การไร้คู่แข่งของ The Social Network
แม้จะมีภาพยนตร์ที่ได้เสียงตอบรับจากนักวิจารณ์มากแค่ไหน แต่ไม่ว่าผ่านมากี่เวที ก็ยังไม่มีผลงานเรื่องไหนมาแย่งชิงความสำเร็จจาก The Social Network ไปได้ จนเป็นที่คาดการณ์ว่ากำลังกลายเป็นผลงานที่ก้าวไปสู่การเป็นตัวเต็งบนเวทีออสการ์อย่างไร้คู่แข่ง
คนที่รู้จัก มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ตัวจริงคงยากที่จะเชื่อว่าคนอย่างเขาจะสร้าง Facebook เพียงเพราะต้องการยกระดับในสังคมหลังถูกปฎิเสธเข้าสโมสรไฮโซของนักศึกษาฮาร์วาร์ด ตามที่ถ่ายทอดในภาพยนตร์สุดดังอย่าง The Social Network และแม้เจ้าตัวเองจะย้ำว่านอกจากเสื้อผ้าในฉากแล้ว รายละเอียดในหนังล้วนคลาดเคลื่อนจากเหตุการณ์จริง แต่นั้นก็ไม่ทำให้ผลงานของยอดผู้กำกับอย่างเดวิด ฟินเชอร์ ลดความน่าสนใจไปแม้แต่น้อย
The Social Network ดัดแปลงมาจาก The Accidental Billionaires ผลงานของ เบน เมซริช นักเขียนที่ได้แหล่งข้อมูลจากการสัมภาษณ์ เอดัวร์โด ซาเวริน เพื่อนคู่หูของซัคเคอร์เบิร์ก ในการก่อตั้ง Facebook จนถึงเอกสารซึ่งเป็นการสาวใส้กันเองของทั้งคู่ระหว่างการดำเนินคดีในชั้นศาล ซึ่งแม้ข้อมูลสำคัญเหล่านั้นจะนำมาขึ้นจอเพียงแค่ 40% ทว่ามุมมองของฟินเชอร์ และแอรอน ซอร์กิ้น ผู้เขียนบท ที่ไม่ต้องการให้ผลงานเรื่องนี้เป็นเพียงแหล่งอ้างอิงชีวิตของคนเพียงคนเดียว แต่พัฒนาให้มันกลายเป็นกระจกเงาสะท้อนความสัมพันธ์ของผู้คนในสังคมสมัยใหม่ จนซื้อใจนักวิจารณ์อย่างถ้วนหน้า
ความสำเร็จดังกล่าวทำให้ตลอดฤดูกาลล่ารางวัลของฮอลลีวูดหลายเดือนมานี้ แทบจะหาผลงานเรื่องไหนมาแย่งความสนใจจาก The Social Network ไปได้ ทั้งชัยชนะบนเวทีสมาคมนักวิจารณ์เกือบทุกสถาบัน จนถึงสมาคมผู้สื่อข่าวอย่างเวทีลูกโลกทองคำครั้งล่าสุด ทว่าหลายเสียงมองว่ามันกำลังจะเป็นการสะท้อนการขาดความหลากหลายของหนังคุณภาพในฤดูแข่งขันหนังกล่องปีนี้
การคว้ารางวัลแบบไม่แบ่งใครของ The Social Network อาจจะทำให้ผู้ที่เฝ้าดูความหลากหลายของการแข่งขันหนังคุณภาพมีเรื่องให้ลุ้นน้อยลงในปีนี้ แต่มันก็เป็นอีกเสียงที่บ่งบอกว่าหากคุณภาพเป็นที่ประจักษ์แล้ว การที่หนังซักเรื่องจะได้รับการยอมรับจากทุกเวทีของวงการก็อาจจะไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
