลายเครือล้านนา ที่เป็นลายพรรณพฤกษา ประกอบด้วยกรอบลายที่หยักโค้งหลายหยัก ภายในประดับด้วยลายดอกไม้และใบไม้ที่มีช่อดอกก้าน และใบคดโค้ง ประกอบกันจนเต็มพื้นที่ เป็นลายแบบฉลุโปร่งเป็นรูปดอกโบตั๋น ลวดลายเหล่านี้ได้รับ
อิทธิพลมาจากลวดลายบนเครื่องถ้วยจีน และที่ผนังระเบียงชั้นประทักษิณมีการเจาะช่องเป็นรูปช่องกระจก ที่น่าจะพัฒนามาจากลายเมฆของจีน และยังพบตามฐานพระพุทธรูป ที่พบจารึกที่ฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าติโลกราช
ความสำคัญของวัดเจดีย์หลวง คือ เคยเป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกต เมื่อครั้งพระเจ้าติโลกราชสร้างพระเจดีย์นี้เสร็จได้โปรดให้ไปอัญเชิญพระแก้วมรกตจากเมืองลำปางมาประดิษฐานในซุ้มด้านตะวันออกของเจดีย์
เจดีย์หลวงถือเป็นเจดีย์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในล้านนา และถือเป็นต้นแบบของเจดีย์ทรงปราสาทยอดเดียวและเป็นรูปแบบของเจดีย์ที่มีการสร้างอย่างแพร่หลายในอาณาจักรล้านนาและใกล้เคียง
วิหารหลวงของวัดเจดีย์หลวงในปัจจุบันสร้างขึ้นใหม่บนตำแหน่งของวิหารเดิม และมีการปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 7 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ โดยครูบาศรีวิชัย และใน พ.ศ. 2550 ได้มีการก่อสร้างวิหารใหม่ เป็นแบบศิลปะพื้นบ้านล้านนาประยุกต์แทน
ปัจจุบันวัดเจดีย์หลวง เป็นวัดในพุทธศาสนาแบบเถรวาท ที่มีภิกษุสงฆ์จำพรรษาอยู่ประมาณ 187 รูป และเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ที่นักท่องเที่ยวนิยม ไปศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมล้านนา โดยได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแห่งชาติ
วัดสวนดอก พระอารามหลวง
วัดสวนดอก พระอารามหลวง
วัดบุปผารามหรือวัดสวนดอก ตั้งอยู่นอกเมืองเชียงใหม่ด้านทิศตะวันตกห่างออกมาประมาณ 800 เมตร เป็นศาสนสถานในพุทธศาสนาแบบเถรวาท พื้นที่ประมาณ 3.694 เฮกเตอร์ มีแนวกำแพงล้อมรอบวัดทั้ง 4 ด้าน หันหน้าไปทางทิศตะวันออก
ภายในวัดมีศาสนสถานที่สำคัญคือ เจดีย์ วิหารหลวง สร้างโดยพระเจ้ากือนา (พ.ศ.1898-1928) และสุสานหลวง ตามเอกสารประวัติศาสตร์ กล่าวว่า ทรงสร้างให้เพื่อเป็นที่พำนักของพระสุมนเถร ที่อาราธนามาจากสุโขทัยใน พ.ศ. 1915 โดยพระเจ้ากือนา ทรงอุทิศสวนดอกไม้ (สวนหลวง) สร้างวัดขึ้นจึงมีนามว่า วัดบุปผาราม และมีการอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุมา 2 องค์องค์หนึ่งบรรจุไว้ที่เจดีย์วัดบุปผารามแห่งนี้ วัดบุปผาราม หรือชื่อนี้ ชาวบ้าน เรียกว่า วัดสวนดอกได้รับการบูรณะครั้งใหญ่ในพ.ศ.2476 โดยครูบาศรีวิชัย (พ.ศ. 2421-2482)
ศิลปกรรมที่สำคัญ
เจดีย์ประธาน พระสุมนเถร จากสุโขทัยขึ้นมายังอาณาจักรล้านนา ทำให้เกิดรูปแบบการก่อสร้าง เจดีย์ทรงระฆังแบบล้านนา ที่มีอิทธิพลทั้งศิลปะสุโขทัยและศิลปะพุกาม มาก่อสร้างที่วัดบุปผารามแห่งนี้ ได้แก่ การก่อสร้างเจดีย์ประธาน บนฐานไพทีเดียวกันกับวิหารหลวงที่อยู่ด้านหน้าพร้อมเจดีย์รอบด้านทิศเหนือ-ใต้ ของเจดีย์ประธาน ด้านละ 3 องค์
จากภาพถ่ายพบรูปแบบของเจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ เป็นเจดีย์ราย มุมด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลศิลปะสุโขทัย ที่มาพร้อมกับพระสุมนเถร แต่ปัจจุบันมีการซ่อมแซมเปลี่ยนแปลงรูปแบบเป็นเจดีย์ทรงระฆังเรียบร้อยแล้ว องค์เจดีย์ประธานก่อบนลานประทักษิณที่ยกสูง มีซุ้มประตูทางเข้าทั้ง 4 ด้าน คล้ายเจดีย์ฉปัฏ เมืองพุกาม ที่มุมทั้ง 4 มุม บนลานประทักษิณ มีเจดีย์รายทรงระฆังแบบล้านนาประดับ
ส่วนที่เป็นอิทธิพลศิลปะพุกาม คือ ส่วนรองรับองค์ระฆังที่เป็นชุดบัวควํ่าบัวหงาย 3 ชั้น พัฒนามาจากเจดีย์ฉปัฏในเมืองพุกาม และเจดีย์วัดอุโมงค์ สวนพุทธธรรม เชิงดอยสุเทพของล้านนา
ส่วนที่เป็นอิทธิพล ศิลปะสุโขทัย คือลักษณะองค์ระฆังขนาดใหญ่ มีบัลลังค์เหนือองค์ระฆังในผังสี่เหลี่ยม และประดับพระพุทธรูปลีลารอบก้านฉัตร คล้ายกับเจดีย์ทรงระฆังสมัยสุโขทัย ส่วนฐานเดิมยังปรากฏว่ามีช้างล้อม แต่รูปแบบเจดีย์ในปัจจุบันได้รับการบูรณะแล้ว
ส่วนที่เป็นลักษณะของเจดีย์ล้านนา ได้แก่ ชุดของฐานบัวรองรับองค์ระฆัง ประกอบด้วยฐานบัวควํ่า-บัวหงาย 3 ชั้น ประดับด้วยลูกแก้วอกไก่ ที่พัฒนารูปแบบต่อมาจากเจดีย์วัดอุโมงค์สวนพุทธธรรม เจดีย์วัดบุปผารามได้รับการบูรณะด้วยการหุ้มทองจังโก โดยกรมศิลปากรใน พ.ศ. 2550 ตามหลักฐานเดิมที่มีการสำรวจพบ
วัดพระธาตุดอยสุเทพ ราชวรวิหาร
ศูนย์รวมศรัทธาพระธาตุคู่เมืองสัญลักษณ์ภาพจำเชียงใหม่
วัดพระธาตุดอยสุเทพ ราชวรวิหาร ศูนย์รวมศรัทธาพระธาตุคู่เมืองสัญลักษณ์ภาพจำเชียงใหม่
วัดพระธาตุดอยสุเทพสร้างขึ้นในสมัยของพระเจ้ากือนา (พ.ศ. 1898-1928) เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่พระสุมนเถร อัญเชิญมาจากสุโขทัยในพ.ศ. 1915 โดยองค์หนึ่งบรรจุไว้ที่เจดีย์วัดบุปผาราม (วัดสวนดอก) ส่วนอีกองค์หนึ่งอัญเชิญขึ้นหลังช้าง และให้ช้างเดินไปตามทางและช้างได้ขึ้นมาบนดอยสุเทพ และหยุดอยู่ ณ บริเวณที่สร้างพระธาตุดอยสุเทพนี้ จึงได้มีการสร้างเจดีย์ และบรรจุพระบรมสารีริกธาตุนั้น
พระธาตุดอยสุเทพ น่าจะสร้างขึ้นตามคติการเป็นศูนย์กลางจักรวาลของนครเชียงใหม่ ในความหมายที่ว่าเมืองหลวงมักมีการสร้างศูนย์กลางจักรวาลประจำเมือง สำหรับพุทธศาสนามักมีการสร้างเจดีย์ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ เพื่อเป็นศูนย์กลางจักรวาล และมักเรียกว่ามหาธาตุสำหรับในภาคเหนือจะเรียกว่า “พระธาตุ” เช่น พระธาตุหริภุญชัย พระธาตุดอยสุเทพ และพระธาตุลำปางหลวง เป็นต้น
ในความหมายของศูนย์กลางจักรวาลตามคติการสร้างพระธาตุศักดิ์สิทธิ์ในล้านนา มักตั้งอยู่บนเนินหรือภูเขา เช่น พระธาตุลำปางหลวง พระธาตุช่อแฮ พระธาตุแช่แห้ง พระธาตุดอยสุเทพ และจะมีทางขึ้นเป็นบันไดนาค ตั้งแต่ฐานล่างไปจนถึงองค์พระธาตุ และมีระเบียงคดล้อมรอบ “สะพานนาค” น่าจะหมายถึง สะพานรุ้งที่เชื่อมต่อระหว่างโลกมนุษย์กับสวรรค์ เจดีย์ที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ จึงหมายถึงเจดีย์ที่อยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ คือ เจดีย์จุฬามณี ที่แสดงความหมายของศูนย์จักรวาลทางพุทธศาสนา
เนื่องจากวัดพระธาตุดอยสุเทพ เป็นวัดที่สำคัญของเมืองเชียงใหม่ และได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์อยู่ตลอดเวลา เช่น ในสมัยพระเมืองเกษเกล้า พ.ศ.2081 ได้บูรณะเจดีย์พระธาตุดอยสุเทพขึ้นใหม่ให้ใหญ่กว่าเดิมและในสมัยพระเมกุฏิ พ.ศ.2100 มีการหุ้มทองจังโกทั้งองค์ และ พ.ศ.2478 ครูบาศรีวิชัยร่วมกับเจ้าเมืองเชียงใหม่ และชาวบ้าน สร้างทางขึ้นดอยสุเทพระยะทาง 12 กิโลเมตร
เชียงใหม่ สู่มรดกโลก นับถอยหลัง 60 วัน คนเชียงใหม่พร้อมหรือยัง?
ศิลปกรรมที่สำคัญ
แผนผังวัดพระธาตุดอยสุเทพ ตั้งอยู่ในแนวตะวันออก-ตะวันตก โดยหันหน้ามาทางทิศตะวันออก มีบันไดนาคทางขึ้นมาจากด้านล่างสู่องค์พระธาตุที่เป็นประธานของวัด มีวิหารหลวงตั้งอยู่ด้านหน้าหันไปทางทิศตะวันออก และมีวิหารรองตั้งอยู่ด้านตรงข้ามกับวิหารหลวง องค์พระธาตุมีระเบียงคดล้อมรอบ มีวิหารขนาดเล็ก (วิหารทิศ) ติดกับระเบียงคดด้านทิศเหนือ-ใต้ ระหว่างฐานพระธาตุและระเบียงคดเป็นลานประทักษิณ โดยมีรั้วศัสตราล้อมรอบประทักษิณชั้นใน แต่ละด้านของรั้วศัสตรา จะเป็นปราสาทประดิษฐานพระพุทธรูปทั้ง 4 ด้าน ภายในวิหารหลวงประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นขนาดใหญ่ เช่นเดียวกับวิหารประจำทิศทั้ง 3 ด้าน
วิหารหลวง
วิหารหลังนี้เป็นวิหารแบบล้านนาในระยะหลัง ที่ได้รับอิทธิพลรัตนโกสินทร์แล้ว ส่วนที่มีความเป็นพื้นบ้านล้านนา คือ เป็นวิหารที่มีขนาดเล็กเตี้ยมีการลดชั้นหลังคาแบบด้านหน้า 3 ชั้น ด้านหลัง 2 ชั้น ส่วนที่เป็นอิทธิพลรัตนโกสินทร์ คือ ผนังก่ออิฐฉาบปูน ประดับช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ ส่วนงานประดับตกแต่งจะเป็นแบบล้านนาคือ หน้าบันเป็นงานไม้แกะสลัก ลงรักปิดทอง ประดับกระจกเป็นลายก้านขด ออกช่อดอกและใบ ซึ่งเป็นที่นิยมในสมัยรัตนโกสินทร์ ช่วงรัชกาลที่ 3-5 วิหารหลวงหลังนี้จึงน่าจะสร้างขึ้นใหม่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 25 แล้ว โดยน่าจะปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ตรงตำแหน่งที่ตั้งเดิม
นอกจากนี้ยังมีพระพุทธรูปรอบระเบียงคด เป็นพระพุทธรูปในศิลปะล้านนาพุทธศตวรรษที่ 21 หลายองค์มีจารึกที่ฐานและระบุปีศักราชที่สร้างการประดิษฐานพระพุทธรูป รอบระเบียงคด คงอิงคติในภาคกลาง หมายถึง พระอดีตพระพุทธเจ้า ที่มีจำนวนมากมายมหาศาล พระพุทธรูปส่วนใหญ่เป็นของวัดมาแต่เดิม ที่มีผู้ศรัทธาสร้างสร้างถวาย เพื่อสืบศาสนาตั้งแต่สมัยล้านนามาจนถึงปัจจุบัน
ส่วนจิตรกรรมฝาผนังรอบระเบียงคด เป็นงานเขียนร่วมสมัยกับในปัจจุบัน ปรากฏศักราชเขียนขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 2499-2512 เขียนโดยช่างชาวล้านนา แต่เป็นการเขียนแบบภาพสมัยใหม่ เป็นเรื่องเกี่ยวกับพุทธประวัติอย่างละเอียด
ปัจจุบันวัดพระธาตุดอยสุเทพ เป็นวัดในพุทธศาสนาแบบเถรวาท ที่มีภิกษุสงฆ์จำพรรษาอยู่ประมาณ 30 รูป และเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ที่นักท่องเที่ยวนิยมไปศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมล้านนาโดยได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแห่งชาติ ที่ได้รับการปกป้องคุ้มครองโดยสำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่ กรมศิลปากร และประสานการดูแลรักษาโดยคณะสงฆ์ และกรรมการวัดพระธาตุดอยสุเทพ
วัดเจ็ดยอด พระอารามหลวง
สถานที่สังคายนาพระไตรปิฎกแห่งแรกในประเทศไทย
วัดเจ็ดยอด พระอารามหลวง สถานที่สังคายนาพระไตรปิฎกแห่งแรกในประเทศไทย
วัดมหาโพธารามหรือวัดเจ็ดยอด ตั้งอยู่นอกเมืองเชียงใหม่ด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ห่างออกมาประมาณ 1.2 กิโลเมตร ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลตำบลช้างเผือก อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ตามเอกสารประวัติศาสตร์กล่าวว่าพระเจ้าติโลกราช (พ.ศ. 1984-2030) โปรดให้สร้างวิหารเพื่อเป็นที่จำพรรษาของมหาเถรอุดมปัญญา ที่เดินทางกลับมาจากลังกา โดยให้ช่างไปถ่ายแบบจากเจดีย์พุทธคยา ประเทศอินเดีย มา
สร้างวิหารขึ้น และโปรดให้ปลูกต้นพระศรีมหาโพธิ์ ที่นำมาจากลังกาด้วยใน พ.ศ.1998 จึงเรียกว่า “วัดมหาโพธาราม” เชื่อว่าเพื่อเป็นการฉลอง พระพุทธศาสนาครบ 2,000 ปี วัดมหาโพธารามนี้ ยังใช้เป็น สถานที่ทำสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ 8 ของโลก ซึ่งนับเป็นครั้งแรกของประเทศไทยในรัชสมัยของพระเจ้าติโลกราช พ.ศ.2020 โดยทั่วไปนิยมเรียกวัดนี้ว่า “วัดเจ็ดยอด” ตามลักษณะที่มีเจดีย์ตั้งอยู่บนวิหาร 7 องค์
ศิลปกรรมที่สำคัญ
วิหารมหาโพธิ์ วิหารหลังนี้จัดเป็นสถาปัตยกรรมรูปแบบพิเศษ เพราะมีอยู่แห่งเดียวในอาณาจักรล้านนา และประเทศไทย เป็นการจำลองมาจากเจดีย์พุทธคยาในอินเดีย เพราะมีรูปแบบ และแผนผังแบบเดียวกันแต่ย่อส่วนมาเหลือประมาณ 1 ใน 3 ส่วน
วิหารตั้งอยู่ด้านหน้าของต้นพระศรีมหาโพธิ์ ก่อด้วยศิลาแลงทั้งหลังมีแผนผังสี่เหลี่ยมผืนผ้ากว้าง 17.24 เมตร ยาว 31.56 เมตร ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปประธาน ส่วนล่างเป็นฐานบัวควํ่า-บัวหงาย ตัววิหารเป็นห้องขนาดใหญ่ มีมุขยื่นออกมาด้านหน้า และด้านหลังเล็กน้อย ผนังวิหารแบ่งเป็น 2 ชั้น และแบ่งเป็นห้อง ๆ โดยมีเสากั้น แต่ละห้องที่ผนังด้านนอกประดับเทวดาปูนปั้นยืนพนมมือ รวมทั้งลักษณะการแบ่งอาคาร และเสาคล้ายกับวิหารติวังกะ หรือวิหารเหนือสมัยโปโลนนารุวะ ศิลปะลังกา ประตูทางเข้าด้านหน้าก่อแบบวงโค้ง (TRUE ARCH) ที่อาจได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะพุกาม
ส่วนยอดของวิหารเป็นเจดีย์ทรงศิขรห้าองค์ มีเจดีย์ประธานขนาดใหญ่ตรงกลาง มีเจดีย์บริวารที่มุมทั้งสี่ ด้านหน้ามีเจดีย์ทรงระฆังขนาดเล็ก2 องค์ รวมเป็น 7 องค์ ลักษณะของอาคารแสดงถึงอิทธิพลของศิลปะอินเดียภาคเหนือ ที่เรียกว่า ทรงศิขระ แบบเดียวกับวิหารที่พุทธคยาในอินเดียและในพุกามประเทศพม่า โดยมีรูปแบบที่สำคัญ คือการทำอาคารซ้อนชั้น ในแต่ละชั้นประดับกูฑุ(วงโค้งรูปเกือกม้า) อันเป็นลักษณะของความเป็นปราสาทส่วนยอดเป็น อมาลกะ
นอกจากลักษณะพิเศษของวิหารแล้ว เทวดาปูนปั้นประดับผนังวิหารประกอบด้วยเทวดาพนมมือในท่ายืนและนั่ง ซึ่งมีการตีความว่า เป็นเทพชุมนุม เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ จะมีหมู่เทวดามาชุมนุมแสดงความยินดี พร้อมดอกไม้โปรยปรายลงมาจากสวรรค์ รูปแบบศิลปกรรมน่าจะได้รับอิทธิพลศิลปะลังกา ซึ่งมีความแตกต่างจากมหาโพธิ์ที่พุทธคยา ที่จะประดับพระพุทธรูปและพระโพธิสัตว์และพุกามจะประดับพระพุทธรูป
สัตตมหาสถาน
สัตตมหาสถาน หมายถึง สถานที่ 7 แห่งตามพุทธประวัติ ตอนตรัสรูพระพุทธเจ้า ทรงทบทวนในสิ่งที่พระองค์ทรงตรัสรู้เป็นเวลา 7 สัปดาห์ ในแต่ละสถานที่ที่พระองค์ทรงประทับนั่งทบทวนในแต่ละสัปดาห์ ได้มีการก่อสร้างสถาปัตยกรรมไว้เป็นที่ระลึกเรียกว่า สัตตมหาสถาน ได้แก่
1. โพธิบัลลังก์ (สัตตมหาสถานในสัปดาห์ที่ 1)
สถานที่ประทับของพระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ และได้ประทับเสวยวิมุตติสุขใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์เป็นเวลา 7 วัน นับเป็นสัปดาห์แรก คือ ต้นโพธิ์ ที่พระเจ้าติโลกราช โปรดให้นำมาปลูกเมื่อ พ.ศ.1998 และเรียกวัดแห่งนี้ตามนามต้นพระศรีมหาโพธิ์ว่า“วัดมหาโพธาราม” โดยใช้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ และวิหารที่มีพระพุทธรูปปางมารวิชัยประดิษฐานไว้ภายในเป็นสัญลักษณ์ เหตุการณ์สัปดาห์นี้
2. อนิมิสเจดีย์ (สัตตมหาสถานในสัปดาห์ที่ 2)
เป็นบริเวณที่พระพุทธเจ้าประทับยืน และเสด็จออกจากต้นพระศรีมหาโพธิ์ ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ และหันกลับมาทอดพระเนตรต้นพระศรีมหาโพธิ์ โดยไม่กระพริบพระเนตรเป็นเวลา 7 วัน เพื่อแสดงการขอบคุณต่อต้นพระศรีมหาโพธิ์ในการตรัสรู้ของพระองค์ และบริเวณดังกล่าวได้มีการสร้าง อนิมิสเจดีย์ เป็นเจดีย์ทรงปราสาทยอด ที่มีเรือนธาตุอยู่ในผังแปดเหลี่ยม และด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเจดีย์ ที่หันหน้าเข้าสู่ต้นพระศรีมหาโพธิ์ มีคูหาที่น่าจะประดิษฐานพระพุทธรูปประทับยืนปางถวายเนตร เป็นสัญลักษณ์เหตุการณ์สัปดาห์นี้ รูปแบบและลวดลายประดับเจดีย์เป็นลายแบบล้านนา ตรงกับประวัติการสร้างในสมัยพระเจ้าติโลกราช
3. รัตนจงกรม (สัตตมหาสถานในสัปดาห์ที่ 3)
เป็นบริเวณ ที่พระพุทธเจ้าทรงกระทำปาฏิหาริย์ ทรงเนรมิตที่จงกรมขึ้นระหว่าง ต้นศรีมหาโพธิ์กับอนิมิสเจดีย์
และเสด็จพุทธดำเนินในจงกลมเป็นเวลา 7 วัน เรียกว่า “รัตนจงกรม เจดีย์” ซึ่งที่นี้รัตนจงกรมเป็นฐานอาคารยกเป็นแท่นขึ้นมาตามแนวยาวในผังหกเหลี่ยมลักษณะของฐานเช่นนี้ พบรูปแบบ และตำแหน่งเดียวกับที่พบที่พุทธคยา ในประเทศอินเดีย เป็นสัญลักษณ์เหตุการณ์สัปดาห์นี้
4. รัตนฆรเจดีย์ (สัตตมหาสถานในสัปดาห์ที่ 4)
หลังจากพระพุทธเจ้าเสด็จออกมาจากจงกรม ได้เสด็จมาประทับทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของต้นพระศรีมหาโพธิ์ แล้วทรงพิจารณาพระอภิธรรมตลอด 7 วัน และเทพยดาได้นิมิตเรือนแก้ว ถวายเมื่อครบ 7 วันแล้ว เกิดพระรัศมีแผ่ซ่านออกจากพระวรกายสถานที่นี้จึงเรียกว่า “รัตนฆรเจดีย์” ซึ่งที่นี้รัตนฆรเจดีย์เหลือเพียง ส่วนฐาน ในผังยกเก็จ และบางส่วนของเรือนธาตุนี้มีซุ้มจระนำมีพระพุทธรูปแสดงปางสมาธิ ลักษณะของเจดีย์น่าจะเป็นเจดีย์ทรงปราสาทยอดแบบล้านนา เป็นลักษณะเหตุการณ์สัปดาห์นี้
5. ต้นอชปาลนิโครธ (ต้นไทร,สัตตมหาสถานในสัปดาห์ที่ 5)
หลังจากพระพุทธเจ้า พิจารณาพระอภิธรรมแล้ว ได้เสด็จไปทางทิศตะวันออกของต้นพระศรีมหาโพธิ์ ประทับนั่งเสวยวิมุตติสุขใต้ต้นไทร เป็นเวลา 7 วัน ปัจจุบันพบส่วนฐานอาคารทางด้านทิศตะวันออกของมหาวิหารที่อาจเป็นสถานที่เสวยวิมุตติสุขในสัปดาห์นี้
6. สระมุจลินท์ ต้นมุจลินท์ (ต้นจิก : สัตตมหาสถานในสัปดาห์ที่ 6)
อยู่ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ ของต้นพระศรีมหาโพธิ์ พระพุทธเจ้าทรงประทับนั่งใต้ต้นจิก ริมสระมุจลินท์ ตลอด 7 วัน ตามพุทธประวัติ กล่าวว่า ระหว่างประทับนั่งใต้ต้นจิก พญานาคมุจลินท์แผ่พังพาน กันฝนและลมให้พระพุทธเจ้าปัจจุบันยังคงมีสระขนาดใหญ่ ที่สร้างด้วยศิลาแลงอยู่ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ของวิหาร ริมสระมุจลินท์มีมณฑปที่ภายในน่าจะเคยประดิษฐานพระพุทธรูปนาคปรก ตามพุทธประวัติ รูปแบบของมณฑปเป็นอาคารห้องสี่เหลี่ยม เข้าไปภายในได้จัดเป็นศิลปกรรมในสมัยพระเจ้าติโลกราช ตำแหน่งของสระตรงกับสระมุจลินท์ ที่พุทธคยา ประเทศอินเดีย
7. ต้นราชายตนะ (ต้นเกด : สัตตมหาสถานในสัปดาห์ที่ 7)
พระพุทธเจ้าเสด็จไปทางทิศใต้ ของต้นพระศรีมหาโพธิ์ประทับนั่งเสวยวิมุตติสุข ใต้ต้นเกดเป็นเวลา 7 วัน ตามพุทธประวัติกล่าวว่า พ่อค้า 2 คน นามว่า ตปุสสะและภัลลิกะ เดินทางผ่านมานำข้าวสัตตู มาถวาย ทั้งสองคนได้เป็น ปฐมอุบาสก ตำแหน่งของต้นราชายตนะ (ต้นเกด) ที่พบที่วัดนี้ คือ กู่แก้วที่มีลักษณะสถาปัตยกรรม เป็นเจดีย์ทรงปราสาทยอดแบบล้านนา ในรัชสมัยของพระเจ้าติโลกราช เป็นสัญลักษณ์เหตุการณ์สัปดาห์นี้
นอกจากวิหารมหาโพธิ์ และสัตตมหาสถานทั้ง 7 แล้ว สิ่งสำคัญภายในวัดมหาโพธาราม ยังมีซุ้มประตูโขง ทางเข้าวัดทางด้านทิศตะวันออก ที่มีรูปแบบและลวดลายจัดอยู่ในศิลปะล้านนาช่วงพุทธศตวรรษที่ 21 รวมทั้งพระอุโบสถ และกู่พระแก่นจันทน์ด้วย
วัดมหาโพธาราม (วัดเจ็ดยอด) นับเป็นศาสนสถานในพุทธศาสนาแบบเถรวาท ที่สำคัญที่สุดในวัฒนธรรมล้านนา ทั้งทางด้านประวัติศาสตร์ ที่เป็นสถานที่ทำสังคายนาพระไตรปิฎก ครั้งที่ 8 ของโลก และเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ส่วนทางด้านสถาปัตยกรรมนับเป็นรูปแบบของสถาปัตยกรรม ที่พบเพียงแห่งเดียวในล้านนา และในประเทศไทย ที่ถอดแบบมาจากพุทธคยาประเทศอินเดีย พร้อมกับสัตตมหาสถาน
สถานที่ยังคงอยู่ครบถ้วนตั้งแต่แรกสร้างในสมัยพระเจ้าติโลกราช (พ.ศ.1998) แสดงให้เห็นพระราชประสงค์ของพระเจ้าติโลกราชเพื่อให้ศูนย์กลางของศาสนาพุทธ คือ พุทธคยาอันเป็นสถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า มาอยู่ที่อาณาจักรล้านนา เพราะในช่วงนั้นศาสนาพุทธหมดไป จากอินเดียแล้วและอาณาจักรพุกามที่เป็นศูนย์กลางทางศาสนาในสมัยต่อมาก็ล่มสลายลงอีก
วัดมหาโพธาราม ยังเป็นวัดที่มีพระสงฆ์จำพรรษามาจนถึงปัจจุบัน โดยมีภิกษุสงฆ์ จำพรรษาอยู่ประมาณ 30 รูป และเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ที่นักท่องเที่ยวนิยมไปศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมล้านนา และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแห่งชาติที่ได้รับการปกป้องคุ้มครองโดยสำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่ กรมศิลปากร และประสานการดูแลรักษาโดยคณะสงฆ์ และกรรมการ วัดมหาโพธาราม
ภาคประชาชน สภาชุมชนเมืองเจียงใหม่ เปิดรับฟังความเห็นของทุกส่วน ใน 8 แหล่งมรดก โดยหมุนเวียนสถานที่ต่างๆเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน หน่วยงานต่างๆ
ประโยชน์ของเมืองเชียงใหม่จะได้รับเมื่อขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก
ข้อมูลในเอกสารขอขึ้นบัญชีมรดกโลก คาดว่าจะได้รับ คือ
1. เมืองเชียงใหม่ได้รับความสนใจจากภาครัฐและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องมากยิ่งขึ้นโดยเฉพาะด้านการอนุรักษ์ทางวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน
2. ได้รับการสนับสนุนจากองค์การยูเนสโกในกรณีเกิดภัยพิบัติ อุทกภัย แผ่นดินไหว จะได้รับการช่วยเหลือทั้งงบประมาณ ผู้เชี่ยวชาญองค์ความรู้การบูรณะหรือปกป้องโบราณสถาน
3. ทางด้านเศรษฐกิจโดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยวและภาคบริการต่อเนื่อง ส่งผลให้มีการเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว
4. เกิดความตื่นตัวในการเตรียมความพร้อมภายในเมืองเพื่อรองรับจำนวนผู้มาเยือนที่เพิ่มมากขึ้นส่งผลเกิดการพัฒนาเศรษฐกิจ
5. ด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบการขนส่งสาธารณะภายในพื้นที่และการยกระดับพัฒนาด้านคมนาคมเป็นศูนย์กลาง บริการต่อเนื่องในภาคท่องเที่ยวทั้งระบบ สร้างงานเพิ่มรายได้ให้กับคนในท้องที่
6. โอกาสการพัฒนาในชุมชนอย่างเป็นระบบโดยการมีส่วนร่วมอย่างเป็นรูปธรรมโอกาสมีส่วนร่วมในการพัฒนาและอนุรักษ์เมือง
7. เพิ่มความตระหนักรู้และความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมท้องถิ่น ทั้งก่อนและภายหลังการได้เป็น มรดกโลก เป็นการสร้างความเข้าใจในแต่ละ ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในด้านการบริหารจัดการ การปกป้องคุ้มครอง การดูแลรักษา
8. เพื่อสามารถส่งต่อกระบวนการดังกล่าวให้กับคนรุ่นต่อๆ ไปให้มีความเข้าใจมี จิตสำนึกต่อแหล่งมรดกโลก ในพื้นที่ของตนเอง
อย่างไรก็ตาม ศุภฤกษ์ มองว่าปัญหาสำคัญตอนนี้ คือ การรับรู้และการมีส่วนร่วมของชาวเชียงใหม่ และคณะกรรมการอิโคโมสจะลงตรวจต้นเดือน ส.ค.2569 เป็นเวลา 5 วัน หลังตรวจเสร็จคาดว่าจะประกาศเชียงใหม่เป็นมรดกโลก ได้ในกลางเดือน มิ.ย.2570 ซึ่งเป็นปีที่เมืองเชียงใหม่ จะมีอายุ 730 ปี ส่วนตอนนี้ที่ทำได้ คือเตรียมเมือง ทาสีเมือง และขอภาคเอกชนปรับภูมิทัศน์เมืองบริเวณป้ายโฆษณาใกล้สถานที่สำคัญ
“เชียงใหม่ พร้อมหรือยังกับการเป็นเมืองมรดกโลก”
รายงาน : โกวิทย์ บุญธรรม ผู้สื่อข่าวไทยพีบีเอส ศูนย์ข่าวภาคเหนือ
อ่านข่าว :
รู้จัก "บัตรสีชมพู" ใครบ้างที่ต้องมีติดตัว กับเรื่องที่ควรรู้
ผบช.น.ชี้ซื้อขาย "ปืนสวัสดิการ" เข้าข่ายผิดเงื่อนไข หลังอยู่ในมือ "หมิงเฉิน ซัน"
เร่งตามนักท่องเที่ยวจีน ยิง "ปลานกแก้ว" หาดกะตะ
