ทำไมอเมริกาที่ "พึ่งพาตัวเองได้" แต่ทรัมป์ยังต้องขู่ให้เปิด "ฮอร์มุซ"

ต่างประเทศ
16:10
จำนวนผู้ชม 1,516
ทำไมอเมริกาที่ "พึ่งพาตัวเองได้" แต่ทรัมป์ยังต้องขู่ให้เปิด "ฮอร์มุซ"
ดูเหมือนว่าทรัมป์ยังสับสนเรื่องฮอร์มุซ จากการบอกว่า "สหรัฐฯ ไม่ต้องการ" กลายเป็นคำขู่หยาบคาย "เปิดเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นจะตกนรก" แม้สหรัฐฯ จะนำเข้าน้ำมันผ่านช่องแคบน้อยมาก แต่หลังราคาน้ำมันพุ่งทะลุ 111 ดอลลาร์ ก็กระทบหนักต่อเศรษฐกิจอเมริกา

วันนี้ (6 เม.ย.2569) เดวิด โกลด์แมน ผู้สื่อข่าวอาวุโสของ CNN Business วิเคราะห์ว่า ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ กำลังเผชิญกับภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เกี่ยวกับสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นประเด็นที่ดูเหมือนว่า เขาจะยังไม่สามารถตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาดว่า ความสำคัญของเส้นทางเดินเรือนี้ กลับมีผลต่อสหรัฐฯ มากกว่า ที่เขาพยายามสื่อสารออกมาต่อสาธารณะ

ย้อนกลับไปเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (1 เม.ย.) ทรัมป์ได้แถลงการณ์ผ่านทำเนียบขาว ด้วยน้ำเสียงที่มั่นใจว่า "สหรัฐอเมริกาแทบไม่ได้นำเข้าน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซเลย และเราจะไม่นำเข้าอีกในอนาคต เราไม่ต้องการมัน เราไม่เคยต้องการ และตอนนี้เราก็ยังไม่ต้องการน้ำมันจากที่นั่น"

แต่เพียงไม่กี่วันต่อมา ในวันอาทิตย์ที่ 5 เม.ย. ท่าทีของทรัมป์กลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อเขาโพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์มทรูธโซเชียลด้วยถ้อยคำที่รุนแรงและหยาบคายว่า "เปิดช่องแคบเฮงซวยนั่นเดี๋ยวนี้ พวกแกมันบ้า ถ้าไม่เปิด พวกแกจะได้ไปอยู่ในนรกแน่ คอยดูเถอะ!"

ทำไมอเมริกาที่ "พึ่งพาตัวเองได้" แต่ทรัมป์ยังต้องขู่ให้เปิด "ฮอร์มุซ"

ทำไมอเมริกาที่ "พึ่งพาตัวเองได้" แต่ทรัมป์ยังต้องขู่ให้เปิด "ฮอร์มุซ"

คำถามสำคัญที่เกิดขึ้นคือ อะไรคือปัจจัยที่ทำให้ผู้นำสหรัฐฯ เปลี่ยนท่าทีไปได้รวดเร็วเพียงนี้ ?

คำตอบที่ชัดเจนที่สุดประการหนึ่งคือ "ราคาน้ำมัน" นั่นเอง

ราคาน้ำมันในสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้นมากกว่าร้อยละ 11 ในวันพฤหัสบดีที่ 2 เม.ย. ซึ่งเป็นวันหลังจากที่เขาออกมาแถลงการณ์ว่าอเมริกาไม่ต้องการน้ำมันจากตะวันออกกลาง โดยราคาดีดตัวขึ้นไปปิดที่เหนือระดับ 111 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ซึ่งถือเป็นระดับราคาที่สูงที่สุดในรอบ 4 ปี และเป็นการพุ่งขึ้นในวันเดียวที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์น้ำมันโลก

หากย้อนกลับไปก่อนที่ทรัมป์จะแถลง น้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสมีการซื้อขายกันอยู่ที่ประมาณ 100 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล และถ้าย้อนไปก่อนที่สงครามจะเริ่มต้นขึ้น ราคายังอยู่ไม่ถึง 70 ดอลลาร์สหรัฐ /บาร์เรลด้วยซ้ำ

หากพิจารณาตามข้อเท็จจริง ทรัมป์กล่าวถูกต้องในส่วนที่ว่าสหรัฐฯ พึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางผ่านช่องแคบฮอร์มุซค่อนข้างน้อย สหรัฐฯ นำเข้าน้ำมันผ่านเส้นทางนี้เพียงประมาณ 500,000 บาร์เรล จากปริมาณการใช้ทั้งหมด 20 ล้านบาร์เรล/วัน ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่ำมาก จนสามารถหาน้ำมันจากแหล่งอื่นมาทดแทนได้ไม่ยากนัก

อย่างไรก็ตาม คำขู่ที่เต็มไปด้วยคำหยาบคายล่าสุดของทรัมป์ กลับสะท้อนความจริงที่เจ็บปวดว่า เศรษฐกิจของสหรัฐฯ จำเป็นต้องพึ่งพาสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซมากกว่าที่ทรัมป์เคยยอมรับ

ในแง่ของอุปสงค์และอุปทาน สหรัฐฯ ประสบความสำเร็จอย่างน่าทึ่งในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา ในการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมพลังงานผ่านเทคโนโลยี Hydraulic Fracking และการเจาะน้ำมันในแนวราบ ปัจจุบันอเมริกาสามารถผลิตน้ำมันได้วันละประมาณ 22 ล้านบาร์เรล ซึ่งมากกว่าซาอุดีอาระเบียที่เป็นอันดับ 2 ถึงเท่าตัว และมากกว่าปริมาณที่คนในประเทศบริโภคในแต่ละวันเสียด้วยซ้ำ จนดูเหมือนว่าอเมริกาจะได้รับเอกราชทางพลังงานแล้ว

แต่ความจริงกลับซับซ้อนกว่านั้น สหรัฐฯ ยังคงต้องนำเข้าน้ำมันดิบมากกว่า 6,000,000 บาร์เรล/วัน หรือประมาณ 1 ใน 3 ของปริมาณที่บริโภค และยังมีการส่งออกน้ำมันอีกประมาณ 4,000,000 บาร์เรล/วัน สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะ "น้ำมันดิบแต่ละชนิดถูกสร้างมาไม่เหมือนกัน"

น้ำมันที่อเมริกาผลิตได้เป็นชนิด "เบาและหวาน" เหมาะสำหรับการผลิตน้ำมันเบนซิน แต่กลับใช้ไม่ได้ผลดีนักในการผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับทำความร้อน ยางมะตอย และน้ำมันดีเซล ซึ่งต้องใช้น้ำมันดิบชนิดหนักและมีกำมะถันสูง (หนักและเปรี้ยว) ที่ผลิตได้จากเวเนซุเอลาและตะวันออกกลาง

นอกจากนี้ ตลาดน้ำมันยังเป็นตลาดโลก เมื่อปริมาณน้ำมันในภูมิภาคหนึ่งลดลง ย่อมส่งผลกระทบต่อทุกที่ทั่วโลก ในช่วงเวลาที่อุปทานตึงตัวเช่นนี้ ผู้นำเข้าน้ำมันจะเกิดการแข่งขันกันเพื่อแย่งชิงน้ำมันที่ยังเหลืออยู่ ส่งผลให้ราคาพุ่งสูงขึ้นสำหรับทุกคนที่ต้องการมัน

แดน พิกเกอริง ผู้ก่อตั้ง Pickering Energy Partners ระบุว่า แม้สหรัฐฯ จะยังมีน้ำมันใช้อย่างเพียงพอในช่วงสงครามกับอิหร่าน แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาหลัก ปัญหาที่แท้จริงคือ อเมริกาไม่สามารถแยกตัวออกจากอาการ "ช็อก" ของราคาน้ำมันในตลาดโลกได้

ราคาพลังงานที่พุ่งสูง เป็นผลพวงที่เห็นได้ชัดจากการที่อิหร่านสั่งปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างมีประสิทธิภาพ ราคาน้ำมันยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงหลังจากคำขู่ของทรัมป์ที่จะโจมตีโรงไฟฟ้าและสะพานของอิหร่าน ส่งผลให้ราคาน้ำมันเบนซินในสหรัฐฯ พุ่งขึ้นไปอยู่ที่เฉลี่ย 4.11 ดอลลาร์สหรัฐ/แกลลอน

ราคาที่พุ่งสูงนี้กำลังสร้างความเสียหายให้กับเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะกลุ่มคนอเมริกันที่มีรายได้ระดับกลางและระดับล่างที่กำลังดิ้นรนอย่างหนักกับค่าน้ำมัน ขณะที่ธุรกิจขนาดเล็กที่ไม่สามารถขยับราคาสินค้าได้อีกต่อไปจำต้องตัดสินใจอย่างยากลำบากเกี่ยวกับการปรับลดพนักงาน

ความกังวลที่ใหญ่กว่านั้นคือ หากราคาที่สูงเกินไปเริ่มทำลายความต้องการใช้ แม้ราคาอาจจะลดลงในภายหลัง แต่หากคนอเมริกันไม่มีเงินพอจะเติมน้ำมันรถหรือซื้อตั๋วเครื่องบิน นั่นจะกลายเป็นปัญหาใหญ่หลวงของระบบเศรษฐกิจ แม้ว่าการจะทำให้เศรษฐกิจขนาด 30 ล้านล้านดอลลาร์ล่มสลายนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย และสงครามครั้งนี้เพิ่งดำเนินมาเพียง 5 สัปดาห์กว่า ๆ แต่หากยืดเยื้อออกไปเป็นเดือน ก็อาจสร้างความเสียหายรุนแรงถึงขั้นเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้

นักวิเคราะห์จากวอลล์สตรีตประเมินว่า ทุก ๆ 10 ดอลลาร์สหรัฐ ที่ราคาน้ำมันบาร์เรลพุ่งขึ้น จะไปเฉือน GDP ลงประมาณร้อยละ 0.1 - 0.4 ดังนั้นราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นมาแล้ว 40 ดอลลาร์ในปัจจุบัน อาจทำให้ GDP หายไปประมาณร้อยละ 1 ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ควรประมาท และสถานการณ์อาจเลวร้ายลงอย่างรวดเร็วหากราคาน้ำมันพุ่งขึ้นไปอีก

ยิ่งไปกว่านั้น น้ำมันไม่ใช่ปัจจัยเดียว เพราะสินค้าทุกอย่างที่ต้องขนส่งด้วยรถบรรทุกจะมีราคาแพงขึ้น เนื่องจากราคาดีเซลที่พุ่งกระฉูด รวมถึงสินค้านำเข้าอื่นๆ ผ่านช่องแคบ เช่น อะลูมิเนียม ฮีเลียม และปุ๋ย ซึ่งจะส่งผลให้ราคาวัสดุก่อสร้าง ไมโครชิป และอาหารพุ่งสูงตามไปด้วย คาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อในเดือนมีนาคม จะพุ่งไปที่ร้อยละ 3.5 ซึ่งจะลบผลประโยชน์จากค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นในปีที่ผ่านมา ของแรงงานอเมริกันไปจนหมดสิ้น

โจ บรูซูลาส นักเศรษฐศาสตร์จาก RSM US กล่าวว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ สามารถทนทานต่อแรงกระแทกจากราคาน้ำมันที่ 100 ดอลลาร์ได้ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง แต่ถ้ามันกลายเป็น 150 หรือ 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล นั่นจะเป็นเรื่องที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง

นี่คือเหตุผลที่ทรัมป์เริ่มมีท่าทีตื่นตระหนกต่อช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง แม้ว่าเขาจะพูดจากลับไปกลับมา ตั้งแต่เริ่มสงคราม โดยรัฐบาลของเขา ได้ให้คำมั่นว่า จะส่งเรือรบไปคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันและรับประกันให้กับเรือที่ถูกยกเลิกความคุ้มครอง แต่ในขณะเดียวกัน เขากลับเรียกร้องให้ประเทศที่พึ่งพาน้ำมันตะวันออกกลาง ออกไปช่วยกันเปิดช่องแคบด้วยตัวเอง พร้อมข้อความเย้ยหยันว่า "ไปหาน้ำมันใช้กันเองเถอะ!"

ท่าทีที่เปลี่ยนไปรายวันของทรัมป์ทำให้ราคาน้ำมันผันผวนอย่างรุนแรง แต่ภาพรวมยังคงเป็นขาขึ้น เนื่องจากชัดเจนว่า อิหร่านเป็นผู้ถือไพ่เหนือกว่าในช่องแคบนี้ และการถอนตัวจากสงครามของสหรัฐฯ ก็อาจไม่ช่วยให้เส้นทางขนส่งน้ำมันกลับมาเปิดได้อีกครั้ง

ขณะที่อิหร่านประกาศว่า จะเรียกเก็บค่าผ่านทางสำหรับการเดินเรือผ่านช่องแคบอย่างปลอดภัย ซึ่งเป็นค่าธรรมเนียมที่ประเทศในอ่าวอาหรับส่วนใหญ่คงจะปฏิเสธที่จะจ่าย ซึ่งแม้ช่องแคบจะเปิดได้เพียงบางส่วน โลกก็จะยังขาดแคลนน้ำมันอยู่ประมาณ 4,40,000 - 8,000,000 บาร์เรล/วัน ตามการประเมินของนักยุทธศาสตร์พลังงานจาก Citi

ทั้งนี้ ทรัมป์ได้ขีดเส้นตายให้อิหร่านเปิดช่องแคบภายในวันอังคารที่ 7 เม.ย. เวลา 20.00 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ ทว่ายังไม่มีความชัดเจนว่าปฏิกิริยาของอิหร่านจะเป็นอย่างไร หรือสหรัฐฯ จะหาวิธีใดมาโน้มน้าวให้อิหร่านยอมทำตามในท้ายที่สุด

อ่านข่าวอื่น :

มาครงวิจารณ์ทรัมป์ "สงครามไม่ใช่โชว์" ควรพูดจริงจังไม่กลับกลอก

"ทรัมป์" เตรียมแถลงข่าว ยืนยัน ช่วยเหลือ "นักบิน" ได้แล้ว

สื่อเผยสหรัฐฯ-อิหร่านถกเงื่อนไขหยุดยิง 45 วัน ปูทางยุติสงคราม