เรื่องฝุ่นขนาดเล็ก หรือ PM 2.5 และหมอกควันไฟป่า ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นปัญหาที่กระทบต่อคุณภาพชีวิตคนไทยมานานแล้ว และช่วงกว่าสิบปีมานี้ เกิดขึ้นทุกปี ค่าฝุ่นควันพิษสูงขึ้นต่อเนื่อง
มีการอภิปรายขายฝันจะกำจัดทุกปี แต่จนแล้วจนรอด คนไทยก็ยังจมกับฝุ่นไม่เปลี่ยน
อย่างเดียวที่ถูดจุดพลุว่า เป็นความหวังของคนเหนือและรวมถึงในพื้นที่อื่นที่ PM 2.5 ฟุ้งกระจายไปทั่ว คือ พ.ร.บ.อากาศสะอาด ที่หลายพรรคแข่งเสนอในช่วงรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง รวมทั้งหลังสุด ปี 2569
น่าเสียดายที่ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนฯ และเข้าสู่ชั้นวุฒิสภาแล้ว แต่เมื่อรัฐบาลประกาศยุบสภา ร่างกฎหมายนี้ต้องตกไป จึงต้องลุ้นว่า รัฐบาลชุดใหม่จะปัดฝุ่นหยิบร่างนี้มาผลักดันต่อ ในกรอบเวลา 60 วันหรือไม่
การประชุมสภาเมื่อ 1 เม.ย.2569 พิจารณาเรื่อง ฝุ่นพิษ PM 2.5 มีผู้เสนอเป็นญัตติด่วนด้วยวาจา จาก สส.4 คน จาก 4 พรรคการเมือง ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่ เว็บไซต์ IQAir ได้เปิดอันดับเมืองมีมลพิษทางอากาศสูงที่สุดในโลก และจ.เชียงใหม่ ขึ้นอันดับ 1 มีค่า US AQI แตะระดับ 198
จัดเป็นพื้นที่สีม่วง อยู่ในเกณฑ์มีผลกระทบต่อสุขภาพอย่างมาก แต่ที่สำคัญ อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของค่าฝุ่นพิษเท่านั้น
เป็นเหตุให้ นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน และเป็น 1 ใน 4 สส.ที่เสนอญัตติดังกล่าว ได้อภิปรายในสภา พาดพิงไป นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ ว่าอายเรื่องฝุ่นพิษ PM 2.5 ไทย อยู่อันดับ 1 โลกบ้างหรือไม่
นายภัทรพงษ์ อภิปรายตอกย้ำความจริงที่เป็นอยู่ปัจจุบัน คือฝุ่นพิษ PM 2.5 ในภาคเหนือขณะนี้ เกินกำลังหน่วยงานในพื้นที่ และเข้าเกณฑ์ควรประกาศเขตภัยพิบัติแล้วอย่างน้อย 9 จังหวัด
ไม่ต่างจาก นางการดี เลียวไพโรจน์ สส.ปชป. และหนึ่งในผู้เสนอญัตติด้วยวาจา ได้ระบุชัดว่า วิกฤตฝุ่นของไทยพุ่ง 50 เท่าของเกณฑ์โลกแล้ว แต่ยังไม่ได้ประกาศเขตภัยพิบัติ ทั้งจี้รัฐให้เร่งแก้ PM 2.5 และผลักดัน พ.ร.บ.อากาศสะอาด ก่อนเดดไลน์ที่เหลือเพียง 6 สัปดาห์
เพื่อเอาคนผิดที่เป็นผู้ก่อมลพิษมาลงโทษ ไม่ใช่ไล่จับประชาชนที่เป็นเพียงเกษตรกรทำมาหากิน
ปฏิเสธไม่ได้ด้วยว่า ปัญหานี้ความจริงรัฐบาลควรต้องทราบล่วงหน้า เพราะเป็นปัญหาตามฤดูกาล ทุกปีตั้งแต่ พ.ย. ถึง เม.ย.-พ.ค. จะเกิดการก่อตัวและสะสมของฝุ่นพิษ หมอกควันและไฟป่า แต่รัฐบาลก็ไม่ได้เตรียมการอะไรเป็นพิเศษ นอกจากมาตรการเดิมๆ
ไม่ว่าจะเป็นคำสั่งการของนายก กำชับให้ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ และนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ไปดูแลอย่างเข้มงวดใน 3-4 จังหวัดภาคเหนือ
ที่ขาดไม่ได้และทำมาหลายรัฐบาล คือจี้ผู้ว่าราชการจังหวัด เอาผิดกับคนลักลอบเผาป่าอย่างเฉียบขาด ทั้งที่ทราบกันดีว่า การเผาตอข้าว และซังข้าวโพด เป็นต้นทุนที่เกษตรสามารถทำได้ ต่างจากมาตรการใช้เครื่องจักรและเทคโนโลยีจัดการกลบฝัง ซึ่งมีต้นทุนสูง
ไม่ต่างจากมาตรการอื่นๆที่รัฐบาลเคยประกาศดำเนินการ ทั้งการยกระดับเข้มงวดไม่รับซื้อข้าวโพดจากการเผา รวมทั้งผลผลิตจากประเทศเพื่อนบ้าน ที่มี "ยักษ์ใหญ่" ภาคการเกษตรของไทย ไปให้การส่งเสริมตั้งแต่เริ่มปลูกกระทั่งรับซื้อผลผลิต จึงไม่ประสบมรรคผล
รวมทั้งการประสานเจรจากับผู้นำประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อขอความร่วมมือ แต่ในทางปฏิบัติก็ยากลำบาก เนื่องจากเป็นเอกสิทธิ์ เป็นเรื่องปากท้องความอยู่รอดของเกษตรกรแต่ละประเทศ ที่เราจะเข้าไปก้าวก่ายแทรกแซงไม่ได้
นโยบายและแนวทางต่างๆ จึงต้องวนกลับมาที่เดิม และเป็นต้นตอสำคัญ ที่ทำให้ฝุ่นพิษ PM 2.5 หมอกควัน และไฟป่า ยังคงเป็นปัญหาซ้ำซาก หาทางแก้ไม่ได้ กระทั่งถึงทุกวันนี้
วิเคราะห์ : ประจักษ์ มะวงศ์สา บรรณาธิการอาวุโส
อ่านข่าว
31 จังหวัด ฝุ่น PM2.5 เกินเกณฑ์ หนักสุด "ปาย-เชียงดาว" พุ่งเฉียด 300 มคก.ต่อ ลบ.ม.
"เชียงใหม่" ประกาศเขตภัยพิบัติไฟป่า 6 อำเภอ
ชาวบ้านแม่ฮ่องสอนวอนภาครัฐ จัดสถานที่ฟอกอากาศ ให้ชาวเมือง
