“เอลนีโญ” ปีนี้ไม่น่าห่วง จับตา "วิกฤตปุ๋ยขาดแคลน" ฉุดผลผลิตข้าวไทยหาย 5 ล้านตัน

เศรษฐกิจ
15:04
จำนวนผู้ชม 62
“เอลนีโญ” ปีนี้ไม่น่าห่วง  จับตา "วิกฤตปุ๋ยขาดแคลน" ฉุดผลผลิตข้าวไทยหาย 5 ล้านตัน
ศูนย์วิจัยเกียรตินาคิน ชี้ เอลนีโญ ปีนี้ยังไม่น่าห่วง เพราะมีน้ำในเขื่อนช่วยพยุง จับตา "วิกฤตปุ๋ยขาดแคลน" ฉุดผลผลิตข้าวไทยหาย 5 ล้านตัน แนะภาครัฐเร่งลงทุนระบบชลประทาน ยกระดับความมั่นคงด้านปุ๋ย  

วันนี้ (15 พ.ค.2569) กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร หรือ เกียรตินาคินภัทร (KKP) ประเมินปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño) ที่เตรียมกลับมาในช่วงกลางถึงปลายปี 2026 อาจไม่ส่งผล กระทบรุนแรงต่อภาคเกษตรไทยในปีนี้เท่าที่กังวล เนื่องจากไทยมีข้อได้เปรียบจากปริมาณน้ำต้นทุนใช้การได้ในเขื่อนสำคัญ ในช่วงต้นปีที่สูงถึง 55% ของความจุ และจังหวะเวลาที่เกิดขึ้นในช่วงฤดูฝน

อย่างไรก็ตาม เตือนภาคเกษตรและภาครัฐให้เตรียมรับมือกับ "ปัจจัยเสี่ยงใหม่" ที่น่ากังวลยิ่งกว่า คือวิกฤตราคาและภาวะขาดแคลนปุ๋ยเคมี จากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งอาจสร้างความเสียหายต่อผลผลิตข้าวไทยอย่างหนัก และภาวะฝนทิ้งช่วงอาจสร้างปัญหาขาดแคลนน้ำในปีหน้าได้

“เอลนีโญ” ปีนี้ไม่น่าห่วง  จับตา "วิกฤตปุ๋ยขาดแคลน" ฉุดผลผลิตข้าวไทยหาย 5 ล้านตัน

“เอลนีโญ” ปีนี้ไม่น่าห่วง จับตา "วิกฤตปุ๋ยขาดแคลน" ฉุดผลผลิตข้าวไทยหาย 5 ล้านตัน

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) และองค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติ (NOAA) ของสหรัฐฯ ยืนยันว่าปรากฏการณ์ El Niño กำลังจะกลับมาอีกครั้ง โดยโอกาสการเกิดได้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดจาก 40% เป็น 98% ภายในระยะเวลาเพียง 6 เดือน ทำให้หลายฝ่ายเกิดความกังวลว่า ภาคการเกษตรอาจไม่มีเวลาเตรียมตัวรับมือได้เพียงพอ

เอลนีโญปีนี้ “ไม่”รุนแรง เท่าปีก่อน

KKP Research ประเมินว่า ความรุนแรงของ เอลนีโญ ในรอบนี้ยังต่ำกว่าในช่วงปี 2023-24 และผลกระทบต่อภาคเกษตรกรรมของไทย อาจถูกบรรเทาลงได้อย่างมีนัยสำคัญด้วย 2 ปัจจัยหลัก ได้แก่ จังหวะเวลา: การเกิดปรากฏการณ์ในรอบนี้ อยู่ในช่วงฤดูฝน จึงยังมีน้ำฝนเข้ามาช่วยพยุงการผลิต แตกต่างจากการเกิดในหน้าแล้ง ที่มักทำให้เกิดภาวะ "ฝนทิ้งช่วง" ยาวนาน และ การเตรียมพร้อมด้านน้ำต้นทุน: ปัจจุบันปริมาณน้ำในเขื่อนใช้การได้อยู่ในระดับสูงเกือบ 55% ของระดับความจุในช่วงต้นปี ซึ่งถือว่าค่อนข้างมาก เมื่อเทียบกับรอบปี 2014-16 (35%) และปี 2023-24 (47%)

“เอลนีโญ” ปีนี้ไม่น่าห่วง  จับตา "วิกฤตปุ๋ยขาดแคลน" ฉุดผลผลิตข้าวไทยหาย 5 ล้านตัน

“เอลนีโญ” ปีนี้ไม่น่าห่วง จับตา "วิกฤตปุ๋ยขาดแคลน" ฉุดผลผลิตข้าวไทยหาย 5 ล้านตัน

แม้ภาพรวมจะมีปริมาณน้ำในเขื่อนช่วยพยุง แต่ผลกระทบจะไม่ได้เกิดขึ้นเท่าเทียมกันในทุกพื้นที่ และทุกสินค้าเกษตร กลุ่ม พืชไม้ยืนต้น เช่น ปาล์มน้ำมัน และยางพารา จะได้รับผลกระทบน้อยกว่า ในขณะที่พืชไร่ที่ต้องการน้ำมาก โดยเฉพาะข้าวนาปรัง และมันสำปะหลัง ที่มีรอบเก็บเกี่ยวต้นปีหน้า จะเผชิญความเสี่ยงที่สูงกว่า

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีความเปราะบางสูงสุด เนื่องจากเป็นภูมิภาคเดียวที่มีพื้นที่ชลประทานในสัดส่วนเพียง 10% ของพื้นที่ปลูกข้าวทั้งหมด ขณะที่ภูมิภาคอื่นๆ มีสัดส่วนเฉลี่ย 45% ซึ่งสามารถกระจายน้ำจากเขื่อนไปหล่อเลี้ยงพื้นที่เพาะปลูกได้ทั่วถึงกว่า

"วิกฤตปุ๋ยขาดแคลน" — ภัยเงียบที่น่ากังวลกว่าสภาพอากาศ

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ KKP Research มองว่าเป็นความท้าทายสำคัญ และแตกต่างจากรอบก่อนหน้า คือความเสี่ยงของการขาดแคลนปุ๋ยเคมี ในช่วงปี 2023-24 สงครามรัสเซีย-ยูเครน ทำให้ราคาปุ๋ยพุ่งสูง จนไทยต้องลดการนำเข้าปุ๋ยลงถึง 1 ใน 4 (เหลือเพียง 4.1 ล้านตันในปี 2022) มาในปัจจุบัน สงครามที่ยืดเยื้อ ประกอบกับความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นแหล่งผลิตปุ๋ยหลักแห่งใหม่ของไทย (ไทยนำเข้าปุ๋ยเพิ่มขึ้นถึง 6.1 ล้านตันในปี 2024 โดยพึ่งพาซาอุดีอาระเบียและโอมานเป็นหลัก) กำลังทำให้อุปทานปุ๋ยในตลาดโลกอาจตึงตัวอย่างหนักในอนาคต

“เอลนีโญ” ปีนี้ไม่น่าห่วง  จับตา "วิกฤตปุ๋ยขาดแคลน" ฉุดผลผลิตข้าวไทยหาย 5 ล้านตัน

“เอลนีโญ” ปีนี้ไม่น่าห่วง จับตา "วิกฤตปุ๋ยขาดแคลน" ฉุดผลผลิตข้าวไทยหาย 5 ล้านตัน

หากวิกฤตปุ๋ยเคมีขาดแคลนเกิดขึ้นจริง จะสะท้อนความเปราะบางของภาคเกษตรไทยอย่างชัดเจน เนื่องจากที่ผ่านมา การเพิ่มขึ้นของผลผลิตข้าวไทย จาก 200 กิโลกรัมต่อไร่ในปี 1960 มาเป็น 300 กิโลกรัมต่อไร่ในปี 2025 พึ่งพาการใช้ปุ๋ยเคมีเป็นปัจจัยหลัก

โดยหากเกิดการขาดแคลนปุ๋ย อาจกระทบต่อการผลิตข้าวนาปี (รอบปี 2026/27) ทำให้ผลผลิตข้าวเปลือกไทยลดลงถึง 15% หรือหายไปราว 5 ล้านตันข้าวเปลือก แม้ปริมาณที่เหลือจะเพียงพอต่อการบริโภคในประเทศ แต่จะส่งผลสะเทือนต่อภาคการส่งออกได้อย่างรุนแรง นอกจากนี้ หากผลผลิตข้าวไทยลดลง ไทยอาจไม่ได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่จากราคาข้าวโลกที่อาจปรับตัวสูงขึ้นเหมือนรอบที่แล้ว (เช่น ในกรณีที่อินเดียระงับการส่งออกข้าวอีกครั้ง)

“เอลนีโญ” ปีนี้ไม่น่าห่วง  จับตา "วิกฤตปุ๋ยขาดแคลน" ฉุดผลผลิตข้าวไทยหาย 5 ล้านตัน

“เอลนีโญ” ปีนี้ไม่น่าห่วง จับตา "วิกฤตปุ๋ยขาดแคลน" ฉุดผลผลิตข้าวไทยหาย 5 ล้านตัน

แนะเร่งลงทุนระบบชลประทานยกระดับความมั่นคงด้านปุ๋ย

โดยในระยะยาว ข้อมูลชี้ว่าประสิทธิภาพการผลิตข้าวของไทย ยังคงต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับ 6 ประเทศผู้ผลิตข้าวหลักของโลก สอดคล้องกับสถิติของธนาคารโลกและ FAO ที่ระบุว่า ไทยมีการใส่ปุ๋ยน้อยกว่าประเทศคู่แข่งถึง 45%

KKP Research แนะภาครัฐควรใช้โอกาสนี้ ในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านการเกษตร โดยเร่งลงทุนขยายพื้นที่ชลประทาน ให้ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ควบคู่ไปกับการสร้างความมั่นคงด้านอุปทานปุ๋ยเคมี และส่งเสริมความรู้เรื่องรูปแบบการใส่ปุ๋ยที่เหมาะสมกับพืช และบริบทของพื้นที่ เพื่อเป็นเกราะป้องกันให้ภาคการเกษตรและอาหารของไทยสามารถยืนหยัดได้ ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ และสภาพอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้นในอนาคต

อ่านข่าว:

UN เตือนประชากร 30 ล้านคนเสี่ยงยากจนฉับพลัน แม้พรุ่งนี้สงครามอิหร่านยุติก็ตาม

โดมิโนสงคราม "ปิดฮอร์มุซ" เจาะลึกผลกระทบที่สะเทือนถึงจานข้าวคนทั้งโลก

สต็อกปุ๋ยยังเหลือเพียบ พาณิชย์ ย้ำไม่ต้องกักตุน ขู่ร้านค้าห้ามขึ้นราคา