กรมชลประทานเตือนเฝ้าระวังน้ำท่วมใน 3 จังหวัดภาคกลางช่วง ต.ค.นี้
ทหารกองพลพัฒนาที่ 3 ค่ายบรมไตรโลกนาถ นำเรือท้องแบน ติดเครื่องยนต์ เข้าช่วยชาวบ้าน ต.พรหมพิราม และ ต.ท่าช้าง อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก สำหรับใช้สัญจรออกจากพื้นที่ หลังสะพานข้ามแม่น้ำยมสายเก่า ระหว่าง บ้านวังน้ำเย็น ต.พรหมพิราบ กับ บ้านใหม่สำราญ ต.ท่าช้าง ถูกกระแสที่ไหลเชี่ยวกัดเซาะจนขาด เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา
ขณะที่พื้นที่ลุ่มแม่น้ำยม ที่รับมวลน้ำจาก จ.พิษณุโลก ประชาชนก็ยังคงเร่งเตรียมรับน้ำ ที่คาดว่าจะเพิ่มระดับสูงขึ้นอีกใน 1-2 วันนี้ โดยเฉพาะที่ ต.สามง่าม อ.สามง่าม จ.พิจิตร ชาวบ้านต่างช่วยกันทำที่พักชั่วคราวบนถนน เพื่อเชื่อว่าอาจจะยาวนาน 2 - 3 เดือน
เช่นเดียวกับ ชาวบ้าน ต.ท่าไม้ อ.ชุมแสง จ.นครสวรรค์ ที่ต้องขนสิ่งของและเครื่องมือการเกษตรไปไว้ในที่สูง หลังแม่น้ำยมล้นตลิ่งเข้าท่วมอย่างต่อเนื่อง โดยมวลน้ำดังกล่าวจะไหลไปรวมกับแม่น้ำน่าน และ แม่น้ำปิง ที่ อ.เมือง จ.นครสวรรค์ ก่อนไหลลงสู่พื้นที่ภาคกลาง
ส่วนสถานการณ์แม่น้ำเจ้าพระยา หลังเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท เพิ่มการระบายน้ำออกมาอีก เพื่อรองรับมวลน้ำที่ไหลมาจาก จ.สุโขทัย และ จ.นครสวรรค์ ทำให้ระดับน้ำยังคงเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ และส่งผลกระทบในพื้นที่ลุ่มตั้งแต่ จ.ชัยนาท จ.สิงห์บุรี จ.อ่างทอง และ จ.พระนครศรีอยุธยา เช่นเดียวกับ จ.ปทุมธานี ที่เริ่มได้รับผลกระทบแล้วเช่นกัน
ขณะที่นายสุเทพ น้อยไพโรจน์ รองอธิบดีกรมชลประทาน ระบุว่า พื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวัง ซึ่งเสี่ยงต่อสถานการณ์น้ำท่วมในขณะนี้ มีอยู่ด้วยกัน 3 จังหวัด คือ จ.พระนครศรีอยุธยา ได้แก่ อ.พระนครศรีอยุธยา,อ.ผักไห่,อ.บางบาล อ.เสนา อ.บางปะอินและ อ.บางไทร จ.อ่างทอง ได้แก่ อ.ป่าโมก โดยเฉพาะ ต.โผงเผง และ จ.ลพบุรี ที่ อ.อินทร์บุรี เนื่องจากช่วงปลายเดือน ต.ค.นี้ คาดว่าจะมีปริมาณน้ำฝนจะมากขึ้น จากหย่อมความกดอากาศที่เข้าปกคลุมประเทศไทย
